ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความเชื่อ vs ความจริงเรื่องลูกขาโก่ง: ไขข้อข้องใจที่พ่อแม่กังวลใจ

ความกังวลใจเรื่องสรีระและพัฒนาการทางร่างกายของลูกน้อยเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยที่สุดในห้องตรวจกุมารแพทย์ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องรูปขาของทารกและเด็กเล็กที่มักทำให้คุณพ่อคุณแม่ตื่นตระหนก เมื่อสังเกตเห็นว่าลูกน้อยมีลักษณะขาโก่ง ขาโค้ง หรือเข่าชิดกันผิดปกติ หลายครอบครัวรีบพามาพบแพทย์ด้วยความกังวลว่าลูกอาจมีความผิดปกติของกระดูก หรืออาจส่งผลกระทบต่อการเดินในอนาคต

ในความเป็นจริงแล้ว ลักษณะขาโก่งในเด็กช่วงวัยต่างๆ ถือเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการทางกายวิภาคตามธรรมชาติที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงอายุ (Physiological Bowing and Knock-knee) ซึ่งเด็กส่วนใหญ่จะมีพัฒนาการเข้าสู่ภาวะปกติได้เองโดยไม่ต้องรับการรักษาใดๆ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีภาวะขาโก่งบางประเภทที่เกิดจากความผิดปกติของโรคทางพันธุกรรม โรคกระดูกอ่อน หรือความบกพร่องในการสร้างกระดูก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางอย่างเร่งด่วน

ทำความเข้าใจพัฒนาการกระดูกขาของเด็กในแต่ละช่วงวัย

โครงสร้างกระดูกและข้อต่อของมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยรุ่น มีกระบวนการเจริญเติบโตที่มีแบบแผนชัดเจน การทำความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะขาของเด็กในแต่ละช่วงอายุจะช่วยลดความวิตกกังวล และช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถแยกแยะระหว่างความปกติกับความผิดปกติได้อย่างแม่นยำ

ช่วงทารกแรกเกิดถึงอายุหนึ่งปีครึ่ง: ภาวะขาโก่งตามธรรมชาติ

ทารกแรกเกิดเกือบทุกคนจะมีลักษณะขาโก่งออกด้านนอก (Genu Varum) ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดวางตัวของทารกในครรภ์มารดาที่มีพื้นที่จำกัด ทำให้กระดูกหน้าแข้งและกระดูกต้นขาโค้งงอตามแรงกดดันภายในมดลูก ลักษณะเช่นนี้มักจะสังเกตเห็นได้ชัดเจนเมื่อเด็กเริ่มหัดยืนและหัดเดินในช่วงอายุสิบถึงสิบสองเดือน โดยทั่วไปความโก่งนี้จะค่อยๆ ลดลงและหายไปได้เองเมื่อเด็กอายุเข้าสู่ช่วงประมาณสองปี

ช่วงอายุสองปีถึงสี่ปี: ภาวะขาฉิ่งหรือเข่าชนกัน

เมื่อเด็กเติบโตขึ้นและเข้าสู่วัยเตาะแตะ ลักษณะของขาจะเริ่มมีการปรับเปลี่ยนสมดุลโครงสร้าง โดยกระดูกขาจะค่อยๆ ยืดตรงขึ้น และมักจะเคลื่อนตัวเลยจุดสมดุลไปในทิศทางตรงกันข้าม กลายเป็นภาวะเข่าชิดกันหรือขาฉิ่ง (Genu Valgum) ซึ่งพ่อแม่มักจะสังเกตเห็นว่าเวลาลูกยืนตรง หัวเข่าจะชนกันแต่ข้อเท้าทั้งสองข้างจะกางออกจากกัน ภาวะนี้ก็ถือเป็นพัฒนาการตามธรรมชาติเช่นกัน และมักจะปรับตัวกลับมาเป็นขาตรงได้เองเมื่อเด็กมีอายุประมาณเจ็ดถึงแปดปี

สาเหตุและกลไกของภาวะขาโก่งที่ผิดปกติ

แม้ว่าเด็กส่วนใหญ่จะมีภาวะขาโก่งตามธรรมชาติที่หายได้เอง แต่มีเด็กจำนวนหนึ่งที่มีภาวะขาโก่งจากความผิดปกติด้านพยาธิสภาพ ซึ่งเกิดจากกลไกของโรคและการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของแผ่นการเจริญเติบโตของกระดูก (Growth Plate) สาเหตุสำคัญทางการแพทย์ประกอบด้วย:

  • โรคกระดูกอ่อนในเด็ก (Rickets): เกิดจากการขาดวิตามินดี แคลเซียม หรือฟอสฟอรัส ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความแข็งแรงและการสร้างเนื้อกระดูก ทำให้กระดูกมีความอ่อนนุ่มและไม่สามารถรองรับน้ำหนักตัวได้ ส่งผลให้กระดูกขาโก่งงอมากขึ้นเมื่อเด็กเริ่มเดิน
  • โรคบลูนต์ (Blount Disease): เป็นความผิดปกติของการเจริญเติบโตของกระดูกหน้าแข้งส่วนบนด้านใน ทำให้แผ่นการเจริญเติบโตทำงานผิดปกติและปิดเร็วกว่ากำหนด ส่งผลให้ขาโก่งผิดรูปอย่างรุนแรงและมักเป็นข้างเดียวหรือสองข้างที่ไม่เท่ากัน มักพบในเด็กที่มีน้ำหนักตัวมากหรือเด็กที่เริ่มเดินเร็วเกินไป
  • ความผิดปกติทางพันธุกรรมและโรคทางระบบเมตาบอลิก: เช่น ภาวะความผิดปกติในการดูดซึมฟอสเฟตที่ไต ทำให้ระดับเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติและส่งผลกระทบโดยตรงต่อความแข็งแรงของกระดูก
  • การบาดเจ็บหรือการติดเชื้อที่แผ่นการเจริญเติบโต: อุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนบริเวณรอบข้อเข่าหรือการอักเสบติดเชื้อในกระดูก อาจทำให้การเจริญเติบโตของกระดูกหยุดชะงักและเกิดความโค้งงอตามมา
คำแนะนำจากคุณหมอ: ภาวะขาโก่งตามปกตินั้น เด็กจะไม่มีอาการเจ็บปวด สามารถวิ่งเล่นและเดินได้เป็นปกติ และมักจะมีความสมมาตรกันทั้งสองข้าง หากพบว่าลูกมีอาการเจ็บขา ขาโก่งข้างเดียว หรือเดินผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด ควรรีบพามาพบกุมารแพทย์ด้านกระดูกและข้อเพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด

สัญญาณอันตรายและอาการเตือนที่ต้องพบแพทย์ทันที

การสังเกตอาการผิดปกติในเด็กเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที หากคุณพ่อคุณแม่พบสัญญาณเตือนเหล่านี้ ควรรีบนำบุตรหลานมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมิน:

  • ลักษณะขาโก่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากอายุสองปีไปแล้ว แทนที่จะค่อยๆ ตรงขึ้น
  • ขาโก่งเพียงข้างเดียว หรือมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างขาซ้ายและขาขวา
  • เด็กมีอาการเจ็บปวดบริเวณขา เข่า หรือสะโพก โดยเฉพาะเวลาเดินหรือวิ่ง
  • เด็กเดินกะเพก เดินลำบาก หรือเหนื่อยง่ายผิดปกติเมื่อต้องเดินเป็นระยะทางสั้นๆ
  • ความสูงของเด็กต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างมากเมื่อเทียบกับอายุ
  • มีอาการผิดรูปอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ข้อเข่าหลวม ข้อต่อผิดรูป หรือกระดูกส่วนอื่นมีความผิดปกติ

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาพบแพทย์ กุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อในเด็กจะดำเนินการประเมินผ่านขั้นตอนทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน ดังนี้:

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับอายุที่เริ่มเดิน น้ำหนักแรกเกิด ประวัติโภชนาการ การรับประทานวิตามินดีและแคลเซียม ประวัติโรคประจำตัวในครอบครัว และลักษณะการเดินของเด็ก
  • การตรวจร่างกายทางกายภาพ: แพทย์จะทำการวัดมุมความโก่งของขา ตรวจความยาวของขาแต่ละข้าง ตรวจสอบความมั่นคงของข้อเข่าและข้อสะโพก รวมถึงประเมินรูปแบบการเดิน (Gait Analysis)
  • การถ่ายภาพรังสีหรือเอกซเรย์ (X-ray): เป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินโครงสร้างกระดูก แผ่นการเจริญเติบโต และวัดมุมความผิดรูปของกระดูกได้อย่างแม่นยำ ช่วยแยกแยะระหว่างภาวะปกติกับโรคกระดูกอ่อนหรือโรคบลูนต์
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Blood Tests): ในกรณีที่แพทย์สงสัยว่ามีภาวะโรคกระดูกอ่อนหรือความผิดปกติทางเมตาบอลิก จะมีการเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับแคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินดี และเอนไซม์อัลคาไลน์ฟอสฟาเตส (Alkaline Phosphatase)

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

แนวทางการรักษาภาวะขาโก่งในเด็กจะขึ้นอยู่กับสาเหตุ ความรุนแรง และอายุของเด็กเป็นหลัก โดยแบ่งออกเป็นแนวทางสำคัญดังนี้:

การติดตามอาการและการเฝ้าระวัง

สำหรับเด็กที่มีภาวะขาโก่งตามธรรมชาติ (Physiological Bowing) ซึ่งไม่มีอาการเจ็บปวดและไม่มีความผิดรูปที่รุนแรง แพทย์จะแนะนำให้สังเกตอาการและนัดติดตามพัฒนาการเป็นระยะทุกๆ หกเดือนถึงหนึ่งปี โดยไม่ต้องใช้ยาหรือใส่อุปกรณ์เสริมใดๆ เนื่องจากกระดูกจะสามารถปรับตัวตรงได้เองตามธรรมชาติ

การรักษาด้วยการใช้อุปกรณ์ประคับประคอง

ในเด็กที่มีภาวะขาโก่งจากโรคกระดูกอ่อนหรือโรคบลูนต์ในระยะเริ่มต้น แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้อุปกรณ์ดัดขาหรือเฝือกประคับประคอง (Bracing) เพื่อช่วยปรับแนวแรงกดทับบนกระดูกและช่วยให้กระดูกเจริญเติบโตในทิศทางที่ถูกต้อง การใส่อุปกรณ์นี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด

การรักษาด้วยยาและโภชนาการ

หากตรวจพบว่าภาวะขาโก่งเกิดจากการขาดวิตามินดีและแคลเซียม แพทย์จะทำการรักษาด้วยการให้รับประทานวิตามินดีและแคลเซียมเสริมในขนาดที่เหมาะสม พร้อมทั้งแนะนำการปรับเปลี่ยนโภชนาการและการรับแสงแดดอ่อนๆ เพื่อช่วยในการดูดซึมแคลเซียมของร่างกาย

การรักษาด้วยการผ่าตัด

การผ่าตัดจะถูกนำมาใช้ในกรณีที่เด็กมีภาวะขาโก่งรุนแรง มีความผิดรูปมาก หรือไม่ดีขึ้นตามวัย เช่น โรคบลูนต์ในเด็กโต หรือมีความผิดรูปของกระดูกที่ไม่สามารถปรับแก้เองได้ วิธีการผ่าตัดอาจเป็นการผ่าตัดปรับแนวการเจริญเติบโตของกระดูก (Guided Growth) ในเด็กที่ยังมีอายุน้อย หรือการตัดแต่งกระดูกเพื่อปรับแก้มุมของขาในเด็กโต

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้ออุปกรณ์ดัดขา สายรัดเข่า หรือรองเท้าตัดพิเศษตามคำแนะนำที่ไม่มีแหล่งที่มาทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือมาให้เด็กใส่เองเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้กระดูกได้รับแรงกดทับผิดทิศทางและส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตของข้อต่อและกระดูกได้

ข้อควรปฏิบัติและความเชื่อที่ผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง

มีความเชื่อและวิธีปฏิบัติหลายประการในสังคมไทยเกี่ยวกับการแก้ขาโก่งซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ และอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็กได้ สิ่งที่พ่อแม่ควรทำความเข้าใจให้ถูกต้องมีดังนี้:

    ความเชื่อที่ว่า: การใช้ผ้าพันขาแน่นๆ หรือการดัดขาเด็กแรงๆ จะช่วยให้ขาหายโก่ง
    ความจริงทางการแพทย์: การพันขาหรือดัดขาแรงๆ ไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างกระดูกที่โค้งงอได้ แต่อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อ หรือแผ่นการเจริญเติบโตของกระดูก ทำให้กระดูกเจริญเติบโตผิดรูปยิ่งขึ้นกว่าเดิม

    ความเชื่อที่ว่า: การใส่รองเท้าเสริมส้นหรือรองเท้าดัดพิเศษจะช่วยรักษาขาโก่งได้ทุกกรณี
    ความจริงทางการแพทย์: การใช้รองเท้าพิเศษจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและสั่งการรักษาจากแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเท่านั้น การเลือกซื้อรองเท้าตามแฟชั่นหรือคำบอกเล่าโดยไม่มีการประเมินโครงสร้างขา อาจทำให้กล้ามเนื้อขาทำงานผิดปกติและส่งผลเสียต่อพัฒนาการการเดิน

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพกระดูกในเด็กระยะยาว

แม้ว่าภาวะขาโก่งตามธรรมชาติจะไม่สามารถป้องกันได้เนื่องจากเป็นพัฒนาการตามปกติ แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมสุขภาพกระดูกและข้อต่อของลูกน้อยให้แข็งแรงสมบูรณ์ได้ผ่านแนวทางปฏิบัติดังนี้:

  • โภชนาการที่ครบถ้วนและสมดุล: ส่งเสริมให้เด็กรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม ผลิตภัณฑ์จากนม ปลาเล็กปลาน้อย และผักใบเขียว รวมถึงอาหารที่มีวิตามินดีสูง เช่น ไข่แดง และปลาทะเล เพื่อเสริมสร้างความหนาแน่นของกระดูก
  • การรับแสงแดดธรรมชาติอย่างเหมาะสม: ให้เด็กมีกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเช้าหรือเย็น เพื่อให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดี ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่กระดูก
  • การส่งเสริมการออกกำลังกายตามวัย: สนับสนุนให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกาย วิ่งเล่น และทำกิจกรรมกลางแจ้งอย่างอิสระ เพื่อช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก
  • การควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน: หลีกเลี่ยงภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนในเด็ก เนื่องจากน้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะไปเพิ่มแรงกดทับบริเวณข้อต่อและแผ่นการเจริญเติบโตของกระดูกขา ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดภาวะขาโก่งที่รุนแรงขึ้นได้
สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่: หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นว่าลูกมีลักษณะขาโก่ง ขอให้ตั้งสติและทำความเข้าใจก่อนว่าในเด็กเล็กส่วนใหญ่เป็นพัฒนาการตามธรรมชาติที่จะหายได้เอง แต่หากมีความกังวลใจ มีความผิดปกติที่ชัดเจน หรือมีสัญญาณเตือนอันตราย ควรพามาพบกุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องและรับคำแนะนำในการดูแลรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับลูกน้อย
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down