ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความเชื่อ vs ความจริงเรื่องลูกขาโก่ง: สิ่งที่พ่อแม่เข้าใจผิดและวิธีดูแลที่ถูกต้อง

ภาวะขาโก่งในเด็กเป็นหนึ่งในความกังวลใจอันดับต้นๆ ของคุณพ่อคุณแม่ เมื่อสังเกตเห็นว่าลูกรักเดินผิดปกติ ขาโค้งออกด้านข้าง หรือหัวเข่าชิดกันไม่ได้ขณะยืนตรง หลายครอบครัวมักมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าเกิดจากการพันผ้าแน่นเกินไป การอุ้มผิดท่า หรือการขาดแคลเซียม จนรีบหาซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรืออุปกรณ์ดัดขามาให้เด็กสวมใส่ ซึ่งในทางการแพทย์แล้ว ภาวะขาโก่งในเด็กส่วนใหญ่เป็นกระบวนการพัฒนาการตามธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องรักษา แต่ในขณะเดียวกันก็มีภาวะขาโก่งบางประเภทที่เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกและโรคทางพันธุกรรม ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาจากกุมารแพทย์ด้านกระดูกและข้ออย่างทันท่วงที การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการเจริญเติบโตของกระดูกในเด็กจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้พ่อแม่คลายความกังวลและดูแลลูกได้อย่างถูกวิธี

สาเหตุและกลไกการเกิดภาวะขาโก่งในเด็ก

การทำความเข้าใจสาเหตุและกลไกการเกิดภาวะขาโก่ง จำเป็นต้องแยกระหว่างภาวะปกติทางสรีรวิทยาและภาวะความผิดรูปทางพยาธิสภาพออกจากกันอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำ

ภาวะขาโก่งตามธรรมชาติในเด็กเล็ก

ในทารแรกเกิดและเด็กเล็กช่วงอายุขวบปีแรก ภาวะขาโก่งเข้าด้านนอก (Genu Varum หรือ ขาโก่ง) ถือเป็นเรื่องปกติทางสรีรวิทยา (Physiologic Bow Legs) กลไกนี้เกิดขึ้นจากการจัดวางตัวของทารกภายในครรภ์มารดาที่มีพื้นที่จำกัด ทำให้กระดูกท่อนขาและข้อต่อต่างๆ งอและบิดเข้าด้านใน เมื่อเด็กเริ่มหัดเดินในช่วงอายุสิบสองถึงสิบแปดเดือน ขาจะค่อยๆ ตรงขึ้นเองตามธรรมชาติ และเมื่ออายุเข้าสู่ช่วงประมาณสองขวบ เด็กส่วนใหญ่จะมีภาวะขาโก่งเข้าด้านในสลับกัน หรือที่เรียกว่าเข่าชนกัน (Genu Valgum หรือ ขา X) ซึ่งภาวะนี้จะค่อยๆ ปรับตัวตรงขึ้นอีกครั้งจนมีลักษณะขาตรงเหมือนผู้ใหญ่เมื่ออายุประมาณเจ็ดถึงแปดขวบ

ภาวะขาโก่งจากความผิดปกติทางพยาธิสภาพ

หากลักษณะขาโก่งไม่ได้พัฒนาไปตามวัฏจักรธรรมชาติ หรือมีความรุนแรงและผิดรูปมากขึ้นเมื่อเด็กโตขึ้น อาจเกิดจากสาเหตุทางพยาธิสภาพ ได้แก่ โรคกระดูกอ่อนจากความบกพร่องของวิตามินดี (Rickets) ซึ่งทำให้กระดูกอ่อนไม่สามารถสร้างแร่ธาตุได้อย่างแข็งแรงจนรับน้ำหนักตัวไม่ไหว ความผิดปกติของการเจริญเติบโตของแผ่นกระดูกเจริญ (Growth Plate) จากการติดเชื้อ การบาดเจ็บ หรือโรคทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น โรคกระดูกเปราะ หรือความผิดปกติของเมตาบอลิซึมในร่างกาย

อาการแสดงและพัฒนาการตามช่วงวัย

การสังเกตลักษณะความผิดปกติของขาเด็กต้องอาศัยการประเมินร่วมกับช่วงอายุ เพื่อแยกแยะระหว่างพัฒนาการปกติกับความผิดปกติที่ต้องได้รับการรักษา

  • วัยทารกถึงหนึ่งขวบ: สังเกตพบขากางออกและโค้งงอออกด้านเหมือนวงเล็บ เมื่อให้เด็กนอนหงายและเหยียดขาตรง ข้อเท้าชิดกันแต่หัวเข่าแยกห่างจากกันอย่างชัดเจน ซึ่งมักไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ
  • วัยหัดเดินถึงสองขวบ: ขาเริ่มตรงขึ้นทีละน้อย การเดินอาจดูเก้ๆ กังๆ หรือเดินปลายเท้าเข้าด้านในเล็กน้อย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทรงตัวในช่วงเริ่มต้นเดิน
  • วัยสามถึงเจ็ดขวบ: หากมีภาวะขา X (เข่าชิดแต่ข้อเท้าแยกห่าง) จะสังเกตเห็นเด็กเดินชนเข่ากันเองบ่อยครั้ง หรือเดินสะดุดขาตัวเอง แต่โดยทั่วไปจะค่อยๆ ดีขึ้นตามวัย
คำแนะนำจากคุณหมอ: พ่อแม่ควรบันทึกภาพถ่ายขาของลูกในท่ายืนตรงทุกๆ สามถึงหกลายเดือน เพื่อใช้เปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถประเมินอัตราการปรับตัวของกระดูกได้แม่นยำยิ่งขึ้น

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้ว่าภาวะขาโก่งส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่มีกลุ่มอาการและสัญญาณเตือนบางประการที่บ่งชี้ว่าความผิดปกตินั้นเกิดจากโรคทางกายที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางอย่างเร่งด่วน

  • ลักษณะขาโก่งเกิดขึ้นเพียงข้างเดียว หรือข้างใดข้างหนึ่งโก่งมากกว่าอีกข้างอย่างชัดเจน (Asymmetry)
  • อาการขาโก่งแย่ลงเรื่อยๆ หลังจากเด็กอายุเกินสองขวบครึ่งไปแล้ว
  • เด็กมีส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างมาก หรือมีรูปร่างเตี้ยผิดสัดส่วน
  • มีอาการเจ็บปวดบริเวณขา เข่า หรือสะโพกอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลต่อการเดินและการทำกิจวัตรประจำวัน
  • เด็กเดินกะโผลกกะเผลก ปลายเท้าแบะออกหรือหุบเข้ามากเกินไปจนล้มบ่อยครั้ง
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกอ่อน โรคกระดูกเปราะ หรือความผิดรูปของโครงสร้างกระดูกตั้งแต่เด็ก

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อพ่อแม่พามาพบกุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ แพทย์จะมีกระบวนการวินิจฉัยที่เป็นระบบเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำที่สุด

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: แพทย์จะสอบถามอายุที่เริ่มสังเกตเห็น ระยะเวลาที่เป็น อัตราการเปลี่ยนแปลง ประวัติการเจ็บปวด ประวัติโภชนาการ การได้รับวิตามินดีและแสงแดด รวมถึงประวัติโรคทางพันธุกรรมในครอบครัว
  • การตรวจร่างกาย: แพทย์จะทำการตรวจวัดมุมการโก่งของขา ตรวจความยาวของกระดูกขาทั้งสองข้าง ประเมินความยืดหยุ่นของข้อต่อ กำลังของกล้ามเนื้อ และลักษณะการเดิน (Gait Analysis)
  • การตรวจทางรังสีวิทยา: ในกรณีที่แพทย์สงสัยความผิดปกติทางพยาธิสภาพ จะมีการส่งตรวจเอกซเรย์ (X-ray) บริเวณขาและหัวเข่า เพื่อดูโครงสร้างกระดูก ความหนาแน่นของเนื้อกระดูก และลักษณะของแผ่นกระดูกเจริญ
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: อาจมีการเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับแคลเซียม ฟอสฟอรัส เอนไซม์แอลคาไลน์ฟอสฟาเตส และระดับวิตามินดีในเลือด หากสงสัยภาวะโรคกระดูกอ่อน

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาภาวะขาโก่งจะขึ้นอยู่กับสาเหตุ ความรุนแรง และอายุของเด็กเป็นหลัก

  • การเฝ้าระวังและติดตามอาการ (Observation): สำหรับเด็กที่มีภาวะขาโก่งตามธรรมชาติ แพทย์จะนัดติดตามอาการเป็นระยะทุกๆ หกเดือนถึงหนึ่งปี เพื่อวัดมุมขาและดูพัฒนาการ โดยไม่ต้องให้การรักษาใดๆ เนื่องจากกระดูกจะปรับรูปทรงได้เอง
  • การรักษาตามสาเหตุทางพยาธิสภาพ: หากตรวจพบว่าเป็นโรคกระดูกอ่อนจากภาวะขาดวิตามินดี แพทย์จะทำการรักษาด้วยการเสริมวิตามินดีและแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสม พร้อมแนะนำการรับแสงแดดอ่อนๆ เพื่อกระตุ้นการสังเคราะห์วิตามินดีในร่างกาย
  • การใช้อุปกรณ์เสริมความมั่นคง: ในกรณีที่มีความผิดรูปปานกลางถึงรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ใส่เฝือกชั่วคราวหรือใส่อุปกรณ์พยุงขา (Bracing) เพื่อช่วยปรับแนวแรงของกระดูกในขณะที่เด็กกำลังเจริญเติบโต
  • การรักษาด้วยการผ่าตัด: สงวนไว้สำหรับผู้ป่วยที่มีความรุนแรงมาก มีอาการผิดรูปถาวร หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาทางยาเมื่อเด็กเข้าสู่วัยใกล้โตเต็มที่ เช่น การผ่าตัดปรับแนวแกนกระดูก (Osteotomy) หรือการผ่าตัดชะลอการเจริญเติบโตของแผ่นกระดูกด้านใดด้านหนึ่งเพื่อให้กระดูกอีกด้านเติบโตและปรับตัวให้ตรงได้
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้ออุปกรณ์ดัดขา รองดัดกระดูก หรือบังคับพันขาเด็กด้วยผ้าแน่นๆ ตามความเชื่อโบราณเด็ดขาด การกระทำดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนเลือด ทำให้ข้อต่อผิดรูปถาวร และสร้างความเสียหายต่อแผ่นกระดูกเจริญเติบโตของเด็ก

วิธีป้องกันและการส่งเสริมสุขภาพกระดูกระยะยาว

การสร้างเสริมความแข็งแรงให้กับระบบกระดูกและกล้ามเนื้อตั้งแต่ปฐมวัยเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันความผิดปกติของโครงสร้างร่างกาย

  • โภชนาการที่สมบูรณ์: ส่งเสริมให้เด็กได้รับสารอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม ผลิตภัณฑ์จากนม ปลาเล็กปลาน้อย และผักใบเขียว รวมถึงอาหารที่มีวิตามินดีสูง เช่น ไข่แดง และปลาที่มีไขมันดี
  • การรับแสงแดดธรรมชาติ: ส่งเสริมให้เด็กทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเช้าหรือเย็น เพื่อให้ผิวหนังสัมผัสกับแสงแดดอ่อนๆ ซึ่งช่วยกระบวนการสังเคราะห์วิตามินดีที่จำเป็นต่อการดูดซึมแคลเซียม
  • การส่งเสริมการเคลื่อนไหว:ปล่อยให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างอิสระตามพัฒนาการ เช่น การคลาน การยืน และการเดิน เพื่อกระตุ้นการพัฒนาของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและข้อต่อรอบขาให้แข็งแรง

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่

แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องสำหรับพ่อแม่ในการรับมือกับภาวะขาโก่งของลูกน้อย มีดังนี้

  • ทำความเข้าใจว่าภาวะขาโก่งในเด็กอายุต่ำกว่าสองปีส่วนใหญ่เป็นพัฒนาการปกติที่หายได้เอง
  • หลีกเลี่ยงการใช้วิธีดัดขา พันผ้า หรือใส่รองเท้าดัดพิเศษโดยไม่มีคำสั่งจากแพทย์เฉพาะทาง
  • สังเกตความผิดปกติที่ต้องระวัง เช่น ขาโก่งข้างเดียว ขาโก่งมากขึ้นหลังอายุสองขวบครึ่ง หรือมีอาการเจ็บปวดร่วมด้วย
  • บันทึกภาพถ่ายขาของลูกและสังเกตลักษณะการเดินอย่างสม่ำเสมอ
  • พาเด็กไปรับการตรวจสุขภาพและประเมินพัฒนาการกระดูกกับกุมารแพทย์ตามกำหนดนัดหมาย
  • ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อทันทีหากมีความกังวลหรือพบสัญญาณเตือนความผิดปกติ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down