เมื่อลูกรักปวดท้อง ท้องเสียบ่อยครั้ง ตัวการร้ายอาจอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด
ในห้องตรวจกุมารเวชศาสตร์ หนึ่งในอาการที่นำพาคุณพ่อคุณแม่มาพบแพทย์บ่อยที่สุดคือ อาการปวดท้อง ท้องเสีย หรือมีไข้ต่ำๆ ของลูกน้อย หลายครอบครัวพุ่งเป้าไปที่ความสะอาดของอาหารปิ้งย่าง อาหารค้างคืน หรือแม้กระทั่งความกังวลว่าลูกอาจจะมีอาการแพ้อาหาร แต่จากการซักประวัติอย่างละเอียดในหลายกรณี มักพบความจริงที่ว่า สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากพฤติกรรมการเล่นและสัมผัสสิ่งของรอบตัว แล้วนำมือนั้นมาหยิบจับอาหารหรืออมนิ้วโดยไม่ได้ล้างมือให้สะอาดเสียก่อน
พฤติกรรมการใช้มือสัมผัสสิ่งแวดล้อมรอบตัว แล้วนำมาสัมผัสใบหน้า ตา จมูก หรือปาก เป็นช่องทางหลักที่ทำให้ มือไม่สะอาดแพร่เชื้อโรคเด็ก เข้าสู่ร่างกายได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะในวัยเด็กเล็กที่กำลังเรียนรู้โลกกว้างผ่านการหยิบจับ
โรคติดเชื้อยอดฮิตที่จู่โจมลูกน้อยผ่านมือที่ไม่สะอาด
ผิวสัมผัสของสิ่งของสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นของเล่นในบ้านบอล ราวจับรถเข็น หรือแม้แต่ของเล่นที่บ้าน ล้วนเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคชั้นดี เมื่อเด็กๆ สัมผัสสิ่งเหล่านี้และละเลยการล้างมือ เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายและก่อให้เกิดโรคต่างๆ ดังนี้
- โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันและอาหารเป็นพิษ: เกิดจากเชื้อไวรัส เช่น โรต้าไวรัส (Rotavirus) โนโรไวรัส (Norovirus) หรือเชื้อแบคทีเรีย เช่น ซาลโมเนลลา (Salmonella) ที่ปนเปื้อนอยู่บนพื้นผิว สปอร์ของเชื้อเหล่านี้ทนทานและสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานบนสิ่งของ
- โรคมือ เท้า ปาก: มีสาเหตุจากเชื้อกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) ซึ่งมักระบาดในสถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาล การสัมผัสสิ่งคัดหลั่งหรือตุ่มน้ำใสของเพื่อนร่วมชั้น แล้วนำมาป้ายปากป้ายจมูกเป็นช่องทางแพร่กระจายที่รวดเร็วที่สุด
- โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ: ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่ หรือไวรัส RSV ที่คุณพ่อคุณแม่กังวล นอกจากการสูดดมฝอยละอองจากการไอจามแล้ว การใช้มือที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสมาขยี้ตาหรือแคะจมูกก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กๆ ป่วยได้เช่นกัน
5 ช่วงเวลาสำคัญ ป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายลูก
การล้างมือไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำเฉพาะตอนที่มองเห็นคราบสกปรกเท่านั้น แต่ควรฝึกฝนให้ลูกสร้างสุขนิสัยในการล้างมือใน 5 ช่วงเวลาทองคำ ดังนี้
- ก่อนรับประทานอาหารหรือขนมทุกครั้ง: เพื่อตัดวงจรไม่ให้เชื้อโรคติดไปกับอาหารเข้าสู่ทางเดินอาหาร
- หลังจากเข้าห้องน้ำหรือขับถ่ายเสร็จสิ้น: ป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม coliform
- หลังกลับจากการเล่นนอกบ้านหรือสัมผัสสิ่งของสาธารณะ: เช่น สนามเด็กเล่น รถเข็นในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือปุ่มกดลิฟต์
- หลังจากไอ จาม หรือสั่งน้ำมูก: ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคจากสารคัดหลั่งกระจายไปสู่สิ่งของชิ้นอื่น
- หลังการสัมผัสสัตว์เลี้ยง: แม้จะเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านที่สะอาด แต่ผิวหนังหรือขนของสัตว์อาจมีเชื้อโรคบางชนิดที่ส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารของเด็กได้
สบู่ล้างมือ VS เจลแอลกอฮอล์ เลือกแบบไหนให้เหมาะกับผิวเด็ก
ในการดูแลสุขอนามัยของลูกน้อย อาวุธสำคัญคือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมือ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกใช้อย่างเหมาะสมตามสถานการณ์
การล้างมือด้วยน้ำและสบู่: ทางเลือกที่ดีที่สุด (Gold Standard)
หากมีแหล่งน้ำสะอาดและสบู่ แนะนำให้เลือกวิธีนี้เป็นอันดับแรก เพราะการถูสบู่ร่วมกับน้ำไหลผ่านจะช่วยชะล้างทั้งสิ่งสกปรก ฝุ่นละออง และเชื้อโรคออกไปจากผิวหนังได้ดีที่สุด สบู่สำหรับเด็กควรเป็นสูตรอ่อนโยน (Hypoallergenic) ปราศจากน้ำหอมฉุนและสารเคมีรุนแรง เพื่อป้องกันผิวแห้งกร้านและอาการระคายเคือง
เจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์: ทางเลือกในยามเดินทาง
ในกรณีที่อยู่นอกบ้านและไม่สะดวกหาน้ำล้างมือ สามารถใช้เจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ทดแทนได้ โดยควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์อย่างน้อย 70% และควรมีส่วนผสมของสารบำรุงผิว เช่น ว่านหางจระเข้ หรือกลีเซอรีน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ที่สำคัญต้องระวังไม่ให้เด็กนำมือเข้าปากทันทีหลังทา ควรรอให้แอลกอฮอล์แห้งสนิทเสียก่อนเพื่อป้องกันอันตราย
เปลี่ยนการล้างมือให้เป็นเรื่องสนุก: บทบาทสำคัญของคุณพ่อคุณแม่
การบังคับหรือดุขู่มักไม่ช่วยให้เด็กๆ อยากล้างมืออย่างสม่ำเสมอ วิธีการที่ดีที่สุดคือการสร้างสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมเลียนแบบ โดยคุณพ่อคุณแม่ต้องทำเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็นจนเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน
ลองเปลี่ยนการล้างมือ 20 วินาทีให้เป็นกิจกรรมที่น่าตื่นเต้น เช่น การร้องเพลงช้าง หรือเพลง Happy Birthday สองรอบขณะที่ลูกกำลังถูสบู่ 7 ขั้นตอน (ฝ่ามือ หลังมือ ซอกนิ้ว หัวแม่มือ ข้อนิ้ว เล็บ และข้อมือ) การชวนกันสร้างฟองสบู่หนานุ่ม หรือการจัดหาแท่นเหยียบเพื่อให้ลูกขึ้นไปใช้งานอ่างล้างมือได้สะดวกด้วยตัวเอง สิ่งเล็กๆ เหล่านี้จะช่วยสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการดูแลสุขอนามัย และช่วยปกป้องลูกรักจากโรคติดเชื้อทางเดินอาหารและทางเดินหายใจได้อย่างยั่งยืน