โรคคอหอยอักเสบมีตุ่มแผลจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกัน: ความเหมือนที่ชวนสับสนระหว่างเฮอร์แปงไจนากับมือเท้าปาก
คุณพ่อคุณแม่หลายท่านคงเคยประสบกับความกังวลใจเมื่อลูกน้อยมีไข้สูง ซึมลง บ่นเจ็บคอมากจนไม่อยากอาหาร หรือบางครั้งอาจมีผื่น ตุ่มแผลปรากฏขึ้น นั่นเป็นภาพที่คุ้นตาของโรคติดเชื้อไวรัสหลายชนิดในเด็กเล็ก แต่ในบรรดาโรคที่ทำให้เกิดอาการคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะอาการเจ็บคอและมีตุ่มแผลในลำคอ มีอยู่สองโรคที่มักสร้างความสับสนและท้าทายในการวินิจฉัย นั่นคือ โรคเฮอร์แปงไจนา (Herpangina) และ โรคมือเท้าปาก (Hand, Foot, and Mouth Disease) ซึ่งทั้งสองโรคนี้มีที่มาจากเชื้อไวรัสกลุ่มเดียวกัน จนบางครั้งการแยกโรคด้วยตาเปล่าก็ไม่ง่ายเลย
ทำไมไวรัสกลุ่มเอนเทอโรจึงเป็นต้นเหตุของทั้งสองโรค?
หัวใจสำคัญที่ทำให้สองโรคนี้มีลักษณะอาการคล้ายคลึงกันอยู่ที่ตัวการสำคัญนั่นคือ เชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) ซึ่งเป็นกลุ่มไวรัสขนาดเล็กที่มีหลากหลายสายพันธุ์ และมักจะแพร่กระจายผ่านทางระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินหายใจ
เอนเทอโรไวรัสที่พบบ่อยและเป็นต้นเหตุของโรคเฮอร์แปงไจนาและโรคมือเท้าปาก ได้แก่ ไวรัสคอกซากี (Coxsackievirus) โดยเฉพาะสายพันธุ์ A และเอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71 หรือ EV71) เมื่อเชื้อไวรัสเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย ก็จะไปเพิ่มจำนวนและก่อให้เกิดการอักเสบในบริเวณเยื่อบุลำคอและช่องปากเป็นหลัก ทำให้เกิดตุ่มน้ำใสและแผลในลำคอ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของทั้งสองโรคที่มักทำให้คุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกเป็นอะไรกันแน่
สังเกตอย่างไรจึงจะแยกโรคได้อย่างแม่นยำ: ตำแหน่งของตุ่มแผลคือหัวใจสำคัญ
แม้ว่าเชื้อไวรัสจะเป็นกลุ่มเดียวกันและมีอาการเจ็บคอร่วมกัน แต่จุดที่ทำให้เราแยกความแตกต่างระหว่างโรคเฮอร์แปงไจนากับโรคมือเท้าปากได้อย่างชัดเจนที่สุดคือ ตำแหน่งการกระจายตัวของตุ่มแผล
โรคเฮอร์แปงไจนา
ชื่อของโรค 'เฮอร์แปงไจนา' มีนัยยะถึงอาการเจ็บคอ (Angina) ที่เกิดจากแผลคล้ายแผลเริม (Herpes-like lesions) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้
- ตุ่มแผลหลักจะอยู่ภายในช่องปากและลำคอเท่านั้น: โดยเฉพาะบริเวณ เพดานอ่อน ลิ้นไก่ ทอนซิล และผนังคอด้านหลัง คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตเห็นตุ่มน้ำใสขนาดเล็กที่อาจแตกออกเป็นแผลตื้นๆ สีขาว มีขอบแดงรอบๆ มักมีจำนวนไม่มากนัก
- ไม่มีผื่นหรือตุ่มแผลที่บริเวณอื่นของร่างกาย: นี่คือจุดที่สำคัญที่สุดที่จะแยกจากโรคมือเท้าปาก
- อาการร่วม: มักมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว เบื่ออาหาร และเจ็บคอมาก
โรคมือเท้าปาก
สำหรับโรคมือเท้าปากนั้น มีความซับซ้อนของอาการทางผิวหนังมากกว่าเฮอร์แปงไจนาอย่างชัดเจน
- ตุ่มแผลในช่องปากและลำคอ: คล้ายกับเฮอร์แปงไจนา แต่ตุ่มแผลในปากของโรคมือเท้าปากมักกระจายตัวกว้างกว่า อาจพบได้ทั้งที่กระพุ้งแก้ม เหงือก ลิ้น และเพดานแข็ง
- ผื่นหรือตุ่มน้ำใสที่ผิวหนังภายนอก: นี่คือ จุดจำแนกที่สำคัญที่สุด คุณจะพบลักษณะของผื่นแดงหรือตุ่มน้ำใสขนาดเล็กที่บริเวณ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และอาจพบบริเวณ ก้น หรืออวัยวะเพศ ร่วมด้วย ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ 'มือเท้าปาก' นั่นเอง ตุ่มเหล่านี้มักไม่คัน แต่อาจเจ็บได้หากถูกเสียดสี
- อาการร่วม: มีไข้ เบื่ออาหาร เจ็บคอ น้ำลายไหลมากกว่าปกติ และงอแง
ดังนั้น หากลูกมีไข้และเจ็บคอพร้อมกับมีตุ่มแผลในปาก คุณพ่อคุณแม่ควรลองตรวจดูบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และก้นอย่างละเอียด หากพบตุ่มแผลที่บริเวณเหล่านี้ ก็มักจะบ่งชี้ว่าเป็นโรคมือเท้าปาก แต่หากมีแค่ในช่องปากและลำคอเท่านั้น ก็มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นเฮอร์แปงไจนา
ความเสี่ยงต่อภาวะอักเสบของเนื้อสมอง: สิ่งที่ต้องพึงระวัง
นอกเหนือจากความแตกต่างของตำแหน่งตุ่มแผลแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันที่ทำให้แพทย์ต้องให้ความใส่ใจในการแยกโรคคือ อัตราส่วนความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาวะอักเสบของเนื้อสมองหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
แม้ว่าทั้งสองโรคจะสามารถพบภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ แต่โรคมือเท้าปากที่เกิดจากเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (EV71) มีความสัมพันธ์กับ อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับเฮอร์แปงไจนา
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องเฝ้าระวัง
- ภาวะสมองอักเสบ (Encephalitis) และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis): ผู้ป่วยอาจมีอาการซึมลง อ่อนแรง ชักเกร็ง เดินเซ แขนขาอ่อนแรง หรือหายใจผิดปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
- ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis): เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบน้อยแต่รุนแรง
- ภาวะปอดบวมน้ำ (Pulmonary Edema) หรือเลือดออกในปอด (Pulmonary Hemorrhage): พบน้อยมากแต่เป็นอันตรายถึงชีวิต
โดยรวมแล้ว โรคเฮอร์แปงไจนามักจะมีอาการที่ไม่รุนแรงและหายได้เองภายใน 3-7 วัน โดยมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงพบน้อยมาก ในทางกลับกัน โรคมือเท้าปาก โดยเฉพาะที่เกิดจากเชื้อ EV71 มีความจำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและสังเกตอาการผิดปกติทางระบบประสาทอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการแยกโรคตั้งแต่ต้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนดูแลรักษา
แม้ว่าโรคมือเท้าปากและเฮอร์แปงไจนาจะมีต้นตอมาจากเชื้อไวรัสกลุ่มเดียวกันและก่อให้เกิดความกังวลใจแก่คุณพ่อคุณแม่ไม่น้อย แต่ด้วยความเข้าใจในจุดแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ โดยเฉพาะตำแหน่งของตุ่มแผล รวมถึงความตระหนักถึงความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน ก็จะช่วยให้เราสามารถดูแลลูกน้อยได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
หากลูกมีอาการไข้ เจ็บคอ และมีตุ่มแผลเกิดขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรับคำแนะนำในการดูแลรักษาที่เหมาะสม การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและพามาพบแพทย์ตามนัด จะช่วยให้ลูกน้อยผ่านพ้นช่วงเวลาที่เจ็บป่วยนี้ไปได้อย่างปลอดภัย ห่างไกลจากภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น