คำถามหนึ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์มักถามหมอในห้องตรวจด้วยความกังวลใจอยู่เสมอ เมื่อมีข่าวการระบาดของโรคติดเชื้อที่นำโดยยุงลายคือ หากโดนยุงกัดในขณะตั้งครรภ์แล้วเกิดติดเชื้อขึ้นมา จะส่งผลร้ายแรงถึงขั้นทำให้สมองของลูกน้อยในครรภ์ไม่เติบโตจริงหรือไม่ ความกังวลนี้มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างชัดเจน เนื่องจากเชื้อไวรัสซิกา (Zika Virus) เป็นหนึ่งในเชื้อก่อโรคไม่กี่ชนิดที่สามารถผ่านรกไปทำลายการเจริญเติบโตของสมองทารกโดยตรง
ทำความรู้จักไวรัสซิกา ความเสี่ยงที่แฝงมาในสตรีมีครรภ์
เชื้อไวรัสซิกาจัดอยู่ในกลุ่มฟลาวิไวรัส (Flavivirus) มียุงลาย (Aedes mosquitoes) เป็นพาหะนำโรคหลัก การติดเชื้อไข้ซิกาตั้งครรภ์ถือเป็นประเด็นทางสาธารณสุขที่สำคัญอย่างยิ่ง แม้ว่าสตรีมีครรภ์ที่ได้รับเชื้อไวรัสชนิดนี้ ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 80 อาจไม่แสดงอาการใดๆ หรือมีเพียงอาการคล้ายไข้หวัดเบาๆ แต่สำหรับทารกในครรภ์ เชื้อไวรัสกลับส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพัฒนาการระบบประสาทตลอดชีวิต
นอกจากการถูกยุงลายกัดแล้ว เชื้อไวรัสซิกายังสามารถติดต่อผ่านช่องทางอื่นได้ เช่น การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ การรับเลือด และการถ่ายทอดจากมารดาสู่ทารกในครรภ์ผ่านทางรก (Transplacental transmission)
กลไกพยาธิกำเนิด: ไวรัสซิกาทำลายสมองทารกในครรภ์อย่างไร?
ความน่ากลัวของเชื้อไวรัสซิกาอยู่ที่ความสามารถในการผ่านปราการรก (Placental barrier) เข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตของทารกได้อย่างรวดเร็ว โดยมีกลไกพยาธิกำเนิดที่ส่งผลกระทบไข้ซิก้าทารกในระบบประสาทอย่างรุนแรง ดังนี้
- การทำลายเซลล์ต้นกำเนิดระบบประสาท (Neural Progenitor Cells - NPCs): ไวรัสซิกามีคุณสมบัติชอบเจาะจงเซลล์ระบบประสาท (Neurotropism) โดยจะเข้าไปเพิ่มจำนวนในเซลล์ต้นกำเนิดสมอง ส่งผลให้เซลล์หยุดการแบ่งตัวและเกิดการตายของเซลล์ (Apoptosis) อย่างรวดเร็ว
- ยับยั้งการสร้างเปลือกสมอง (Cortical Development): เมื่อเซลล์ต้นกำเนิดถูกทำลาย สมองชั้นนอกหรือเปลือกสมองจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้เนื้อสมองฝ่อและเกิดกลุ่มอาการติดเชื้อซิกาแต่กำเนิด (Congenital Zika Syndrome)
- ภาวะศีรษะเล็กแต่กำเนิด (Microcephaly) และหินปูนในสมอง: ทารกจะมีขนาดศีรษะและเส้นรอบวงศีรษะเล็กกว่ามาตรฐานอย่างชัดเจน ร่วมกับการพบจุดหินปูน (Intracranial calcifications) ในเนื้อสมอง รวมถึงความผิดปกติของการมองเห็นและการได้ยิน
ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดคือการติดเชื้อในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ (First Trimester) ซึ่งเป็นช่วงที่สมองและระบบประสาทของทารกกำลังเริ่มสร้างขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อในไตรมาสที่สองหรือสามก็ยังคงมีความเสี่ยงต่อความผิดปกติทางพัฒนาการและพฤติกรรมในระยะยาวเช่นกัน
อาการทางคลินิกและการเฝ้าระวังในสตรีมีครรภ์
สตรีตั้งครรภ์ที่ได้รับเชื้อไวรัสซิกา อาจมีอาการแสดงที่ควรรีบสังเกต ดังต่อไปนี้
- มีไข้ต่ำๆ ร่วมกับมีผื่นแดงชนิดราบหรือนูน (Maculopapular rash) ตามลำตัว แขน และขา
- ตาแดงโดยไม่มีมูกหนอง (Non-purulent conjunctivitis)
- ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดบริเวณหลังกระบอกตา
แนวทางการตรวจวินิจฉัยและเฝ้าระวัง
หากสตรีมีครรภ์มีประวัติถูกยุงกัดในพื้นที่ระบาด หรือมีอาการสงสัย แพทย์จะดำเนินการเฝ้าระวังดังนี้
- การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: ตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัสด้วยวิธี RT-PCR จากเลือดหรือปัสสาวะในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังเริ่มมีอาการ หรือตรวจหาภูมิคุ้มกันชนิด IgM
- การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound): เฝ้าระวังการเจริญเติบโตของทารกอย่างใกล้ชิด โดยวัดขนาดรอบศีรษะ (Head circumference) ของทารกทุก 3-4 สัปดาห์ และตรวจดูโครงสร้างเนื้อสมองว่ามีความผิดปกติหรือจุดหินปูนหรือไม่
มาตรการป้องกันและการลดความเสี่ยงการติดเชื้อในระหว่างตั้งครรภ์
เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันและยังไม่มียาต้านไวรัสซิกาโดยเฉพาะ การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันไข้ซิกาจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคน
- ป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด: ทายากันยุงที่มีสาร DEET, Picaridin หรือ IR3535 ซึ่งได้รับการยืนยันทางการแพทย์แล้วว่าปลอดภัยสำหรับสตรีมีครรภ์ สวมเสื้อผ้าแขนยาวขา длинสีอ่อน และนอนในห้องที่มีมุ้งลวดหรือกางมุ้ง
- ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย: คว่ำภาชนะที่มีน้ำขังรอบบ้าน หมั่นเปลี่ยนน้ำในแจกัน และใส่ทรายอะเบทในอ่างน้ำ เพื่อยับยั้งการเพาะพันธุ์ยุงลาย
- เลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ระบาด: ชะลอการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคไข้ซิกาหากไม่มีความจำเป็น
- ป้องกันการติดต่อทางเพศสัมพันธ์: ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ตลอดระยะการตั้งครรภ์ หากคู่นอนมีประวัติเดินทางไปพื้นที่ระบาดหรือติดเชื้อไข้ซิกา
การปกป้องลูกน้อยให้ปลอดภัยจากไวรัสซิกาเริ่มต้นที่การป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด หากคุณแม่ตั้งครรภ์สงสัยว่าตนเองมีอาการคล้ายไข้ซิกา หรือโดนยุงลายกัดในพื้นที่เสี่ยง ควรรีบพบสูตินรีแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและวางแผนดูแลรักษาอย่างถูกต้องทันที