เจาะลึกผลตรวจสุขภาพ ตรวจพบค่าตับสูง SGOT และ SGPT คืออะไรและสื่อถึงอะไร
ผลการตรวจสุขภาพประจำปีมักจะเป็นกระจกสะท้อนสุขภาพร่างกายของเราในภาพรวม แต่เมื่อผลตรวจเลือดกลับมาแล้วพบว่ามีตัวเลขที่ผิดปกติ โดยเฉพาะกลุ่มเอนไซม์ตับที่ชื่อว่า SGOT หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า AST (Aspartate Aminotransferase) และ SGPT หรือที่เรียกว่า ALT (Alanine Aminotransferase) มีค่าสูงเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน หลายคนมักจะเกิดความกังวลใจและตั้งคำถามว่าความผิดปกตินี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผมต้องอธิบายก่อนว่าตับเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในช่องท้อง ทำหน้าที่เปรียบเสมือนโรงงานเคมีและศูนย์กลางการเผาผลาญของร่างกาย รวมถึงมีบทบาทในการขับสารพิษออกจากกระแสเลือด เมื่อเซลล์ตับเกิดการอักเสบ บาดเจ็บ หรือถูกทำลาย เยื่อหุ้มเซลล์ของตับจะเกิดความเสียหาย ทำให้เอนไซม์ทั้งสองชนิดนี้รั่วไหลออกมาสู่กระแสเลือด ส่งผลให้เวลาที่เราเจาะเลือดตรวจจึงพบว่าระดับของ SGOT และ SGPT สูงขึ้นกว่าปกติ ซึ่งนี่คือสัญญาณเตือนภัยแรกที่ร่างกายพยายามส่งเสียงบอกเราว่าตับกำลังทำงานหนักหรือกำลังเผชิญกับภาวะผิดปกติบางอย่าง
กลไกการเกิดความเสียหายต่อเซลล์ตับและสาเหตุที่พบบ่อยในปัจจุบัน
การที่ค่า SGOT และ SGPT สูงขึ้นไม่ได้บ่งบอกถึงโรคเพียงโรคเดียว แต่เป็นผลลัพธ์จากกระบวนการทางพยาธิวิทยาที่เซลล์ตับถูกทำลาย โดยทั่วไปแล้ว SGPT จะมีความจำเพาะเจาะจงกับตับมากกว่า SGOT ในขณะที่ SGOT นอกจากจะพบในตับแล้ว ยังพบได้ในกล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อลาย ไต และสมองด้วย ดังนั้นแพทย์จึงต้องวิเคราะห์ร่วมกันทั้งสองตัวเพื่อประเมินความรุนแรงและต้นตอของปัญหา
สาเหตุหลักที่ทำให้ตรวจพบค่าตับสูงในปัจจุบันแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มโรคและพฤติกรรมการใช้ชีวิต ดังนี้
- โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (Non-Alcoholic Fatty Liver Disease - NAFLD): ถือเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ในยุคปัจจุบัน พบได้บ่อยในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน โรคอ้วน ลงพุง โรคเบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง เกิดจากการสะสมของไขมันส่วนเกินในเซลล์ตับจนเกิดการอักเสบ
- การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: แอลกอฮอล์และสารเมตาบอไลต์ของแอลกอฮอล์มีความเป็นพิษต่อเซลล์ตับโดยตรง ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบจากสุรา (Alcoholic Hepatitis) และหากปล่อยไว้เรื้อรังจะนำไปสู่โรคตับแข็ง
- โรคไวรัสตับอักเสบบีและซีเรื้อรัง: การติดเชื้อไวรัสที่ตับทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งบางคนอาจไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่ามีเชื้ออยู่ในร่างกาย
- การใช้ยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และสมุนไพรบางชนิด: ตับเป็นอวัยวะที่ต้องทำหน้าที่เผาผลาญยาและสารเคมี การรับประทานยาแก้ปวดบางชนิดในปริมาณมากเกินไป การใช้ยาชุด ยาสมุนไพร หรืออาหารเสริมที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้เกิดภาวะตับอักเสบจากยา (Drug-Induced Liver Injury) ได้
- โรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune Hepatitis): ภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าใจผิดและเข้าโจมตีเซลล์ตับของตนเอง
- โรคทางพันธุกรรมและความผิดปกติของการสะสมสารบางชนิด: เช่น โรคสะสมธาตุเหล็กเกิน หรือโรควิลสัน
อาการแสดงและสัญญาณเตือนอันตรายเมื่อตับเริ่มมีปัญหา (Red Flag Symptoms)
ในระยะเริ่มต้นที่ค่า SGOT และ SGPT สูงขึ้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เลย หรืออาจมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ รู้สึกไม่สบายท้องบริเวณชายโครงด้านขวา ซึ่งมักถูกมองข้ามว่าเป็นเพียงความเหนื่อยล้าจากการทำงาน
อย่างไรก็ตาม หากปล่อยให้กระบวนการอักเสบรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนตับเริ่มสูญเสียการทำงาน จะเริ่มปรากฏอาการและสัญญาณเตือนอันตรายที่แพทย์เรียกว่า Red Flag Symptoms ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์เฉพาะทางทันที ประกอบด้วย
- อาการตัวเหลือง ตาเหลือง (Jaundice): เกิดจากการสะสมของสารสีน้ำดีในร่างกายเนื่องจากตับไม่สามารถขับออกได้ตามปกติ
- ปัสสาวะมีสีเข้มจัด: มีลักษณะคล้ายสีชาแก่หรือน้ำโคคาโคล่า แม้จะดื่มน้ำในปริมาณมากแล้วก็ตาม
- อุจจาระมีสีซีดลง: มีลักษณะคล้ายสีดินปั้น เกิดจากการอุดตันหรือความผิดปกติของทางเดินน้ำดี
- มีอาการบวมที่ขา ข้อเท้า หรือท้องโตขึ้น (Ascites): เกิดจากภาวะตับแข็งทำให้ความดันในเส้นเลือดดำตับสูงขึ้น และร่างกายสูญเสียโปรตีนอัลบูมิน
- มีอาการคันตามผิวหนังทั่วร่างกาย: เกิดจากการสะสมของเกลือของน้ำดีใต้ผิวหนัง
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีเลือดออกง่ายหรือช้ำง่าย: เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน เนื่องจากตับสร้างสารแข็งตัวของเลือดลดลง
- มีอาการซึม สับสน หรือหมดสติ: ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของภาวะสมองจากโรคตับ (Hepatic Encephalopathy) ถือเป็นภาวะวิกฤตทางแพทย์
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์อย่างละเอียด
เมื่อผลตรวจเลือดพบว่ามีค่า SGOT และ SGPT สูง แพทย์จะไม่ด่วนสรุปวินิจฉัยในทันที แต่จะต้องดำเนินการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อค้นหาต้นตอที่แท้จริง โดยขั้นตอนทางการแพทย์ประกอบด้วย
- การซักประวัติอย่างละเอียด: แพทย์จะสอบถามประวัติการดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยาประจำตัว อาหารเสริม สมุนไพร ประวัติการเจ็บป่วยด้วยโรคไวรัสตับอักเสบในครอบครัว และพฤติกรรมการใช้ชีวิต
- การตรวจเลือดเพิ่มเติม (Specific Blood Tests): เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี ตรวจหาระดับไขมันและน้ำตาลในเลือด ตรวจภูมิคุ้มกันที่จำเพาะต่อโรคตับ และตรวจประเมินการทำงานอื่นๆ ของตับ เช่น ระดับบิลิรูบิน โปรตีนอัลบูมิน และค่าการแข็งตัวของเลือด (PT/INR)
- การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasound): เป็นการตรวจทางรังสีวิทยาที่ไม่เจ็บปวด ช่วยให้แพทย์เห็นขนาดรูปร่างของตับ ภาวะไขมันพอกตับ ก้อนเนื้อในตับ หรือความผิดปกติของท่อน้ำดี
- การตรวจวัดความยืดหยุ่นของตับ (FibroScan): เป็นเทคโนโลยีทันสมัยที่ช่วยประเมินระดับความแข็งของเนื้อตับและปริมาณไขมันสะสมในตับโดยไม่ต้องเจาะเนื้อตับ
- การตัดชิ้นเนื้อตับเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา (Liver Biopsy): ในกรณีที่วินิจฉัยได้ยากหรือต้องการประเมินความรุนแรงของการอักเสบและพังผืดในเนื้อตับอย่างแม่นยำ
วิธีรักษาและการปรับพฤติกรรมเพื่อฟื้นฟูสุขภาพตับ
การรักษาภาวะค่าตับสูงขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ตรวจพบ หากเกิดจากโรคไขมันพอกตับ การรักษาหลักจะไม่ใช่การใช้ยา แต่เป็นการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างจริงจัง แต่หากเกิดจากโรคไวรัสตับอักเสบ แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัสตามความเหมาะสม
แนวทางการดูแลรักษาและปรับพฤติกรรมที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ มีดังนี้
- การปรับเปลี่ยนโภชนาการ: ลดการบริโภคอาหารประเภทแป้งขัดขาว น้ำตาลทราย ขนมหวาน และเครื่องดื่มที่มีรสหวานจัด เลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น อาหารทอด อาหารมัน เนื้อสัตว์ติดมัน และเพิ่มการรับประทานผักสด ผลไม้ที่มีกากใยสูง ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนที่มีไขมันต่ำ เช่น ปลาและเนื้อไก่ส่วนอก
- การควบคุมน้ำหนักตัว: สำหรับผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน การลดน้ำหนักลงประมาณร้อยละห้าถึงสิบของน้ำหนักตัวเริ่มต้นด้วยวิธีที่ค่อยเป็นค่อยไป จะช่วยลดปริมาณไขมันในตับและลดค่าเอนไซม์ตับลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
- การออกกำลังกายสม่ำเสมอ: แนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การเดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ สัปดาห์ละสามถึงห้าครั้ง ครั้งละสามสิบนาทีขึ้นไป ร่วมกับการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
- งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด: ในช่วงที่มีภาวะตับอักเสบ เพื่อเปิดโอกาสให้เซลล์ตับได้ซ่อมแซมตัวเองและป้องกันไม่ให้โรคดำเนินไปสู่ภาวะตับแข็ง
- ความระมัดระวังในการใช้ยา: หลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวด ยาปฏิชีวนะ ยาสมุนไพร หรืออาหารเสริมรับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร และควรแจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้งเกี่ยวกับยาและอาหารเสริมที่ใช้อยู่
การป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพตับในระยะยาว
การดูแลตับให้แข็งแรงอยู่เสมอเป็นเกราะป้องกันโรคเรื้อรังที่ทรงพลัง เราสามารถป้องกันภาวะตับอักเสบและลดความเสี่ยงค่าตับสูงได้ด้วยแนวทางปฏิบัติเหล่านี้
- เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อคัดกรองระดับเอนไซม์ตับและโรคไขมันพอกตับ
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอและบีในกรณีที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน
- รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกัน เช่น มีดโกนหนวด แปรงสีฟัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีผ่านทางกระแสเลือด
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีที่เป็นพิษต่อตับในชีวิตประจำวัน
- ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน
- อย่าตกใจเกินเหตุหากพบว่าค่า SGOT และ SGPT สูงกว่าเกณฑ์เล็กน้อย แต่ห้ามเพิกเฉย
- ปรึกษาแพทย์เพื่อหาสะตุ้นและสาเหตุที่แท้จริงของการอักเสบ
- ตรวจซ้ำตามนัดหมายของแพทย์เพื่อประเมินผลการปรับพฤติกรรม
- ปรับวิถีชีวิต อาหาร และการออกกำลังกายอย่างจริงจัง
- งดแอลกอฮอล์และระมัดระวังการใช้ยาทุกชนิด