ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

แน่นท้อง ท้องอืดรุนแรง: เมื่ออาการท้องอืดทั่วไป กลายเป็นภาวะลำไส้อุดตันจากพยาธิตัวตืด

คนไข้หลายรายเดินเข้ามาพบแพทย์ด้วยอาการแน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน จนทำให้หลายคนมองข้ามและคิดว่าเป็นเพียงอาการกรดไหลย้อนหรืออาหารไม่ย่อย ทว่าในบางกรณี อาการท้องอืดที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ร่วมกับอาการปวดท้องบิดเกร็งอย่างรุนแรง ไม่ถ่ายอุจจาระ และไม่ผายลม อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะวิกฤตที่คาดไม่ถึง อย่าง “ภาวะลำไส้อุดตันเฉียบพลัน” ที่มีสาเหตุมาจากกลุ่มก้อนของพยาธิตัวตืดขนาดใหญ่ที่เจริญเติบโตและขดตัวรวมกันจนอุดกั้นทางเดินอาหาร

การติดเชื้อพยาธิตัวตืดไม่ได้ก่อให้เกิดเพียงปัญหาในระบบทางเดินอาหารเท่านั้น แต่ตัวอ่อนของพยาธิบางชนิดยังสามารถชอนไชไปสร้างถุงซีสต์ตามอวัยวะสำคัญทั่วร่างกาย ก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการตรวจวินิจฉัยและการรักษาอย่างทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงเหล่านี้

ก้าวแรกของการรักษา: การตรวจวินิจฉัยพยาธิตัวตืดทางห้องปฏิบัติการอย่างแม่นยำ

เมื่อคนไข้มาพบแพทย์ด้วยอาการที่ชวนสงสัย การตรวจวินิจฉัยพยาธิตัวตืด อย่างถูกต้องและรวดเร็วคือกุญแจสำคัญในการวางแผนการรักษา ขั้นตอนการตรวจทางห้องปฏิบัติการหลักๆ ประกอบด้วยสองส่วนสำคัญ ดังนี้

1. การตรวจวิเคราะห์อุจจาระเพื่อค้นหาไข่พยาธิ (Stool Examination)

การตรวจอุจจาระเป็นวิธีมาตรฐานในการสืบค้น โดยเจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์จะนำตัวอย่างอุจจาระของคนไข้ไปตรวจผ่านกล้องจุลทรรศน์ หากเป็นการติดเชื้อพยาธิตัวตืด จะสามารถตรวจพบไข่ของพยาธิ (Taenia egg) ซึ่งมีลักษณะกลมหรือรี มีเปลือกหนาและมีลายเส้นในแนวรัศมี (Radial striations) อย่างไรก็ตาม ไข่ของพยาธิตัวตืดตืดหมู (Taenia solium) และตืดวัว (Taenia saginata) จะมีความคล้ายคลึงกันมากจนไม่สามารถแยกชนิดจากการดูไข่พยาธิเพียงอย่างเดียวได้

2. การระบุชนิดของปล้องพยาธิที่ถูกต้อง (Proglottid Identification)

เพื่อระบุชนิดของพยาธิได้อย่างแม่นยำ แพทย์และนักปรสิตวิทยาจะทำการตรวจปล้องแก่ของพยาธิ (Gravid proglottid) ที่มักจะหลุดปนออกมากับอุจจาระ หรือคืบคลานออกมาทางรูทวารหนัก วิธีการตรวจทำได้โดยการฉีดสีหมึกจีน (Indian ink) เข้าไปในรูเปิดของปล้องพยาธิเพื่อตรวจนับจำนวนกิ่งก้านของมดลูก (Uterine branches)

  • พยาธิตัวตืดหมู (Taenia solium): จะมีจำนวนกิ่งก้านของมดลูกข้างละ 7 ถึง 13 กิ่ง
  • พยาธิตัวตืดวัว (Taenia saginata): จะมีจำนวนกิ่งก้านของมดลูกข้างละ 15 ถึง 20 กิ่ง ซึ่งแตกแขนงมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

การแยกชนิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางการแพทย์ เนื่องจากผู้ที่ติดเชื้อพยาธิตัวตืดหมูมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคถุงพยาธิตัวตืดในเนื้อเยื่อ (Cysticercosis) จากการได้รับไข่พยาธิเข้าสู่ร่างกายโดยอุบัติเหตุ ซึ่งแตกต่างจากตืดวัวที่ไม่ก่อให้เกิดภาวะนี้ในคน

เมื่อตัวอ่อนเดินทางไกล: การใช้รังสีวินิจฉัยเพื่อค้นหารังโรคในอวัยวะสำคัญ

ในกรณีที่คนไข้ได้รับไข่พยาธิตัวตืดหมูเข้าไปในร่างกาย ไข่จะฟักตัวเป็นตัวอ่อนในลำไส้ เจาะผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด แล้วกระจายไปฝังตัวตามกล้ามเนื้อและอวัยวะต่างๆ เกิดเป็นถุงตัวอ่อนพยาธิที่เรียกว่า “ถุงซีสต์พยาธิตัวตืด” (Cysticercus) การตรวจอุจจาระจะไม่สามารถตรวจพบภาวะนี้ได้ แพทย์จึงจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีทางรังสีวินิจฉัยขั้นสูง

  • การทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan): มีประโยชน์อย่างมากในการตรวจหาถุงซีสต์ที่มีการหินปูนเกาะ (Calcified cysts) โดยเฉพาะในสมองและกล้ามเนื้อ ช่วยให้เห็นขอบเขตของรอยโรคและการอักเสบโดยรอบได้อย่างชัดเจน
  • การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): เป็นเครื่องมือที่มีความไวและความละเอียดสูงสุดในการวินิจฉัยโรคถุงพยาธิตัวตืดในระบบประสาทส่วนกลาง (Neurocysticercosis) MRI สามารถแสดงให้เห็นภาพถุงน้ำพยาธิที่มีส่วนหัวของพยาธิ (Scolex) อยู่ภายใน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะเป็นจุดสีขาวเล็กๆ อยู่ในถุงน้ำ (Dot-in-cyst sign) ช่วยในการประเมินตำแหน่ง จำนวน และระยะการเจริญเติบโตของถุงซีสต์ได้อย่างแม่นยำ

ภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลัน: วิกฤตลำไส้อุดตันจากกลุ่มก้อนพยาธิขนาดใหญ่

แม้ว่าพยาธิตัวตืดตัวเต็มวัยมักจะอาศัยอยู่ในลำไส้เล็กโดยไม่ก่ออาการรุนแรงในระยะแรก แต่ในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อเรื้อรังหรือมีจำนวนพยาธิมาก พยาธิตัวตืดซึ่งสามารถเติบโตจนมีความยาวได้ถึง 5 ถึง 10 เมตร อาจขดตัวรวมกันเป็นกระจุกขนาดใหญ่ขวางกั้นช่องทางเดินอาหาร

“เมื่อเกิดการอุดกั้นทางเดินอาหารอย่างสมบูรณ์ ลำไส้ส่วนต้นเหนือจุดอุดตันจะขยายใหญ่ขึ้นจากการสะสมของอาหาร แก๊ส และสารคัดหลั่ง ส่งผลให้คนไข้มีอาการแน่นท้อง ท้องอืดอย่างรุนแรง ปวดท้องบิดเกร็งเป็นระยะ และอาเจียนอย่างรุนแรง”

หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที แรงดันในลำไส้ที่เพิ่มสูงขึ้นจะขัดขวางการไหลเวียนของโลหิตที่ไปเลี้ยงผนังลำไส้ นำไปสู่ภาวะลำไส้ขาดเลือด เนื้อเยื่อลำไส้เน่าตาย (Necrosis) และเกิดการทะลุของลำไส้ ซึ่งจะส่งผลให้เศษอาหารและแบคทีเรียรั่วไหลเข้าสู่ช่องท้อง ก่อให้เกิดภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) และการติดเชื้อในกระแสเลือดที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์: เมื่อไหร่ที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเอาถุงตัวอ่อนพยาธิออก

โดยทั่วไป การรักษาการติดเชื้อพยาธิตัวตืดในลำไส้สามารถทำได้ด้วยการใช้ยาถ่ายพยาธิ เช่น ยาพราซิควอนเทล (Praziquantel) หรือยาอัลเบนดาโซล (Albendazole) ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม หากตัวอ่อนพยาธิได้เข้าไปฝังตัวสร้างถุงซีสต์ในอวัยวะสำคัญ การรักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และอาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ดังต่อไปนี้

  • ถุงซีสต์ในสมอง (Neurocysticercosis): ในรายที่มีถุงซีสต์ขนาดใหญ่กดทับเนื้อสมองส่วนสำคัญ หรือเกิดภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ (Hydrocephalus) จากการที่ถุงซีสต์อุดกั้นทางเดินน้ำเลี้ยงสมองและไขสันหลัง การผ่าตัดใส่สายระบายน้ำเลี้ยงสมอง หรือการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะเพื่อนำถุงซีสต์ออกจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดแรงดันในกะโหลกศีรษะและป้องกันสมองเสียหายถาวร
  • ถุงซีสต์ในดวงตา (Intraocular Cysticercosis): ถือเป็นข้อห้ามเด็ดขาดในการให้ยาฆ่าพยาธิ เนื่องจากเมื่อตัวอ่อนพยาธิตายในดวงตา จะกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบอย่างรุนแรง ส่งผลให้จอประสาทตาลอกตัวและตาบอดถาวรได้ การรักษาที่ถูกต้องคือการผ่าตัดทางจักษุวิทยาเพื่อคีบเอาถุงซีสต์พยาธิที่ยังคงมีชีวิตอยู่ออกจากดวงตาอย่างประณีต
  • ถุงซีสต์ในกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง: จะพิจารณาผ่าตัดออกเฉพาะในกรณีที่ถุงซีสต์นั้นก่อให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรง มีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนจนกลายเป็นฝีหนอง หรืออยู่ในตำแหน่งที่ขัดขวางการเคลื่อนไหวและการทำงานของร่างกาย

การป้องกันที่ดีที่สุดยังคงเริ่มต้นที่สุขอนามัยส่วนบุคคล การหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อหมูหรือเนื้อวัวที่ดิบหรือปรุงไม่สุก ตลอดจนการล้างผักสดและล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง หากท่านมีอาการแน่นท้อง ท้องอืดเรื้อรัง หรือมีพฤติกรรมเสี่ยง ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้อง ไม่ควรซื้อยาถ่ายพยาธิมารับประทานเอง เนื่องจากขั้นตอนการรักษาที่ผิดวิธีอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้นได้

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down