ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ค่าตับ SGOT (AST) และ SGPT (ALT) คืออะไร: ทำไมตรวจสุขภาพแล้วมักพบความผิดปกติ

การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นหนึ่งในวิธีคัดกรองความสมบูรณ์ของร่างกายที่สำคัญที่สุด และหนึ่งในผลการตรวจเลือดที่พบความผิดปกติได้บ่อยที่สุดในทุกช่วงวัยคือ ตรวจสุขภาพพบค่าตับสูง SGOT และ SGPT เอนไซม์ทั้งสองชนิดนี้เป็นตัวบ่งชี้สำคัญถึงการบาดเจ็บหรือการอักเสบของเซลล์ตับ (Hepatocellular Injury) โดยมีรายละเอียดทางการแพทย์ที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • SGOT (Serum Glutamic Oxaloacetic Transaminase) หรือ AST (Aspartate Aminotransferase): เป็นเอนไซม์ที่พบได้มากในเซลล์ตับ กล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อลาย ไต และสมอง หากพบค่า AST สูงเพียงค่าเดียว อาจเกิดจากความผิดปกติของอวัยวะอื่นนอกเหนือจากตับ เช่น ภาวะกล้ามเนื้อสลาย (Rhabdomyolysis) หรือโรคกล้ามเนื้อในเด็ก (Muscular Dystrophy)
  • SGPT (Serum Glutamic Pyruvic Transaminase) หรือ ALT (Alanine Aminotransferase): เป็นเอนไซม์ที่มีความจำเพาะต่อเซลล์ตับสูงมาก (Liver-specific Enzyme) โดยจะพบหนาแน่นที่สุดในไซโทพลาสซึมของเซลล์ตับ เมื่อเซลล์ตับได้รับความเสียหายหรือเกิดการอักเสบ เอนไซม์ ALT จะรั่วไหลเข้าสู่กระแสเลือดทันที

ในสภาวะปกติ ค่ามาตรฐานของ AST (SGOT) มักอยู่ที่ประมาณ 8 - 40 U/L และ ALT (SGPT) มักอยู่ที่ประมาณ 7 - 56 U/L (เกณฑ์อาจแตกต่างกันเล็กน้อยขึ้นอยู่กับห้องปฏิบัติการ เพศ และอายุ) หากผลตรวจแสดงค่าที่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ย่อมบ่งชี้ว่าร่างกายกำลังมีภาวะเซลล์ตับอักเสบหรือถูกทำลาย ซึ่งไม่ควรปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง

คำแนะนำจากคุณหมอ: ค่าเอนไซม์ตับที่สูงขึ้นไม่ได้บอกถึง "ประสิทธิภาพการทำงานของตับ" โดยตรง แต่เป็นสัญญาณบอกว่า "เซลล์ตับกำลังเกิดการบาดเจ็บหรืออักเสบ" ดังนั้น แม้ค่าตับจะสูงเพียงเล็กน้อย ก็จำเป็นต้องค้นหาสาเหตุตั้งแต่ระยะแรกเพื่อป้องกันความเสียหายถาวร

สาเหตุและกลไกที่ทำให้ตรวจสุขภาพพบค่าตับสูง SGOT และ SGPT

ภาวะตับอักเสบและเอนไซม์ตับรั่วไหลเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งมีกลไกทางพยาธิสรีรวิทยาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้

1. ภาวะไขมันพอกตับจากระบบเผาผลาญผิดปกติ (Metabolic Dysfunction-Associated Steatotic Liver Disease - MASLD / NAFLD)

เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในปัจจุบัน เกิดจากการสะสมของไขมันชนิดไตรกลีเซอไรด์ในเซลล์ตับเกินร้อยละ 5 ของน้ำหนักตับ ซึ่งมักสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน โรคอ้วนลงพุง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ภาวะไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูง เมื่อไขมันสะสมต่อเนื่องจะกระตุ้นให้เกิดภาวะเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) และการหลั่งสารก่อการอักเสบ ทำให้เซลล์ตับเกิดการอักเสบเรื้อรัง (MASH) และค่า ALT/AST สูงขึ้น

2. การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ (Viral Hepatitis)

  • ไวรัสตับอักเสบชนิดเอและอี (Hepatitis A and E): ติดต่อผ่านทางอาหารและน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ มักทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลัน ค่าเอนไซม์ตับอาจพุ่งสูงขึ้นหลักหลายร้อยถึงหลายพัน U/L
  • ไวรัสตับอักเสบชนิดบี ซี และดี (Hepatitis B, C, and D): ติดต่อผ่านทางเลือด สารคัดหลั่ง เพศสัมพันธ์ และการถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก เชื้อกลุ่มนี้สามารถกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง (Chronic Hepatitis) นำไปสู่ภาวะตับแข็ง (Cirrhosis) และมะเร็งเซลล์ตับ (Hepatocellular Carcinoma) ได้

3. ตับอักเสบจากยา อาหารเสริม และสารพิษ (Drug-Induced Liver Injury - DILI)

ตับเป็นอวัยวะหลักในการกำจัดและแปรรูปสารต่างๆ การรับประทานยาเกินขนาด เช่น พาราเซตามอล (Paracetamol) ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม ยารักษาวัณโรค รวมถึงยาสมุนไพรที่ไม่ได้รับการรับรอง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลดน้ำหนัก หรือวิตามินขนาดสูงเกินความจำเป็น ล้วนเป็นพิษต่อเซลล์ตับโดยตรง

4. การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Alcohol-Related Liver Disease)

เอทานอลในแอลกอฮอล์จะถูกเผาผลาญเป็นสารอะซีตัลดีไฮด์ (Acetaldehyde) ซึ่งเป็นพิษต่อเซลล์ตับ ทำให้เกิดการสะสมไขมัน ตับอักเสบ และมีพังผืด มักสังเกตได้จากอัตราส่วนของ AST สูงกว่า ALT อย่างน้อย 2 เท่า (AST/ALT ratio > 2)

5. สาเหตุทางพันธุกรรมและโรคตับในเด็กและวัยรุ่น

ในกลุ่มผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่น หากพบค่าตับสูงโดยไม่มีประวัติเสี่ยง แพทย์จะต้องตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรมและเมแทบอลิซึม เช่น โรควิลสัน (Wilson Disease) ที่เกิดจากการสะสมทองแดงผิดปกติในตับและสมอง, โรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันตนเอง (Autoimmune Hepatitis), ภาวะท่อน้ำดีตีบตันแต่กำเนิด (Biliary Atresia) หรือภาวะกล้ามเนื้อเสื่อมพันธุกรรม

ระดับความรุนแรงและอาการแสดงของภาวะตับอักเสบ

ตับเป็นอวัยวะที่มีความสามารถในการฟื้นตัวสูงและไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวดอยู่ภายในเนื้อตับโดยตรง ทำให้โรคตับในระยะแรกมักดำเนินไปอย่างเงียบสงบ (Silent Killer) โดยสามารถแบ่งระยะของอาการได้ดังนี้

ระยะที่ 1: ระยะสงบไร้อาการ (Asymptomatic Stage)

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ ตรวจสุขภาพพบค่าตับสูง SGOT และ SGPT มักอยู่ในระยะนี้ ร่างกายภายนอกดูแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แต่เซลล์ตับเริ่มเกิดการบาดเจ็บและปล่อยเอนไซม์ออกมาในเลือด

ระยะที่ 2: ระยะแสดงอาการไม่จำเพาะ (Non-Specific Symptomatic Stage)

เมื่อการอักเสบดำเนินต่อเนื่อง ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลียเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ รู้สึกไม่สดชื่น มีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ แน่นท้องบริเวณใต้ชายโครงขวา หรือมีภาวะอาหารไม่ย่อย

ระยะที่ 3: ระยะตับถูกทำลายรุนแรงและตับแข็ง (Decompensated / Advanced Stage)

เนื้อเยื่อตับถูกแทนที่ด้วยพังผืด เกิดเป็นภาวะตับแข็ง ทำให้การทำงานของตับลดลงอย่างมาก เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ชัดเจน เช่น ตัวเหลืองตาเหลือง ท้องมาน และมีความเสี่ยงต่อภาวะตับวายเฉียบพลัน

ข้อควรระวังทางการแพทย์: การไม่มีอาการไม่ได้แปลว่าตับแข็งแรงดี ผู้ที่ตรวจพบค่าเอนไซม์ตับสูงต่อเนื่องแม้เพียงเล็กน้อย (Mild Elevation) อาจมีการดำเนินของพังผืดในตับเกิดขึ้นอย่างช้าๆ จึงต้องติดตามผลกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที

หากผู้ป่วยมีค่าตับสูงร่วมกับมีสัญญาณเตือนอันตรายดังต่อไปนี้ แสดงถึงภาวะตับวายเฉียบพลัน (Acute Liver Failure) หรือตับแข็งระยะท้าย ซึ่งต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

  • ภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง (Jaundice): ตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองชัดเจน ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ปัสสาวะมีสีเข้มคล้ายน้ำชาแก่ และอุจจาระมีสีซีดลง
  • ภาวะทางสมองจากโรคตับ (Hepatic Encephalopathy): มีอาการสับสน ซึมลง นอนไม่หลับในเวลากลางคืนแต่หลับเวลากลางวัน พฤติกรรมหรือบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง มือสั่นสะบัด (Asterixis) หรือหมดสติ
  • ภาวะมีน้ำในช่องท้องและบวม (Ascites & Peripheral Edema): ท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แน่นอึดอัด อึดอัดหายใจลำบาก ร่วมกับขาและเท้าบวมกดบุ๋มทั้งสองข้าง
  • ภาวะเลือดออกง่ายผิดปกติ (Coagulopathy & Bleeding): มีรอยฟกช้ำตามตัวง่าย เลือดกำเดาไหลไม่หยุด เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนเป็นเลือดสด หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำเหนียวคล้ายยางมะตอย (Melena)
  • ในเด็กเล็กและทารก: ซึมลง ไม่ยอมดูดนม อาเจียนพุ่ง ไข้สูง ร้องกวนผิดปกติ ตัวเหลืองต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์แรกหลังคลอด หรืออุจจาระมีสีซีดขาว

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์อย่างละเอียด

เมื่อแพทย์พบความผิดปกติของค่า SGOT และ SGPT จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยตามขั้นตอนมาตรฐานเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ดังนี้

  1. การซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด: ซักประวัติการดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยาทุกชนิด สมุนไพร อาหารเสริม ประวัติโรคประจำตัว ประวัติครอบครัว ประวัติการรับวัคซีน พฤติกรรมเสี่ยง และการตรวจคลำขนาดตับและม้าม
  2. การตรวจเลือดเพิ่มเติม (Extended Laboratory Tests):
    • ตรวจการทำงานของตับอย่างสมบูรณ์ (Complete Liver Function Test): Direct Bilirubin, Total Bilirubin, Alkaline Phosphatase (ALP), Gamma-GT (GGT), Albumin, Globulin และ Prothrombin Time (PT/INR)
    • ตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ: HBsAg, Anti-HBs, Anti-HCV, Anti-HAV IgM
    • ตรวจระดับไขมันและน้ำตาลในเลือด: Fasting Blood Sugar, HbA1c, Lipid Profile
    • การตรวจเฉพาะทาง (ในรายที่สงสัย): ระดับธาตุเหล็ก (Ferritin, Transferrin Saturation), ระดับเซรูโลพลาสมินในเลือด (Ceruloplasmin) สำหรับโรควิลสัน และแอนติบอดีสำหรับโรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันตนเอง (ANA, ASMA, IgG)
  3. การตรวจทางรังสีวิทยา (Imaging Studies):
    • อัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน (Ultrasound Upper Abdomen): ดูโครงสร้างตับ ไขมันพอกตับ ถุงน้ำดี นิ่วในท่อน้ำดี และก้อนเนื้อในตับ
    • การตรวจความยืดหยุ่นของตับ (FibroScan): ตรวจวัดปริมาณไขมันสะสมในเนื้อตับ (CAP Score) และประเมินระดับพังผืดในเนื้อตับ (Liver Stiffness) โดยไม่ต้องเจาะตับ
  4. การเจาะตรวจชิ้นเนื้อตับ (Liver Biopsy): พิจารณาทำในกรณีที่การตรวจเลือดและภาพถ่ายทางรังสีไม่สามารถระบุสาเหตุได้ชัดเจน หรือต้องการประเมินระดับความรุนแรงของการอักเสบและพังผืด

วิธีรักษาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อฟื้นฟูตับให้กลับมาสมบูรณ์

การรักษาภาวะค่าตับสูงขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ตรวจพบ แต่หัวใจสำคัญในการฟื้นฟูเซลล์ตับคือการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต (Lifestyle Modifications) ควบคู่กับการรักษาทางการแพทย์อย่างถูกต้อง

1. โภชนาการบำบัดสำหรับสุขภาพตับ

  • ลดน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว: หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลฟรักโทส (High Fructose Corn Syrup) น้ำอัดลม ชานม ขนมหวาน เบเกอรี่ และข้าวแป้งขัดขาว เนื่องจากน้ำตาลส่วนเกินจะถูกตับเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมทันที
  • เลือกรับประทานไขมันดี: ใช้น้ำมันมะกอก อะโวคาโด ถั่วเปลือกแข็ง และปลาทะเลที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ ไขมันอิ่มตัวจากสัตว์ และของทอดของมัน
  • เน้นอาหารที่มีกากใยและสารต้านอนุมูลอิสระ: รับประทานผักใบเขียว บรอกโคลี กะหล่ำปลี เบอร์รี และธัญพืชไม่ขัดสี ซึ่งช่วยลดภาวะอักเสบในร่างกาย

2. การออกกำลังกายและการจัดการน้ำหนัก

การลดน้ำหนักตัวลงร้อยละ 7 - 10 ของน้ำหนักเริ่มต้น สามารถลดปริมาณไขมันที่พอกตับ ลดการอักเสบ และช่วยให้ค่า SGOT/SGPT ลดลงสู่ระดับปกติได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยแนะนำให้ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (เช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน) สัปดาห์ละอย่างน้อย 150 นาที ร่วมกับการฝึกเวทเทรนนิ่งเพื่อเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ 2 - 3 วันต่อสัปดาห์

3. การรักษาทางการแพทย์เฉพาะสาเหตุ

  • ไวรัสตับอักเสบบีและซี: รับประทานยาต้านไวรัสตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ในปัจจุบันไวรัสตับอักเสบซีสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยาต้านไวรัสชนิดรับประทานกลุ่ม Direct-Acting Antivirals (DAAs)
  • ภาวะตับอักเสบจากยา: หยุดใช้ยา สมุนไพร หรืออาหารเสริมที่เป็นต้นเหตุทันทีภายใต้การดูแลของแพทย์
  • การควบคุมโรคประจำตัว: รักษาเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมาย

ข้อควรระวังสำคัญทางการแพทย์: สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดเมื่อค่าตับสูง

  • ห้ามซื้อยาล้างพิษตับหรือสมุนไพรล้างพิษมารับประทานเอง: ปัจจุบันไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่าการล้างพิษตับ (Liver Detox) สามารถรักษาโรคตับได้ ในทางกลับกัน สารสกัดและสมุนไพรเข้มข้นหลายชนิดอาจก่อให้เกิดพิษต่อตับเฉียบพลันและทำให้ตับวายได้
  • การใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) อย่างถูกต้อง: ในผู้ใหญ่ไม่ควรรับประทานเกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน (สำหรับผู้ที่มีปัญหาตับ แพทย์อาจจำกัดไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน) สำหรับในเด็ก ต้องคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด คือ 10 - 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อครั้ง ทุก 4 - 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ ห้ามรับประทานบ่อยกว่าทุก 4 ชั่วโมง และห้ามรับประทานติดต่อกันเกินความจำเป็น
  • ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดโดยเด็ดขาด: การดื่มแอลกอฮอล์แม้ในปริมาณเล็กน้อยจะยิ่งเร่งกระบวนการอักเสบและทำให้เซลล์ตับถูกทำลายอย่างรวดเร็ว
  • ห้ามละเลยการติดตามผล: หากตรวจพบค่าตับสูง ห้ามละเลยโดยคิดว่าไม่มีอาการผิดปกติ การติดตามผลเลือดซ้ำตามนัดของแพทย์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

การป้องกันและการดูแลสุขภาพตับระยะยาว

การปกป้องสุขภาพตับสามารถทำได้ตั้งแต่วันนี้ผ่านการสร้างภูมิคุ้มกันและการดูแลสุขอนามัยที่ถูกต้อง

  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับ: เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ (2 เข็ม ห่างกัน 6 - 12 เดือน) และวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี (3 เข็ม ที่เดือน 0, 1 และ 6) โดยเฉพาะในเด็กและกลุ่มเสี่ยงที่ไม่เคยมีภูมิคุ้มกัน
  • สุขอนามัยการรับประทานอาหาร: ยึดหลัก "สุก ร้อน สะอาด" รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ ดื่มน้ำสะอาดที่ผ่านการกรองหรือต้มสุก เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอและอี
  • การป้องกันการติดต่อทางเลือด: หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยา มีดโกน หรือกรรไกรตัดเล็บร่วมกับผู้อื่น เลือกร้านสักหรือเจาะร่างกายที่ได้มาตรฐานและผ่านการฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์
  • ตรวจสุขภาพและตรวจการทำงานของตับเป็นประจำ: โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคร่วม เช่น เบาหวาน โรคอ้วน หรือมีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคตับหรือมะเร็งตับ

สรุปขั้นตอนปฏิบัติสำหรับผู้ที่ตรวจพบค่าตับสูง (Actionable Patient Checklist)

  1. พบแพทย์เพื่อตรวจยืนยัน: นำผลตรวจเลือดไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินซ้ำและตรวจคัดกรองสาเหตุเพิ่มเติม
  2. สำรวจและหยุดสารตกค้าง: นำยาทุกตัว อาหารเสริม วิตามิน และยาสมุนไพรที่รับประทานอยู่ไปให้แพทย์ตรวจสอบ และหยุดตัวที่ไม่จำเป็นทันที
  3. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 100%: เพื่อเปิดโอกาสให้เซลล์ตับได้พักและฟื้นฟูตัวเอง
  4. ปรับโภชนาการ: ตัดน้ำหวาน ขนม ของทอด เปลี่ยนมารับประทานอาหารสดใหม่ที่มีกากใยสูง
  5. ออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนัก: ตั้งเป้าหมายลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี สัปดาห์ละ 0.5 - 1 กิโลกรัมอย่างต่อเนื่อง
  6. สังเกตอาการอันตราย: หากมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลียมาก ท้องโต หรือสับสน ให้รีบไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอวันนัด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down