ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เสียงกรีดร้องกลางดึกที่ไม่มีใครอยากได้ยิน: ถอดรหัสพฤติกรรมการนอนของลูกน้อย

กลางดึกคืนหนึ่ง ท่ามกลางความเงียบสงัด คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจเคยต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยเสียงกรีดร้องอย่างตื่นตระหนกของลูกน้อย เมื่อรีบวิ่งไปดูที่เตียงกลับพบว่าลูกกำลังดิ้นรน ร้องไห้สะอึกสะอื้น ตัวสั่นเทา ดวงตาเบิกกว้างแต่กลับมองผ่านเลยไปคล้ายไม่ได้มองมาที่คุณพ่อคุณแม่ และที่น่ากังวลที่สุดคือ ไม่ว่าจะพยายามกอดปลอบ โอบอุ้ม หรือปลุกให้ตื่นอย่างไร ลูกก็ดูเหมือนจะไม่รับรู้และไม่สงบลงเลย อาการเหล่านี้สร้างความวิตกกังวลใจให้แก่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก ว่าลูกน้อยกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพกายหรือระบบประสาทที่รุนแรงหรือไม่

ในฐานะกุมารแพทย์ หมออยากเรียนให้ทราบว่าอาการเหล่านี้ในเด็กเล็กสามารถอธิบายได้ด้วยหลักการแพทย์และสรีรวิทยาการนอนหลับ ซึ่งมักเกี่ยวโยงกันอย่างแนบแน่นระหว่างพัฒนาการของระบบประสาท สุขอนามัยการนอนหลับ และโครงสร้างทางเดินหายใจของเด็ก การทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถจำแนกอาการ รับมือได้อย่างถูกวิธี และรู้ว่าเมื่อใดที่ควรพาลูกมาพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างทันท่วงที

แยกแยะความต่าง: ละเมอเพ้อคลั่ง ฝันร้าย หรือความวิตกกังวลจากการแยกจาก

เมื่อเด็กแสดงอาการผิดปกติในเวลากลางคืน สิ่งแรกที่ต้องทำคือการแยกแยะอาการให้ออก เนื่องจากแต่ละภาวะมีสาเหตุ ช่วงเวลาการเกิด และแนวทางการดูแลที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยแบ่งออกเป็น 3 ภาวะหลักดังนี้

1. ภาวะละเมอเพ้อคลั่งยามค่ำคืนในเด็ก (Night Terrors)

ภาวะละเมอเพ้อคลั่งยามค่ำคืนในเด็ก มักเกิดขึ้นในช่วง 1-3 ชั่วโมงแรกหลังจากหลับปุ๋ย ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อระหว่างการนอนหลับลึกแบบ Non-REM (NREM) ไปสู่ขั้นการนอนหลับตื้น สมองส่วนการควบคุมอารมณ์และการเคลื่อนไหวถูกปลุกให้ตื่นตัว แต่สมองส่วนที่รับรู้สติยังคงหลับอยู่ เด็กจะมีอาการร้องกรีดร้องเสียงดัง ดิ้นรน ตัวแข็งเกร็ง เหงื่อออกท่วมตัว หัวใจเต้นเร็ว และไม่ยอมให้ใครจับตัว หากคุณพ่อคุณแม่พยายามเขย่าตัวปลุก ลูกอาจยิ่งต่อต้านและร้องไห้หนักขึ้น อาการมักดำเนินอยู่ประมาณ 10-20 นาทีแล้วลูกจะกลับไปหลับปุ๋ยเอง ที่สำคัญคือ ในเช้าวันรุ่งขึ้นเด็กจะจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

2. การฝันร้าย (Nightmares)

แตกต่างจากภาวะละเมอเพ้อคลั่งอย่างสิ้นเชิง การฝันร้ายมักเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของคืน ซึ่งเป็นช่วงการนอนหลับตื้นที่มีการฝัน (REM Sleep) เมื่อเด็กฝันร้ายสะดุ้งตื่นขึ้นมา เขาจะตื่นลืมตาขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ รับรู้ว่าใครอยู่รอบข้าง สามารถพูดคุย สื่อสาร และแสดงความกลัวออกมารวมถึงต้องการอ้อมกอดเพื่อปลอบประโลมใจ และในตอนเช้าเด็กมักจะยังจดจำเรื่องราวในฝันที่น่ากลัวนั้นได้

3. ภาวะวิตกกังวลจากการแยกจากผู้ปกครองตอนกลางคืน (Nighttime Separation Anxiety)

ภาวะนี้ไม่ได้เกิดจากกระบวนการนอนหลับ แต่เกิดจากพัฒนาการทางจิตใจของเด็กที่เริ่มตระหนักถึงการแยกจากคุณพ่อคุณแม่ เด็กจะตื่นขึ้นมากลางดึกในช่วงที่การนอนหลับตื้นขึ้นตามธรรมชาติ แล้วพบว่าตนเองอยู่คนเดียว จึงร้องไห้เรียกหาเพื่อต้องการความมั่นใจว่าผู้ปกครองยังอยู่ใกล้ชิด เด็กจะตื่นเต็มตาและสงบลงทันทีเมื่อได้รับการโอบกอดหรือเห็นหน้าคุณพ่อคุณแม่

"หัวใจสำคัญของการรับมือกับภาวะละเมอเพ้อคลั่งยามค่ำคืนในเด็ก คือการไม่พยายามปลุกเด็กให้ตื่นโดยการเขย่าตัวหรือตะโกนเรียก แต่ให้เฝ้าดูแลอยู่ห่างๆ อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กดิ้นรนจนตกเตียงหรือชนสิ่งของรอบตัวจนได้รับบาดเจ็บ และรอให้อาการสงบลงไปเอง"

ตัวกระตุ้นจากสิ่งเร้าในเวลากลางวัน และผลกระทบต่อสุขอนามัยการนอนหลับ

ทำไมจู่ๆ ลูกถึงเกิดภาวะละเมอเพ้อคลั่งยามค่ำคืน? คำตอบส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาทที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ และถูกกระตุ้นมากเกินไปในเวลากลางวัน (Overstimulation)

เมื่อเด็กได้รับการกระตุ้นทางอารมณ์และระบบประสาทที่หักโหม เช่น การเล่นสนุกโลดโผนที่รุนแรงเกินไปก่อนนอน การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง การดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือโทรทัศน์ที่มีภาพเคลื่อนไหวรวดเร็วและแสงสีฟ้าคอยกระตุ้นสมอง สิ่งเหล่านี้จะทำให้สารเคมีในสมองหลั่งออกมาในระดับที่สูง ส่งผลให้ระบบประสาทตื่นตัวเกินขีดจำกัด แม้จะถึงเวลานอนแล้ว แต่สมองส่วนตื่นยังคงทำงานขัดแย้งกับร่างกายที่เหนื่อยล้า

นอกจากนี้ สุขอนามัยการนอนหลับที่ไม่เหมาะสม เช่น เวลาเข้านอนที่ไม่สม่ำเสมอ การนอนหลับไม่เพียงพอ (Overtiredness) หรือการไม่มีกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายร่างกายก่อนนอน (Bedtime Routine) ล้วนส่งผลให้โครงสร้างสรีรวิทยาการนอนหลับของเด็กเสียสมดุล นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านช่วงการนอนที่ไม่ราบรื่น และกลายเป็นสิ่งเร้าให้เกิดภาวะละเมอเพ้อคลั่งในที่สุด

นอนกรนและหายใจสะดุด: ภัยเงียบจากต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์โต

นอกเหนือจากปัจจัยด้านระบบประสาทและพฤติกรรมแล้ว อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญทางกายภาพที่คุณพ่อคุณแม่ห้ามมองข้ามเด็ดขาด คือ อาการนอนกรน หายใจเสียงดัง หรือมีอาการหายใจสะดุดสะดุ้งตื่นกลางดึก อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในเด็ก (Obstructive Sleep Apnea - OSA)

ในเด็กเล็ก สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของภาวะนี้เกิดจากการที่ต่อมทอนซิล (Tonsils) และต่อมอะดีนอยด์ (Adenoids) มีขนาดโตผิดปกติ ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อน้ำเหลืองในช่องลำคอและหลังโพรงจมูก เมื่อเด็กเข้าสู่ช่วงนอนหลับลึก กล้ามเนื้อในช่องคอจะคลายตัวลง ส่งผลให้ต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์ที่โตอยู่แล้วตกลงมาอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนเกือบทั้งหมด

เมื่อทางเดินหายใจถูกปิดกั้น ระดับออกซิเจนในกระแสเลือดจะลดต่ำลง ในขณะที่คาร์บอนไดออกไซด์สะสมสูงขึ้น สมองจะรับรู้ถึงวิกฤตนี้และสั่งการให้ร่างกายสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพื่อหายใจ (Micro-arousals) แม้เด็กจะไม่ได้ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ แต่การสะดุ้งตื่นเป็นระยะตลอดทั้งคืนจะทำลายโครงสร้างการนอนหลับลึกอย่างรุนแรง ส่งผลให้ระบบประสาทตึงเครียด อ่อนเพลียสะสม และกระตุ้นให้เกิดภาวะละเมอเพ้อคลั่งยามค่ำคืนถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ

สัญญาณทางกายภาพที่ต้องเฝ้าระวัง

  • ลูกนอนกรนเป็นประจำ หรือมีเสียงหายใจดังคล้ายครืดคราดในคอ
  • มีช่วงที่เสียงกรนเงียบหายไปชั่วขณะ แล้วตามด้วยอาการสะดุ้งเฮือก หรือหายใจสะดุด
  • ชอบนอนในท่าที่ต้องแหงนคอไปข้างหลังมากๆ (Hyperextension of the neck) เพื่อช่วยเปิดทางเดินหายใจ
  • นอนดิ้นมาก เปลี่ยนท่าบ่อย หรือเหงื่อออกมากผิดปกติในเวลากลางคืนแม้เปิดเครื่องปรับอากาศเย็น
  • หายใจทางปากเป็นหลักทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน

แนวทางการดูแลและปรับปรุงสุขอนามัยการนอนหลับเพื่อลูกน้อย

หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการปกป้องลูกน้อยจากฝันร้ายทางพฤติกรรมและการนอนหลับ สามารถเริ่มต้นปรับเปลี่ยนสุขอนามัยการนอนหลับได้ตั้งแต่วันนี้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

งดหน้าจออย่างเด็ดขาดก่อนนอน: หลีกเลี่ยงการให้เด็กสัมผัสหน้าจอทุกชนิดอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนเข้านอน แสงสีฟ้าจากหน้าจอจะยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินที่ช่วยในการนอนหลับ

สร้างกิจกรรมผ่อนคลายก่อนนอน (Bedtime Routine): จัดกิจกรรมที่สงบและอบอุ่นประมาณ 30 นาทีก่อนนอน เช่น การอาบน้ำอุ่น การลูบตัว เล่านิทานด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล หรือเปิดเพลงบรรเลงเบาๆ เพื่อส่งสัญญาณให้สมองส่วนกลางรับรู้ว่าถึงเวลาพักผ่อนแล้ว

กำหนดเวลาเข้านอนและตื่นนอนที่ชัดเจน: รักษาเวลาเข้านอนและตื่นนอนให้ตรงกันทุกวัน ทั้งในวันธรรมดาและวันหยุด เพื่อสร้างวงจรนาฬิกาชีวิตที่สมดุลให้กับร่างกายของเด็ก

หากคุณพ่อคุณแม่ได้ปรับปรุงสุขอนามัยการนอนหลับของลูกอย่างเต็มที่แล้ว แต่อาการละเมอเพ้อคลั่งยังคงเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากกว่าสัปดาห์ละหลายครั้ง หรือสังเกตเห็นว่าลูกมีอาการนอนกรนร่วมกับหายใจสะดุดสะดุ้งตื่นบ่อยๆ หมอแนะนำให้พามาพบกุมารแพทย์เพื่อทำการตรวจประเมินช่องคอและทางเดินหายใจอย่างละเอียด รวมถึงการพิจารณาส่งตรวจคุณภาพการนอนหลับ (Sleep Study) เพื่อสืบค้นหาภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจอันเนื่องมาจากต่อมทอนซิลหรืออะดีนอยด์โต ซึ่งการรักษาที่เหมาะสมจะช่วยคืนค่ำคืนที่แสนสงบและส่งเสริมพัฒนาการทางสมองที่สมบูรณ์ให้แก่ลูกรักของคุณได้อีกครั้ง

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down