ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจความต่างของโรคร้ายใกล้ตัว ไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ และโควิด

ในยุคที่โรคระบบทางเดินหายใจแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว การแยกแยะความแตกต่างระหว่างโรคไข้หวัดธรรมดา โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่และผู้ดูแลสามารถประเมินสถานการณ์และรับมือได้อย่างถูกต้อง การสังเกตอาการเบื้องต้นอย่างละเอียดจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กเล็ก ทารก และผู้สูงวัย ซึ่งมักจะมีการตอบสนองต่อเชื้อโรคที่รวดเร็วกว่าคนทั่วไป

สาเหตุและกลไกการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสทั้งสามชนิด

เชื้อโรคที่เป็นต้นเหตุของทั้งสามโรคนี้ล้วนเป็นไวรัสในระบบทางเดินหายใจ แต่มีความรุนแรงและสายพันธุ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ได้แก่ ไรโนไวรัสสำหรับไข้หวัดธรรมดา ไวรัสอินฟลูเอนซาสำหรับไข้หวัดใหญ่ และไวรัสซาร์สโคฟทูสำหรับโควิด เชื้อเหล่านี้ติดต่อผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนแล้วนำมือมาสัมผัสใบหน้า ตา จมูก หรือปาก กลไกการก่อโรคจะเริ่มจากการที่ไวรัสเข้าสู่เยื่อบุทางเดินหายใจ เพิ่มจำนวน และกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการอักเสบ ส่งผลให้มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ และอ่อนเพลีย

เจาะลึกอาการและการดำเนินโรค แยกให้ออกว่าป่วยเป็นโรคอะไร

การสังเกตอาการเริ่มต้นเป็นกุญแจสำคัญในการจำแนกโรค

  • ไข้หวัดธรรมดา (Common Cold): มักมีอาการค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากเจ็บคอ คัดจมูก น้ำใสไหล และไอเล็กน้อย ไข้ไม่สูงมากหรือไม่เกินสามสิบแปดองศาเซลเซียส อ่อนเพลียเล็กน้อย หายได้เองภายในสัปดาห์เดียว
  • ไข้หวัดใหญ่ (Influenza): อาการมักเกิดขึ้นฉับพลันและรุนแรง ไข้สูงปรี๊ดเกินสามสิบแปดจุดห้าองศาเซลเซียส ปวดเมื่อยตามตัวและกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง ปวดศีรษะหนาแน่น อ่อนเพลียมากจนลุกไม่ไหว และอาจมีอาการไอแห้งร่วมด้วย
  • โควิด (COVID-19): อาการมีความหลากหลายมาก ตั้งแต่ไม่มีอาการเลยไปจนถึงอาการรุนแรง จุดเด่นคือมีไข้ ไอ เจ็บคอ และมีอาการสูญเสียการรับรสหรือการได้กลิ่นร่วมด้วยในบางราย รวมถึงอาจมีอาการทางเดินหายใจส่วนล่างอักเสบ
คำแนะนำจากคุณหมอ: หากมีอาการไข้สูงร่วมกับปวดเมื่อยกล้ามเนื้อชัดเจนในช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่หรือโควิด ควรทำการตรวจคัดกรองเบื้องต้นด้วยชุดตรวจแอนติเจน หรือที่เรียกว่า ATK เพื่อยืนยันผลและรับการรักษาที่จำเพาะเจาะจงกับโรคทันที

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปพบแพทย์โดยด่วน

การดูแลที่บ้านมีข้อจำกัด หากพบอาการเหล่านี้ในผู้ป่วย โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

  • ไข้สูงต่อเนื่องเกินสามวัน หรือไข้ไม่ยอมลดแม้จะให้ยาลดไข้และเช็ดตัวแล้ว
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน หรือซี่โครงบุ๋มเวลาหายใจ
  • ซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดื่มน้ำหรือดื่มนม ปัสสาวะน้อยลงหรือสีเข้มจัดซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำ
  • มีอาการชักจากไข้สูง หรือมีอาการทางระบบประสาท เช่น สับสน มึนงง
  • ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ แสดงถึงภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ

วิธีดูแลรักษาที่บ้านอย่างถูกวิธีและปลอดภัย

เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่ไม่รุนแรงและแพทย์อนุญาตให้ดูแลรักษาตัวที่บ้าน การปฏิบัติตัวอย่างถูกสุขลักษณะจะช่วยเร่งกระบวนการฟื้นตัวของร่างกายให้เร็วขึ้น

  • การพักผ่อนและการดื่มน้ำ: ให้ผู้ป่วยนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก และดื่มน้ำอุ่นหรือเกลือแร่ปริมาณมากเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยละลายเสมหะ
  • การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดตามซอกพับ หน้าผาก และลำตัว เพื่อช่วยระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์เช็ดเด็ดขาดเพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัวและไข้สูงขึ้นกว่าเดิม
  • การรับประทานอาหาร: เน้นอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสชาติไม่จัด เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปอุ่นๆ และผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการรักษาที่บ้าน

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กและวัยรุ่นเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ซินโดรม (Rye Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะตับและสมองอักเสบที่อันตรายถึงชีวิต และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากโรคทั้งสามเกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่ช่วยรักษาโรคแถมยังเพิ่มเชื้อดื้อยา

สำหรับการให้ยาลดไข้พาราเซตามอล ต้องคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง คือ สิบถึงสิบห้ามิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้เท่านั้น และห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟนในผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดออกเนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเลือดออกได้

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการสร้างภูมิคุ้มกันโรคและการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี และฉีดวัคซีนโควิดตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัด และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ เพื่อปกป้องตัวคุณเองและคนที่คุณรักจากโรคร้ายเหล่านี้

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down