ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ตุ่มน้ำบนใบหน้าเด็กที่ไม่ควรมองข้าม: สัญญาณแผลพุพองและสะเก็ดสีน้ำผึ้ง

คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจเคยตื่นตระหนกเมื่อพบว่า ตุ่มแดงเม็ดเล็กๆ บริเวณรอบจมูกหรือปากของลูกน้อย เพียงข้ามคืนกลับกลายเป็นตุ่มน้ำพุพองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแตกออกอย่างง่ายดายและทิ้งคราบสะเก็ดหนาแข็งสีเหลืองเข้มคล้ายน้ำผึ้งเกรียมไว้บนผิวหนัง อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากน้ำลายไหลย้อยหรือเพียงแค่ผิวหนังระคายเคืองธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนเด่นชัดของ โรคแผลพุพองชนิดไม่เป็นตุ่มน้ำใหญ่ (Non-bullous Impetigo) ซึ่งจัดเป็นการพบการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังชั้นตื้นที่พบบ่อยที่สุดในเด็กวัยก่อนเรียนและวัยประถมศึกษา

พยาธิสภาพของโรคแผลพุพองจากเชื้อสเตรปโตค็อกคัส กลุ่มเอ

ตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดรอยโรคสะเก็ดสีน้ำผึ้งอันเป็นเอกลักษณ์นี้คือเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus pyogenes (หรือที่รู้จักกันในนาม Group A Streptococcus: GAS) แม้ว่าในบางครั้งอาจพบการติดเชื้อร่วมกับ Staphylococcus aureus ได้เช่นกัน

พยาธิสภาพเริ่มต้นขึ้นเมื่อผิวหนังของเด็กเกิดรอยฉีกขาดขนาดเล็ก ซึ่งอาจเป็นเพียงรอยถลอก รอยข่วนจากการเกา หรือแผลแมลงสัตว์กัดต่อย เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนผิวหนังหรือได้รับมาจากผู้อื่นจะเข้าสู่ผิวหนังชั้นกำพร้า (Epidermis) ปล่อยสารพิษและเอนไซม์ออกมาย่อยสลายโปรตีนที่ยึดเหนี่ยวเซลล์ผิวหนัง ส่งผลให้เกิดการสะสมของน้ำเหลืองและเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลใต้ชั้นผิวหนังกำพร้า เกิดเป็นตุ่มน้ำหนองใสที่เปราะบางและแตกง่าย เมื่อตุ่มน้ำนี้แตกออก น้ำเหลืองที่อุดมไปด้วยโปรตีนและซากแบคทีเรียจะแห้งตัวอย่างรวดเร็วกลายเป็นสะเก็ดสีน้ำผึ้ง (Honey-colored crust) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่แพทย์ใช้ในการวินิจฉัยโรคนี้

แยกให้ออก: การติดเชื้อที่คอหอย กับ การติดเชื้อที่ผิวหนัง

เชื้อสเตรปโตค็อกคัส กลุ่มเอ เป็นเชื้อที่มีความสามารถในการก่อโรคสูงและเข้าโจมตีร่างกายมนุษย์ได้หลายระบบ ที่พบบ่อยที่สุดคือการติดเชื้อที่คอหอย (Streptococcal Pharyngitis) และการติดเชื้อที่ผิวหนัง (Impetigo) ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในทางคลินิก ดังนี้

  • ช่องทางการติดต่อและปัจจัยแวดล้อม: การติดเชื้อที่คอหอยมักแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอจาม และพบบ่อยในฤดูหนาวหรือฤดูหนาวต่อฤดูใบไม้ผลิ ในขณะที่การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังมักติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับแผลหรือสิ่งของที่ปนเปื้อนน้ำเหลือง และพบบ่อยในฤดูร้อนที่มีความชื้นสูงซึ่งเอื้อต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียบนผิวหนัง
  • สายพันธุ์ของเชื้อ (M protein serotypes): เชื้อ GAS มีสายพันธุ์ย่อยๆ มากมายตามชนิดของโปรตีนเอ็มบนผนังเซลล์ สายพันธุ์ที่ก่อโรคที่คอหอยและสายพันธุ์ที่ก่อโรคที่ผิวหนังมักเป็นคนละสายพันธุ์กัน โดยสายพันธุ์ที่ก่อโรคผิวหนังมักมีความสามารถในการเกาะติดกับเซลล์ผิวหนังได้ดีเป็นพิเศษ
  • ช่วงอายุที่พบ: อาการเจ็บคอจากเชื้อสเตรปโตค็อกคัสมักพบในเด็กโตอายุ 5-15 ปี ส่วนแผลพุพองที่ผิวหนังมักพบในเด็กเล็กอายุ 2-5 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ผิวหนังยังบอบบางและมักมีรอยขีดข่วนจากการเล่นได้ง่าย

ข้อสังเกตสำคัญในทางกุมารเวชศาสตร์คือ การติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัสที่ผิวหนังมักไม่ค่อยก่อให้เกิดไข้สูงหรืออาการเจ็บป่วยทางระบบทั่วไป ต่างจากการติดเชื้อที่คอหอยที่เด็กมักจะมีไข้สูง เจ็บคอ และกลืนลำบากอย่างชัดเจน

ภัยเงียบหลังแผลหาย: ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตอักเสบเฉียบพลัน

ประเด็นทางการแพทย์ที่คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองต้องตระหนักและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด คือความเชื่อมโยงระหว่างการติดเชื้อที่ผิวหนังและภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงอย่าง โรคไตอักเสบเฉียบพลันหลังการติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัส (Post-Streptococcal Acute Glomerulonephritis: PSGN)

แม้ว่าไข้รูมาติก (Rheumatic fever) จะเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ตามหลังการติดเชื้อที่คอหอยเท่านั้นและไม่พบหลังการติดเชื้อที่ผิวหนัง แต่สำหรับโรคไตอักเสบเฉียบพลัน PSGN นั้น สามารถเกิดขึ้นตามหลังการติดเชื้อได้ทั้งสองตำแหน่ง โดยมักเกิดขึ้นหลังจากการเกิดแผลพุพองที่ผิวหนังประมาณ 2 ถึง 6 สัปดาห์

กลไกเกิดจากปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันของร่างกายที่สร้างแอนติบอดีขึ้นมาทำลายเชื้อ แต่สารประกอบเชิงซ้อนของภูมิคุ้มกันนี้กลับไปตกตะกอนที่ฟิลเตอร์กรองของไต (Glomeruli) ส่งผลให้เกิดการอักเสบเฉียบพลัน อาการสำคัญที่ต้องสังเกตหลังแผลพุพองหายดีแล้ว ได้แก่:

  • ปัสสาวะมีสีเข้มคล้ายน้ำล้างเนื้อหรือสีชา/น้ำโค้ก (Hematuria)
  • มีอาการบวมน้ำ โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตาในตอนเช้า หรือบวมที่เท้าและหน้าแข้ง
  • ปัสสาวะออกน้อยลง
  • มีความดันโลหิตสูง ซึ่งอาจทำให้เด็กมีอาการปวดศีรษะหรือซึมลงได้

การรักษาโรคแผลพุพองด้วยยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็วสามารถลดการแพร่กระจายของเชื้อไปยังผู้อื่นและช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น แต่ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าการให้ยาปฏิชีวนะจะสามารถป้องกันการเกิด PSGN ได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น การเฝ้าระวังอาการทางไตหลังจากแผลหายดีแล้วจึงยังคงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

แนวทางการรักษา: ยาทาเฉพาะที่ ปะทะ ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน

ในการดูแลรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังชนิดนี้ แพทย์จะพิจารณาความรุนแรงและขอบเขตของการกระจายของรอยโรคเป็นหลัก เพื่อเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมและลดความเสี่ยงต่อการดื้อยาของแบคทีเรีย

1. การรักษาด้วยยาทาเฉพาะที่ (Topical Antibiotics)

เหมาะสำหรับรายที่มีรอยโรคจำกัดอยู่เฉพาะที่ มีแผลเพียงเล็กน้อย และไม่มีอาการทางระบบ (เช่น ไม่มีไข้ ไม่มีต่อมน้ำเหลืองโต) โดยมีขั้นตอนปฏิบัติดังนี้:

  • การประคบอุ่นและทำความสะอาดแผล: ก่อนทายาควรใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นหรือน้ำเกลือประคบสะเก็ดหนาประมาณ 10-15 นาที เพื่อให้สะเก็ดนุ่มลงและค่อยๆ เช็ดลอกสะเก็ดสีน้ำผึ้งออกอย่างเบามือ วิธีนี้จะช่วยให้ตัวยาสามารถสัมผัสและออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียใต้รอยโรคได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • ตัวยาที่เลือกใช้: ยาปฏิชีวนะชนิดทาที่ได้ผลดี ได้แก่ ยาทากลุ่ม Mupirocin หรือ Fusidic acid โดยทาบริเวณรอยโรควันละ 2-3 ครั้ง เป็นเวลา 5-7 วัน

2. การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน (Oral Antibiotics)

แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานในกรณีต่อไปนี้: รอยโรคมีการกระจายตัวกว้างขวาง หลายตำแหน่ง หรือในบริเวณที่ทายาได้ยาก, มีผู้ป่วยในครอบครัวหรือเนิร์สเซอรีเดียวกันหลายคน, หรือในกรณีที่การรักษาด้วยยาทาเฉพาะที่ล้มเหลว

  • ตัวยาที่เลือกใช้: เนื่องจากเชื้อสาเหตุมักเป็นสเตรปโตค็อกคัส และอาจมีสแตฟิโลค็อกคัสร่วมด้วย ยาที่เลือกใช้จึงต้องครอบคลุมเชื้อทั้งสองชนิด เช่น Cephalexin, Dicloxacillin หรือ Amoxicillin/Clavulanate สำหรับเด็กที่แพ้ยากลุ่มเพนิซิลลิน แพทย์อาจพิจารณาให้ยากลุ่ม Macrolides เช่น Erythromycin หรือ Azithromycin แทน
  • ระยะเวลาการรักษา: โดยทั่วไปมักให้ยารับประทานติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน และสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องรับประทานยาจนครบกำหนด แม้ว่ารอยโรคบนผิวหนังจะดูสมานตัวและดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำและการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรีย

โรคแผลพุพองสะเก็ดสีน้ำผึ้งสามารถรักษาให้หายขาดได้โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็นหากได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีและทันท่วงที การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล การตัดเล็บของลูกน้อยให้สั้นเพื่อป้องกันการเกา และการแยกของใช้ส่วนตัวในช่วงที่มีการติดเชื้อ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการหยุดยั้งการแพร่กระจายของโรคนี้ในครอบครัวและโรงเรียน

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down