ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคปอดอักเสบในเด็ก

โรคปอดอักเสบหรือที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อปอดบวม (Pneumonia) เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างที่พบได้บ่อยและมีความรุนแรงในเด็ก โดยเฉพาะในกลุ่มทารกและเด็กเล็กที่มีระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ปอดผ่านทางการหายใจเอาละอองฝอยจากการไอหรือจาม หรือจากการสำลักเชื้อที่อยู่ในลำคอลงสู่หลอดลมและเนื้อเยื่อปอด เมื่อเกิดการอักเสบ ร่างกายจะมีกระบวนการต่อสู้กับเชื้อโรค ทำให้มีเสมหะและของเหลวคั่งอยู่ในถุงลมปอด ส่งผลให้เด็กแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ไม่ดี เกิดอาการหายใจหอบเหนื่อยและระดับออกซิเจนในเลือดลดต่ำลง ซึ่งหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิตได้

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคระหว่างแบคทีเรียและไวรัส

ความเข้าใจเรื่องสาเหตุของโรคเป็นหัวใจสำคัญในการรักษา โดยปอดอักเสบในเด็กส่วนใหญ่แบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักตามชนิดของเชื้อก่อโรค ซึ่งมีพฤติกรรมและกลไกการเกิดโรคที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้

  • ปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส (Viral Pneumonia): มักพบเป็นสาเหตุหลักในเด็กเล็กและทารก เชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุบ่อยได้แก่ เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV), เชื้อไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus), เชื้อพาราอินฟลูเอน (Parainfluenza Virus) และเชื้ออะดีโนไวรัส (Adenovirus) ไวรัสเหล่านี้มักเริ่มต้นจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ แล้วลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้เนื้อเยื่อรอบหลอดลมและถุงลมเกิดการบวมอักเสบ มีเสมหะมาก แต่โดยทั่วไปมักไม่มีการสร้างหนองเข้มข้นเหมือนเชื้อแบคทีเรีย
  • ปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Pneumonia): มักมีความรุนแรงเฉียบพลันมากกว่า เชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อยที่สุดคือ สเตรปโตคอกคัส นิวโมเนียอี (Streptococcus pneumoniae) หรือที่เรียกว่าเชื้อนิวโมคอกคัส รองลงมาคือเชื้อฮีโมฟิลินุส อินฟลูเอนเซ่ (Haemophilus influenzae) และเชื้อไมโคพลาสมา นิวโมเนียอี (Mycoplasma pneumoniae) ซึ่งมักพบในเด็กโต แบคทีเรียเหล่านี้สามารถเข้าสู่ปอดและทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงในถุงลมปอดโดยตรง มีการสร้างหนองและเซลล์เม็ดเลือดขาวจำนวนมากมาคั่งอยู่ในปอด ทำให้เด็กมีไข้สูงลอย หายใจหอบกระแทก และเจ็บหน้าอกเวลาหายใจ
คำแนะนำจากคุณหมอ: การแยกแยะว่าปอดอักเสบเกิดจากไวรัสหรือแบคทีเรียไม่สามารถดูได้จากภายนอกเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องอาศัยการตรวจร่างกาย ฟังเสียงปอดด้วยหูฟังทางการแพทย์ การเอ็กซเรย์ปอด และบางครั้งอาจต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เพื่อให้แพทย์สามารถเลือกใช้ยาได้อย่างตรงจุด เนื่องจากยาปฏิชีวนะใช้รักษาแบคทีเรียแต่ไม่มีผลต่อเชื้อไวรัส

อาการสำคัญและระยะการดำเนินของโรค

การสังเกตอาการของลูกรักในแต่ละระยะจะช่วยให้ผู้ปกครองพามาพบแพทย์ได้อย่างรวดเร็ว โดยทั่วไปโรคปอดอักเสบจะมีลำดับอาการดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น: อาการมักเริ่มต้นคล้ายไข้หวัดธรรมดา คือมีไข้ต่ำถึงปานกลาง น้ำมูกใส ไอแห้งๆ หรือเจ็บคอ ในเด็กเล็กอาจมีอาการงอแง ซึมลง หรือดูดนมน้อยลง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายเริ่มผิดปกติ
  • ระยะลุกลามและอาการเด่นชัด: เมื่อเชื้อลุกลามลงปอด อาการจะรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เด็กจะมีไข้สูงขึ้น ไอมีเสมหะ (ในเด็กโตอาจไอมีเสมหะสีเหลืองเขียวหรือปนเลือด ส่วนเด็กเล็กมักกลืนเสมหะลงท้องแต่อาจอาเจียนออกมาเป็นเสมหะข้น) หายใจเร็ว หายใจแรง จมูกบานเวลาหายใจ และมีเสียงหายใจผิดปกติ เช่น เสียงหวีด (Wheezing) หรือเสียงกรอบแกรบ (Crackles)
  • ระยะฟื้นตัว: หากได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการไข้จะค่อยๆ ลดลงภายในสามถึงห้าวัน อาการไอและหายใจหอบจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ แต่เด็กอาจยังคงมีอาการไอหลงเหลืออยู่บ้างเป็นเวลาหนึ่งถึงสองสัปดาห์เนื่องจากเยื่อบุทางเดินหายใจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที

หากเด็กมีอาการเหล่านี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วน ห้ามรอสังเกตอาการอยู่ที่บ้าน:

  • หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง: สังเกตจากอัตราการหายใจที่เร็วกว่าปกติมาก มีอาการชายโครงบุ๋ม หดรั้งบริเวณคอ หรือซี่โครงโผล่ชัดเจนเวลาหายใจ
  • ภาวะพร่องออกซิเจน: สังเกตเห็นริมฝีปาก เล็บมือ เล็บเท้า หรือผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ (Cyanosis)
  • ซึมลงปลุกไม่ตื่น: เด็กไม่ยอมสบตา ไม่มีปฏิกิริยากับสิ่งแวดล้อม ซึมมาก หรือมีอาการชัก
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง: ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะไม่ออกหรือมีสีเข้มจัดติดต่อกันนานกว่าหกถึงแปดชั่วโมง
  • ไข้สูงมากและไม่ยอมลด: มีไข้สูงติดต่อกันเกินสามวัน หรือไข้ไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้ร่วมกับการเช็ดตัว

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะมีขั้นตอนการวินิจฉัยที่ละเอียดเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเด็ก ได้แก่

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามระยะเวลาที่มีอาการ ลักษณะการไอ ประวัติการรับวัคซีน และโรคประจำตัว พร้อมทั้งใช้เครื่องฟังตรวจ (Stethoscope) ฟังเสียงลมหายใจในปอดอย่างละเอียด
  • การเอ็กซเรย์ปอด (Chest X-ray): เป็นการตรวจที่สำคัญมากในการยืนยันโรคปอดอักเสบ ช่วยให้แพทย์เห็นลักษณะและความกระจายของการอักเสบในเนื้อปอดว่าเกิดจากไวรัสหรือแบคทีเรีย
  • การตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีป้ายจมูก (Swab Test / Rapid Antigen Test): เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสเฉพาะเจาะจง เช่น RSV หรือไข้หวัดใหญ่ เพื่อการแยกโรคและให้การรักษาที่จำเพาะ
  • การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ: ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) เพื่อดูว่าเม็ดเลือดขาวสูงขึ้นในลักษณะของการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไม่ รวมถึงการตรวจสารบ่งชี้การอักเสบ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคปอดอักเสบจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรค โดยแบ่งเป็นแนวทางหลักดังนี้

  • การรักษาการติดเชื้อไวรัส: เป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ เนื่องจากไม่มีตัวยาฆ่าเชื้อไวรัสโดยตรง แพทย์จะให้ยาลดไข้ ยาละลายเสมหะ ยาขยายหลอดลม (หากมีหลอดลมตีบ) และในกรณีที่เด็กมีภาวะหายใจหอบเหนื่อย ออกซิเจนในเลือดต่ำ จะต้องให้ออกซิเจนเสริมและพ่นยาขยายหลอดลมผ่านหน้ากาก รวมถึงการทำกายภาพบำบัดทรวงอกเพื่อช่วยระบายเสมหะ
  • การรักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย: นอกจากจะให้การรักษาตามอาการเช่นเดียวกับไวรัสแล้ว แพทย์จะพิจารณาให้ **ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics)** ซึ่งเป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย โดยอาจให้เป็นยารับประทานหรือยาฉีดเข้าเส้นเลือดดำ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองต้องให้ลูกรับประทานยาปฏิชีวนะติดต่อกันจนครบตามกำหนดของแพทย์ แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการดื้อยาและโรคกลับมาเป็นซ้ำ
  • การดูแลและการพยาบาลที่บ้าน: ให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ดื่มน้ำสะอาดอุ่นๆ บ่อยๆ เพื่อช่วยให้เสมหะเจือจางและขับออกได้ง่ายขึ้น สำหรับเด็กเล็กยังสามารถให้นมแม่หรือนมสูตรเดิมได้ตามปกติแต่ควรแบ่งมื้อให้เล็กลงเพื่อป้องกันการสำลัก
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อมาให้เด็กรับประทานเองอย่างเด็ดขาดเมื่อเด็กป่วยเป็นหวัดหรือติดเชื้อไวรัส เพราะนอกจากจะไม่ช่วยรักษาแล้ว ยังส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยา และเป็นอันตรายต่อร่างกาย นอกจากนี้ ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กที่มีไข้เด็ดขาด เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye syndrome) ซึ่งเป็นภาวะตับและสมองอเสบเฉียบพลันที่มีอันตรายถึงชีวิต สำหรับการใช้ยาพาราเซตามอลต้องคำนวณขนาดยาให้ถูกต้องตามน้ำหนักตัวของเด็ก คือ 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้เท่านั้น

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการเกิดโรคปอดอักเสบสามารถทำได้โดยการลดความเสี่ยงในการรับเชื้อและการสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง

  • การรับวัคซีนป้องกันโรค: การฉีดวัคซีนตามโปรแกรมพื้นฐานและวัคซีนเสริมมีความสำคัญอย่างยิ่ง เช่น วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอกคัส (PCV) ซึ่งป้องกันเชื้อแบคทีเรียปอดอักเสบตัวสำคัญ, วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี, วัคซีนป้องกันโรคไอแกลน/คอตีบ/บาดยักษ์ และวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส RSV ในกลุ่มเด็กกลุ่มเสี่ยง
  • การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ สอนให้เด็กไม่ใช้มือสัมผัสใบหน้า ตา จมูก และปาก หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจ
  • การสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ: ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นานอย่างน้อย 6 เดือน เนื่องจากนมแม่มีสารภูมิต้านทานโรคมากมาย หลีกเลี่ยงการให้เด็กสัมผัสควันบุหรี่มือสองหรือมลพิษทางอากาศ เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็ก ซึ่งเป็นตัวการทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจและทำให้ติดเชื้อง่ายขึ้น

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

เช็กลิสต์การปฏิบัติตัวสำหรับคุณพ่อคุณแม่:
  • สังเกตอาการไข้ การไอ และลักษณะการหายใจของลูกอย่างใกล้ชิดทุกวัน
  • หากลูกมีอาการหายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม ริมฝีปากเขียวคล้ำ ซึมลง หรือไม่ยอมดื่มน้ำ/นม ให้รีบพาไปโรงพยาบาลทันที
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้ลูกทานเองเด็ดขาด
  • หากแพทย์จ่ายยาปฏิชีวนะสำหรับรักษาเชื้อแบคทีเรีย ต้องให้ลูกทานจนหมดคอร์สตามแพทย์สั่ง
  • เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้องอย่างถูกวิธี และให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง
  • พาเด็กไปรับวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบและวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามกำหนดอย่างสม่ำเสมอ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down