ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

สังเกตสัญญาณเตือน เมื่ออาการเลือดกำเดาไหลไม่ได้เกิดจากอากาศแห้งเพียงอย่างเดียว

อาการเลือดกำเดาไหลมักถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เกิดขึ้นได้บ่อยในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเกิดจากอากาศที่แห้ง การแคะจมูก หรือไข้หวัด แต่หากพบว่ามีอาการ เลือดกำเดาไหลข้างเดียว เป็นประจำซ้ำๆ ร่วมกับอาการแน่นหรือคัดจมูกในข้างเดียวกันอย่างเรื้อรัง นี่อาจไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่มองข้ามได้ เพราะในทางเวชศาสตร์หู คอ จมูก อาการที่เกิดขึ้นเฉพาะข้างใดข้างหนึ่ง (Unilateral symptoms) ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่ร่างกายกำลังบอกให้เราหาสาเหตุที่แท้จริงใต้เยื่อบุโพรงจมูกนั้น

1. ผนังช่องกั้นจมูกคด การอักเสบ และข้อควรระวังจากการใช้น้ำยาพ่นจมูกสเตียรอยด์

หนึ่งในสาเหตุทางโครงสร้างที่พบได้บ่อยที่สุดของอาการ เลือดกำเดาไหลข้างเดียว คือ โรคผนังช่องกั้นจมูกคด (Deviated Nasal Septum) โดยปกติแล้ว ผนังช่องกั้นจมูกจะแบ่งโพรงจมูกออกเป็นสองข้างเท่าๆ กัน แต่เมื่อเกิดการคดเอียง กระแสลมที่หายใจเข้าไปจะพุ่งปะทะกับบริเวณที่คดนูนมากกว่าปกติ ส่งผลให้เยื่อบุโพรงจมูกบริเวณนั้นแห้ง บาง และเกิดแผลถลอกได้ง่าย โดยเฉพาะบริเวณด้านหน้าของผนังช่องกั้นจมูก ซึ่งเป็นจุดรวมของกลุ่มเส้นเลือดฝอยขนาดเล็ก (Kiesselbach's plexus) เมื่อเยื่อบุแห้งและระคายเคืองเรื้อรัง เส้นเลือดฝอยเหล่านี้จึงแตกและทำให้เลือดกำเดาไหลออกมาจากจมูกข้างนั้นซ้ำๆ

นอกจากนี้ ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ที่ได้รับการรักษาด้วยยาพ่นจมูกกลุ่มสเตียรอยด์ (Nasal Steroid Sprays) แม้ว่ายาชนิดนี้จะมีความปลอดภัยสูงและเป็นมาตรฐานการรักษาหลัก แต่การใช้งานอย่างไม่ถูกวิธีอาจนำไปสู่ผลข้างเคียงได้ หากผู้ป่วยเอียงหัวฉีดพ่นยาเข้าหาผนังช่องกั้นจมูกโดยตรงเป็นเวลานาน สารสเตียรอยด์จะทำให้เยื่อบุผนังช่องกั้นจมูกบางลง ฝ่อตัว และเกิดแผลเลือดออกได้ง่ายขึ้น

เทคนิคการใช้ยาพ่นจมูกอย่างปลอดภัย: ควรใช้มือขวาพ่นจมูกข้างซ้าย และใช้มือซ้ายพ่นจมูกข้างขวา โดยเฉียงหัวพ่นออกไปทางหางตาหรือกึ่งกลางหูข้างนั้นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ละอองยาปะทะกับผนังช่องกั้นจมูกโดยตรง

2. เนื้องอกโพรงจมูก มะเร็งโพรงหลังจมูก และโรคเนื้องอกหลอดเลือดในวัยรุ่นชาย

เมื่ออาการคัดแน่นจมูกและ เลือดกำเดาไหลข้างเดียว มีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หรือมีน้ำมูกปนเลือดเป็นประจำ สิ่งที่แพทย์ต้องตรวจหักล้างออกอย่างละเอียดคือกลุ่มโรคเนื้องอก ทั้งชนิดธรรมดาและเนื้อร้าย

โรคเนื้องอกหลอดเลือดในโพรงหลังจมูกในวัยรุ่นชาย (Juvenile Nasopharyngeal Angiofibroma - JNA)

โรคนี้เป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง แต่มีพฤติกรรมเฉพาะตัวที่น่ากังวล มักพบในเด็กผู้ชายหรือวัยรุ่นชายช่วงอายุ 10-20 ปี เนื้องอกชนิดนี้อุดมไปด้วยหลอดเลือดขนาดใหญ่ที่พร้อมจะแตกได้ตลอดเวลา อาการสำคัญคือ เลือดกำเดาไหลรุนแรงและปริมาณมากจากจมูกข้างใดข้างหนึ่ง ร่วมกับอาการแน่นจมูกข้างนั้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากพบในวัยรุ่นชายที่มีประวัติเลือดกำเดาไหลหยุดยากข้างเดียว จำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางอย่างเร่งด่วน

มะเร็งโพรงหลังจมูก (Nasopharyngeal Carcinoma) และเนื้องอกโพรงจมูก

สำหรับในผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ อาการ เลือดกำเดาไหลข้างเดียว ร่วมกับคัดจมูก อาจเป็นสัญญาณแรกเริ่มของเนื้องอกหรือมะเร็งโพรงหลังจมูก ซึ่งพบบ่อยในประชากรแถบเอเชีย อาการเตือนเพิ่มเติมที่ควรสังเกต ได้แก่:

  • มีน้ำมูกปนเลือด หรือเสมหะปนเลือดสดๆ โดยเฉพาะตอนตื่นนอนเช้า
  • หูอื้อข้างเดียว คล้ายมีน้ำเข้าหูตลอดเวลา เกิดจากก้อนเนื้องอกไปทับท่อยูสเตเชียน (Eustachian tube)
  • มีก้อนคลำได้ที่ข้างคอ (ต่อมน้ำเหลืองโต)
  • ชาบริเวณใบหน้า หรือเห็นภาพซ้อนในรายที่โรคกระจายไปล้อมรอบเส้นประสาทสมอง

3. โรคเส้นเลือดผิดปกติแต่กำเนิด (HHT) และแนวทางการตรวจวินิจฉัยเพื่อรักษาอย่างตรงจุด

นอกเหนือจากโรคทางโครงสร้างและเนื้องอกแล้ว โรคระบบหลอดเลือดก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม เช่น โรคเส้นเลือดผิดปกติแต่กำเนิดชนิดเอชเอชที (Hereditary Hemorrhagic Telangiectasia - HHT) หรือโรค Osler-Weber-Rendu โรคทางพันธุกรรมนี้ทำให้ผนังหลอดเลือดฝอยมีความผิดปกติและแตกง่าย โดยผู้ป่วยมักมีอาการเลือดกำเดาไหลเรื้อรังตั้งแต่เยาว์วัย และอาจพบจุดแดงเล็กๆ ของหลอดเลือดฝอยที่พองผิดปกติบริเวณริมฝีปาก ลิ้น หรือปลายนิ้วร่วมด้วย

เมื่อไรที่ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย?

หากสังเกตพบความผิดปกติเหล่านี้ ควรรีบเข้าสู่กระบวนการตรวจโดยแพทย์ especialista ด้านหู คอ จมูก:

  • อาการ เลือดกำเดาไหลข้างเดียว เกิดขึ้นซ้ำๆ มากกว่า 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์
  • มีอาการคัดจมูกหรือแน่นจมูกข้างเดียวที่เป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่หายไปตามเวลา
  • มีอาการร่วม เช่น ปวดใบหน้า ชาบริเวณหน้า การมองเห็นเปลี่ยนไป หรือคลำพบก้อนที่คอ
  • เลือดกำเดาไหลปริมาณมากและไม่หยุดไหลหลังจากการปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยการบีบปีกจมูกนาน 10-15 นาที

การตรวจวินิจฉัยในปัจจุบันทำได้อย่างแม่นยำและไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แพทย์จะใช้การส่องกล้องขนาดเล็กเข้าตรวจภายในโพรงจมูก (Nasal Endoscopy) เพื่อดูสภาพเยื่อบุ ตรวจหาตำแหน่งเลือดออก หรือค้นหาก้อนเนื้อได้อย่างชัดเจน และอาจส่งตรวจเพิ่มเติมด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ในกรณีที่พบความผิดปกติ

การดูแลสุขภาพโพรงจมูกเริ่มต้นจากการสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ อาการเลือดกำเดาไหลที่เกิดขึ้นเฉพาะข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคร้ายแรงเสมอไป แต่อาจเป็นเพียงผนังจมูกคดหรือแผลอักเสบธรรมดา การเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ตรงจุด และกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีดังเดิม

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ