ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เมื่ออาการปวดขมับไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ศีรษะ: ทำความเข้าใจสัญญาณเตือนจากร่างกาย

หลายคนมักพบเจอกับวงจรอุบาทว์ที่เริ่มต้นจากการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน จากนั้นจะเริ่มรู้สึกหนักอึ้งที่ท้ายทอย บ่า และไหล่ ก่อนที่ความปวดร้าวจะคืบคลานขึ้นมาที่ขมับทั้งสองข้าง กลายเป็นอาการปวดตื้อๆ เหมือนมีสายรัดมารัดศีรษะไว้แน่น แม้จะพยายามกินยาแก้ปวดที่เคยใช้เป็นประจำ แต่อาการกลับทุเลาลงเพียงชั่วครู่แล้วก็กลับมาปวดใหม่ บางครั้งรุนแรงขึ้นจนเริ่มมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วย

ในทางการแพทย์ อาการเหล่านี้มักมีสาเหตุร่วมกันระหว่าง ปวดศีรษะตึงตัวไมเกรนเครียด ซึ่งปะทุขึ้นมาพร้อมกันจากปัจจัยกระตุ้นทั้งทางร่างกายและจิตใจ การทำความเข้าใจกลไกที่ซ่อนอยู่จะช่วยให้เราสามารถตัดวงจรความปวดนี้ได้อย่างตรงจุดและปลอดภัยที่สุด

กลไกการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อบ่า คอ และหนังศีรษะ จากการกระตุ้นของระบบประสาทอัตโนมัติ

เมื่อร่างกายเผชิญกับสภาวะตึงเครียด ไม่ว่าจะเป็นความเครียดสะสมจากการทำงาน หรือความเหนื่อยล้าทางกายภาพ สมองจะสั่งการให้ระบบประสาทส่วนกลางรับรู้ถึงสภาวะตึงเครียด ส่งผลให้ระบบประสาทอัตโนมัติซิมพาเทติกทำงานหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ระบบประสาทอัตโนมัตินี้จะกระตุ้นให้กล้ามเนื้อแกนกลางที่รองรับศีรษะ เช่น กล้ามเนื้อบ่า กล้ามเนื้อต้นคอ และกล้ามเนื้อรอบหนังศีรษะและขมับ เกิดการหดเกร็งตัวอย่างต่อเนื่องยาวนาน เพื่อเตรียมพร้อมตอบสนองต่อสภาวะกดดัน

การหดเกร็งของกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่องนี้ ส่งผลให้การไหลเวียนโลหิตในบริเวณนั้นลดลง เกิดการคั่งของของเสียจากการเผาผลาญในระดับเซลล์ กล้ามเนื้อจึงเกิดจุดกดเจ็บที่สามารถส่งกระแสประสาทนำความเจ็บปวดร้าวขึ้นไปตามแนวเส้นประสาทท้ายทอย และแสดงอาการปวดออกมาที่บริเวณขมับและรอบดวงตาในที่สุด

ความเค้นทางอารมณ์ส่งผลต่อการขยายตัวของหลอดเลือดในสมองและกระตุ้นไมเกรนอย่างไร

สำหรับผู้ที่มีภาวะไมเกรนแฝงอยู่ ความเค้นทางอารมณ์ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อภายนอกเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบประสาทส่วนกลางและสารสื่อประสาทในสมองอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อมีความเครียดสะสม สมองจะหลั่งสารสื่อประสาทและสารเคมีบางชนิด เช่น ซีโรโทนิน และสารซีจีอาร์พี ออกมาอย่างผิดปกติ สารเหล่านี้ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบแบบไร้เชื้อรอบๆ เส้นเลือดในสมอง และกระตุ้นให้หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วผิดธรรมชาติ

การขยายตัวของหลอดเลือดนี้จะไปกระตุ้นเส้นประสาทสมองคู่ที่ห้า ซึ่งเป็นเส้นประสาทหลักที่รับความรู้สึกบริเวณใบหน้าและศีรษะ ส่งผลให้เกิดกระแสประสาทส่งสัญญาณความปวดแล่นเข้าสู่สมองส่วนกลาง เกิดเป็นอาการปวดศีรษะชนิดเต้นตุบๆ ตามจังหวะชีพจร ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโรคไมเกรน

วิธีแยกแยะความแตกต่างระหว่างปวดศีรษะจากความตึงตัวและปวดศีรษะไมเกรน

แม้ว่าอาการทั้งสองชนิดมักจะเกิดขึ้นร่วมกันจนทำให้สับสน แต่การสังเกตลักษณะเฉพาะของความปวดจะช่วยให้วางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม:

  • โรคปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อตึงตัว (Tension-Type Headache): มักมีอาการปวดตื้อๆ หนักๆ เหมือนโดนบีบรัด ปวดเท่าๆ กันทั้งสองข้างของศีรษะ มักเริ่มจากท้ายทอยร้าวขึ้นมาที่ขมับหรือหน้าผาก ความรุนแรงอยู่ในระดับน้อยถึงปานกลาง และมักไม่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือไวต่อสิ่งเร้าอย่างแสงและเสียง
  • โรคปวดศีรษะไมเกรน (Migraine): มักมีลักษณะปวดตุบๆ ตามจังหวะชีพจร มักปวดข้างเดียวแต่ก็สามารถเป็นทั้งสองข้างได้ ความรุนแรงค่อนข้างมากจนรบกวนชีวิตประจำวัน อาการจะแย่ลงเมื่อมีการเคลื่อนไหวร่างกาย และมักมีอาการร่วม เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ตาพร่ามัว หรือไวต่อแสงจ้าและเสียงดัง

แนวทางการรักษาทางกายภาพและการผ่อนคลายกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธี

เมื่อการใช้ยาแก้ปวดปลายทางไม่สามารถให้ผลลัพธ์ที่ดี และเสี่ยงต่อการเกิดโรคปวดศีรษะจากการใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด การปรับพฤติกรรมและการทำกายภาพบำบัดจึงเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนที่สุด:

1. การยืดเหยียดกล้ามเนื้อคอบ่าไหล่อย่างถูกวิธี

ควรทำเป็นประจำทุกๆ หนึ่งถึงสองชั่วโมงระหว่างวัน โดยเน้นท่าบริหารกล้ามเนื้อคอด้านข้างและด้านหลัง:

  • ท่ายืดกล้ามเนื้อคอด้านหลังและบ่า: นั่งตัวตรง ใช้มือขวาอ้อมข้ามศีรษะไปจับบริเวณเหนือใบหูซ้าย ค่อยๆ เอียงศีรษะไปทางขวาจนรู้สึกตึงที่บ่าซ้าย ค้างไว้ 15-20 วินาที ทำสลับกันทั้งสองข้าง
  • ท่าเก็บคางเพื่อลดแรงกดสะสม: นั่งตัวตรง มองตรงไปข้างหน้า ค่อยๆ เลื่อนศีรษะไปด้านหลังในแนวขนานกับพื้น โดยไม่ก้มหรือเงยหน้า ค้างไว้ 5 วินาที ทำซ้ำ 10 ครั้ง เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อคอส่วนลึก

2. การบำบัดด้วยความร้อน

การประคบอุ่นบริเวณบ่าและต้นคอด้วยกระเป๋าน้ำร้อน หรือผ้าชุบน้ำอุ่นประมาณ 15-20 นาที จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ลดการหดเกร็งของเส้นใยกล้ามเนื้อ และช่วยบรรเทาอาการปวดร้าวขึ้นขมับได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

3. การปรับสรีระและสิ่งแวดล้อมในการทำงาน

ปรับระดับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา เพื่อหลีกเลี่ยงการก้มหรือยื่นคอไปข้างหน้า ปรับความสูงของเก้าอี้ให้ข้อศอกสามารถวางบนที่เท้าแขนได้อย่างสบายโดยไม่ต้องยกบ่าขึ้นขณะทำงาน

4. การฝึกผ่อนคลายระบบประสาทอัตโนมัติ

ฝึกหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ ให้ท้องพองออก และผ่อนลมหายใจออกให้ยาวกว่าเวลาหายใจเข้า การฝึกสมาธิหรือการผ่อนคลายกล้ามเนื้อทีละส่วน จะช่วยส่งสัญญาณให้ระบบประสาทซิมพาเทติกสงบลง ช่วยลดทั้งความตึงตัวของกล้ามเนื้อและลดโอกาสการกระตุ้นระบบหลอดเลือดในสมอง

หากทดลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทำกายภาพบำบัดเบื้องต้นแล้ว แต่อาการปวดขมับร้าวลงบ่ายังคงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หรือมีความรุนแรงจนรบกวนการนอนและการทำงาน ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดและรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down