ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

การตรวจหาไข่พยาธิในอุจจาระทางห้องปฏิบัติการ: ขั้นตอนมาตรฐานที่ช่วยให้ตรวจพบและรักษาได้ทันท่วงที

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจเคยพาลูกน้อยมาปรึกษาคุณหมอด้วยอาการคลุมเครือ เช่น น้ำหนักลด ท้องเสียเรื้อรัง ซีด อ่อนเพลีย หรือบางครั้งก็ไม่มีอาการผิดปกติชัดเจน แต่เมื่อตรวจสุขภาพกลับพบว่ามีภาวะขาดสารอาหาร หรือบางรายมีการติดเชื้อพยาธิโดยไม่รู้ตัว ปัญหาเหล่านี้มักเริ่มต้นจากการติดเชื้อพยาธิในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและพัฒนาการของเด็กได้หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่สุดที่เราใช้ในการวินิจฉัยและยืนยันการติดเชื้อพยาธิในระบบทางเดินอาหารคือ การตรวจหาไข่พยาธิในอุจจาระทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นขั้นตอนมาตรฐานที่เรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพ ช่วยให้คุณหมอสามารถมองเห็นต้นตอของปัญหาได้อย่างชัดเจน เพื่อนำไปสู่การวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วย

หลักการตรวจอุจจาระด้วยวิธีความเข้มข้นแบบต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสการตรวจพบไข่พยาธิ

การตรวจหาไข่พยาธิบางครั้งก็ไม่ง่ายเหมือนที่คิด เพราะพยาธิบางชนิดอาจปล่อยไข่ออกมาในอุจจาระเพียงเล็กน้อย หรือในปริมาณที่ไม่สม่ำเสมอ ทำให้การตรวจโดยตรงจากอุจจาระสดอาจพลาดการวินิจฉัยไปได้ ด้วยเหตุนี้ ห้องปฏิบัติการจึงได้พัฒนากระบวนการที่เรียกว่า “วิธีความเข้มข้น” (Concentration Methods) ขึ้นมา ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ การแยกไข่พยาธิและซิสต์ (Cyst) ของโปรโตซัวออกจากเศษอุจจาระ เพื่อให้มีปริมาณไข่พยาธิเพิ่มขึ้นในตัวอย่างที่จะนำไปส่องกล้องจุลทรรศน์ เพิ่มโอกาสในการตรวจพบอย่างมาก

  • วิธีตกตะกอน (Sedimentation Techniques): หลักการคือการใช้สารเคมี เช่น ฟอร์มาลินและเอทิลอะซิเตต เข้ามาช่วยแยกไข่พยาธิที่มีน้ำหนักมากกว่าให้ตกตะกอนลงสู่ก้นหลอดทดลอง ขณะที่เศษอุจจาระและไขมันลอยอยู่ด้านบน วิธีนี้มีประสิทธิภาพสูงในการตรวจหาไข่พยาธิหลายชนิด รวมถึงไข่พยาธิใบไม้และไข่พยาธิตัวตืด
  • วิธีลอยตัว (Flotation Techniques): อาศัยหลักการที่ว่าไข่พยาธิส่วนใหญ่มีน้ำหนักจำเพาะน้อยกว่าของเหลวที่มีความถ่วงจำเพาะสูง เช่น สารละลายเกลือเข้มข้น หรือสารละลายน้ำตาลเข้มข้น ไข่พยาธิจะลอยขึ้นมาที่ผิวหน้าของของเหลว ทำให้สามารถเก็บตัวอย่างจากผิวหน้ามาตรวจได้ง่ายขึ้น วิธีนี้เหมาะสำหรับไข่พยาธิบางชนิดที่มีผนังบาง เช่น พยาธิไส้เดือน พยาธิปากขอ อย่างไรก็ตาม ไข่พยาธิที่มีน้ำหนักมากหรือผนังหนา เช่น ไข่พยาธิใบไม้ในตับ อาจไม่เหมาะกับวิธีนี้

การเลือกใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับชนิดของพยาธิที่สงสัยและข้อจำกัดของห้องปฏิบัติการ โดยมักจะมีการใช้ร่วมกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ครอบคลุมและแม่นยำที่สุด

ลักษณะทางสัณฐานวิทยาของไข่พยาธิใบไม้ในตับภายใต้กล้องจุลทรรศน์

เมื่อตัวอย่างถูกเตรียมอย่างดีแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการส่องตรวจภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ซึ่งเป็นจุดที่ผู้เชี่ยวชาญด้านห้องปฏิบัติการจะใช้ความรู้และประสบการณ์ในการระบุชนิดของไข่พยาธิ ความแม่นยำตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างเช่น ไข่พยาธิใบไม้ในตับ (Liver Fluke Eggs) ซึ่งเป็นพยาธิที่พบได้บ่อยในบางภูมิภาค โดยเฉพาะในกลุ่มที่นิยมรับประทานอาหารดิบหรือสุกๆ ดิบๆ

“การระบุชนิดของไข่พยาธิใบไม้ในตับอย่างถูกต้องเป็นหัวใจสำคัญ เพราะจะนำไปสู่การรักษาที่จำเพาะเจาะจง และช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้น เช่น มะเร็งท่อน้ำดี”

ไข่พยาธิใบไม้ในตับที่พบบ่อยในประเทศไทย เช่น Opisthorchis viverrini (พยาธิใบไม้ในตับที่ก่อโรคในคนและสัตว์) และ Fasciola hepatica (พยาธิใบไม้ในตับแกะ) จะมีลักษณะจำเพาะที่สามารถสังเกตได้ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ดังนี้

  • ขนาดและรูปร่าง: โดยทั่วไปมีขนาดเล็ก รูปไข่ หรือรูปทรงคล้ายลูกแพร์ มีขนาดประมาณ 20-30 ไมโครเมตร x 10-15 ไมโครเมตร
  • สี: มักมีสีเหลืองทองอ่อนๆ ถึงสีน้ำตาลอ่อน
  • ฝาปิด (Operculum): เป็นลักษณะเด่นที่สำคัญของไข่พยาธิใบไม้เกือบทุกชนิด คือจะมีฝาปิดเล็กๆ อยู่ที่ปลายด้านหนึ่งของไข่ เหมือนฝาขวดที่เปิดออกได้
  • ภายใน: อาจมองเห็นตัวอ่อนพยาธิ (miracidium) ที่พัฒนาอยู่ภายใน หรือบางครั้งอาจเห็นแค่เซลล์ไข่ที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่

การแยกแยะไข่พยาธิชนิดต่างๆ รวมถึงไข่พยาธิใบไม้ในตับจากสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ หรือจากไข่พยาธิชนิดใกล้เคียง ต้องอาศัยความชำนาญและประสบการณ์ของผู้ที่ทำการตรวจเป็นอย่างมาก

ข้อจำกัดของการตรวจอุจจาระในผู้ป่วยที่มีภาวะอุดตันของท่อน้ำดีอย่างรุนแรง

แม้ การตรวจหาไข่พยาธิในอุจจาระทางห้องปฏิบัติการ จะเป็นวิธีมาตรฐานและมีประโยชน์มาก แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการที่ควรทราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีภาวะอุดตันของท่อน้ำดีอย่างรุนแรง

  • เหตุผลทางสรีรวิทยา: ไข่พยาธิใบไม้ในตับจะถูกขับออกมาพร้อมกับน้ำดีผ่านทางท่อน้ำดีเข้าสู่ลำไส้เล็กและปะปนไปกับอุจจาระ หากท่อน้ำดีเกิดการอุดตันอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด เช่น นิ่วในท่อน้ำดี เนื้องอก หรือการอักเสบ ไข่พยาธิจะไม่สามารถเดินทางมาถึงลำไส้และถูกขับถ่ายออกมาได้
  • ผลการตรวจที่อาจคลาดเคลื่อน: ในกรณีเช่นนี้ แม้ผู้ป่วยจะมีการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับอย่างรุนแรง แต่ผลการตรวจอุจจาระก็อาจออกมาเป็น “ไม่พบไข่พยาธิ” ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดและนำไปสู่การวินิจฉัยที่ล่าช้า

ดังนั้น ในผู้ป่วยที่มีอาการหรือข้อบ่งชี้ที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ แต่มีผลการตรวจอุจจาระเป็นลบ และ/หรือมีอาการของภาวะท่อน้ำดีอุดตันร่วมด้วย คุณหมออาจพิจารณาใช้วิธีการวินิจฉัยอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือดเพื่อหาสารภูมิคุ้มกันต่อพยาธิ (serology), การตรวจภาพวินิจฉัย (imaging) เช่น อัลตราซาวด์, CT scan หรือ MRI เพื่อดูพยาธิสภาพในตับและท่อน้ำดีโดยตรง

วิธีการเก็บสิ่งส่งตรวจอุจจาระอย่างถูกต้องเพื่อผลวิเคราะห์ที่แม่นยำ

ไม่ว่าห้องปฏิบัติการจะมีเทคนิคการตรวจที่ทันสมัยแค่ไหน แต่หากสิ่งส่งตรวจไม่ได้มาตรฐาน ก็อาจทำให้ผลการวิเคราะห์คลาดเคลื่อนได้ คุณพ่อคุณแม่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้การตรวจเป็นไปอย่างแม่นยำ โดยปฏิบัติตามคำแนะนำในการเก็บสิ่งส่งตรวจอุจจาระดังนี้

  1. ภาชนะที่สะอาด: ใช้ภาชนะที่โรงพยาบาลหรือห้องปฏิบัติการจัดเตรียมให้เท่านั้น ซึ่งเป็นภาชนะที่ปราศจากเชื้อและมีฝาปิดมิดชิด ห้ามใช้ภาชนะอื่นๆ เช่น แก้ว ถุงพลาสติก หรือกระป๋องอาหาร เพราะอาจมีการปนเปื้อน
  2. หลีกเลี่ยงการปนเปื้อน: เก็บอุจจาระโดยตรง ไม่ให้ปนเปื้อนกับปัสสาวะ น้ำจากโถสุขภัณฑ์ หรือดิน เพราะสิ่งเหล่านี้อาจมีจุลชีพหรือสารปนเปื้อนที่รบกวนการตรวจได้ สำหรับเด็กเล็ก ให้รองอุจจาระจากผ้าอ้อมที่เพิ่งถ่ายออกมาใหม่ๆ
  3. ปริมาณที่เหมาะสม: เก็บอุจจาระในปริมาณที่เพียงพอสำหรับการตรวจ โดยทั่วไปประมาณ 1-2 ช้อนชา หรือประมาณเท่าหัวแม่มือ
  4. ความสดใหม่: ยิ่งนำส่งห้องปฏิบัติการได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดีที่สุด หากไม่สามารถนำส่งได้ทันที ให้เก็บไว้ในตู้เย็น (ห้ามแช่แข็ง) และนำส่งภายใน 24 ชั่วโมง การทิ้งไว้นานเกินไปอาจทำให้ไข่พยาธิหรือโปรโตซัวบางชนิดเสื่อมสภาพ
  5. ระบุข้อมูลผู้ป่วย: เขียนชื่อ-นามสกุล อายุ วันที่และเวลาที่เก็บสิ่งส่งตรวจ ให้ชัดเจนบนภาชนะ เพื่อป้องกันความผิดพลาด

บางครั้ง คุณหมออาจแนะนำให้เก็บสิ่งส่งตรวจหลายครั้งในวันหรือช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เพื่อเพิ่มโอกาสในการตรวจพบ เนื่องจากพยาธิบางชนิดอาจปล่อยไข่ไม่สม่ำเสมอในแต่ละวัน

การตรวจหาไข่พยาธิในอุจจาระเป็นขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อน แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลสุขภาพของบุตรหลานและทุกคนในครอบครัว หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการของลูก หรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจและการดูแลรักษา คุณหมอยินดีให้คำปรึกษาเสมอ อย่าลังเลที่จะเข้ามาพูดคุยกัน เพื่อสุขภาพที่ดีและแข็งแรงของคนที่คุณรัก

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down