ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไข้หวัดใหญ่ต่างจาก RSV ตรงไหน ทำไมคุณพ่อคุณแม่ต้องแยกให้ออกเพื่อชีวิตลูกน้อย

ในยุคที่โรคระบาดในเด็กเล็กมีความรุนแรงและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่คุณพ่อคุณแม่มักได้ยินบ่อยและสร้างความกังวลใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้น โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) และ โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) ทั้งสองโรคนี้มักมีการระบาดในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวเหมือนกัน มีอาการเริ่มต้นที่คล้ายคลึงกันจนแยกได้ยากในระยะแรก แต่ในทางการแพทย์ เชื้อไวรัสทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของกลไกการเกิดโรค ความรุนแรงของอาการ และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ การทำความเข้าใจความแตกต่างและการสังเกตอาการเตือนอย่างทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยปกป้องลูกน้อยจากภาวะวิกฤตที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ทำความรู้จักเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และไวรัสอาร์เอสวี

ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งแบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลักคือเอ (A) และบี (B) เชื้อนี้ติดต่อได้ง่ายผ่านทางการไอ จาม หรือสัมผัสสาร (Mucus) ของผู้ติดเชื้อ โดยไข้หวัดใหญ่มักจะมาพร้อมกับการระบาดตามฤดูกาลและมีความสามารถในการกลายพันธุ์ ทำให้เกิดอาการไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัวอย่างรุนแรง และอ่อนเพลียมาก

ในขณะที่ ไวรัสอาร์เอสวี (RSV) เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจเช่นกัน แต่มีความพิเศษและน่ากลัวกว่าตรงที่ เชื้อนี้มีความสามารถในการกระตุ้นให้เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนปลายเกิดการอักเสบ บวม และมีเสมหะปริมาณมาก โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีอายุน้อยกว่าสองปี ทารกแรกเกิด และเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือโรคปอดเรื้อรัง เชื้อ RSV สามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับสาร secretions ของผู้ป่วยหรือพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่

ไข้หวัดใหญ่ต่างจาก RSV ตรงไหน จุดสังเกตทางการแพทย์

แม้ว่าทั้งไข้หวัดใหญ่และ RSV จะเริ่มต้นด้วยอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น น้ำูกไหล ไอ และเจ็บคอ แต่ลักษณะเด่นและการดำเนินของโรคมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้ครับ

  • ลักษณะของไข้: ไข้หวัดใหญ่มักมีไข้สูงฉับพลัน ไข้ขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว (อาจสูงถึง 39 ถึง 40 องศาเซลเซียส) ร่วมกับอาการหนาวสั่น ปวดศีรษะ และปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง ส่วน RSV มักจะมีไข้ต่ำถึงไข้สูง แต่จุดเด่นคืออาการไอและมีเสมหะจะรุนแรงมากตามมาอย่างรวดเร็ว
  • อาการทางระบบทางเดินหายใจ: ไข้หวัดใหญ่มักมีอาการทางระบบทั่วไปเด่นชัด เช่น อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย เบื่ออาหาร แต่ใน RSV อาการเด่นชัดที่สุดคือการอักเสบของหลอดลมฝอย (Bronchiolitis) ทำให้เด็กมีเสียงหายใจคร่อกแคร็ก หายใจมีเสียงหวีด (Wheezing) และมีเสมหะเหนียวข้นจำนวนมากจนระบายออกยาก
  • กลุ่มเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน: ไข้หวัดใหญ่รุนแรงในทุกกลุ่มอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กที่มีโรคประจำตัว มักพบภาวะแทรกซ้อนเช่นปอดอักเสบจากแบคทีเรียซ้ำซ้อน กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ส่วน RSV จะอันตรายที่สุดในเด็กเล็กและทารก โดยมักทำให้เกิดภาวะหลอดลมฝอยอักเสบและปอดบวม (Pneumonia) ซึ่งทำให้เด็กเหนื่อยหอบรุนแรง

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ภาวะวิกฤตที่ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด

เมื่อเด็กติดเชื้อไข้หวัดใหญ่หรือ RSV คุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนอันตรายเหล่านี้ ถือเป็นภาวะวิกฤตทางการแพทย์ที่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที ห้ามรอให้รุ่งเช้าหรือรอดูอาการอยู่ที่บ้านเด็ดขาดครับ

  • ไข้สูงไม่ยอมลด: ไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียสต่อเนื่องนานกว่า 3 วัน หรือไข้ที่ลดลงแล้วกลับสูงขึ้นอีกอย่างรวดเร็ว
  • อาการซึมลง: เด็กไม่ยอมตื่นมาเล่น ซึม ปลุกตื่นยาก ไม่สบตา หรือมีพฤติกรรมผิดปกติไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด
  • หายใจหอบเหนื่อยและหายใจลำบาก: สังเกตจากการหายใจเร็วผิดปกติ หายใจจนอกบุ๋ม (Chest Indrawing) ซี่โครงบาน ท้องกระเพื่อมแรง หรือเวลาหายใจมีเสียงดังหวีดหรือเสียงคร่อกแคร็กชัดเจน
  • ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง: เด็กไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะลดลงมาก (ไม่มีปัสสาวะนานเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง) ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา และกระหม่อมยุ๋บลงในเด็กทารก
  • อาการชัก: มีอาการชักเกร็ง กระตุก หรือหมดสติ ซึ่งอาจเกิดจากไข้สูงจัด (Febrile Seizure) หรือภาวะแทรกซ้อนทางสมอง
  • ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเขียวคล้ำ: บ่งบอกถึงภาวะพร่องออกซิเจนในเลือด (Cyanosis) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินวิกฤตขั้นสูงสุด
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้เด็กรับประทานเองอย่างเด็ดขาด เนื่องจากไข้หวัดใหญ่และ RSV เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษา และอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาที่เป็นอันตรายในอนาคต นอกจากนี้ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาด เพราะเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการรายส์ (Reye Syndrome) ซึ่งอาจทำให้ตับและสมองวายถึงขั้นเสียชีวิตได้

วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดและตรวจร่างกาย ฟังเสียงปอด หากสงสัยว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่หรือ RSV แพทย์อาจพิจารณาทำการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมด้วยชุดตรวจหาเชื้อไวรัสทางจมูก (Rapid Antigen Test) ซึ่งใช้เวลาไม่นานเพื่อให้ทราบผลและให้การรักษาที่ตรงจุด

การรักษาจะแบ่งตามความรุนแรงของโรค ดังนี้ครับ

  • การรักษาแบบประคับประคอง: ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง (10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง) การเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่น การดูดน้ำมูกและพ่นยาขยายหลอดลมหรือล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเพื่อช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น รวมถึงการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำหากเด็กมีภาวะขาดน้ำ
  • การรักษาด้วยยาต้านไวรัส: ในกรณีของไข้หวัดใหญ่ หากมาพบแพทย์ภายใน 48 ชั่วโมงแรก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส เช่น โอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) เพื่อช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเจ็บป่วย ส่วน RSV ปัจจุบันยังไม่มีat antiviral เฉพาะสำหรับเด็กทั่วไป การรักษาจึงเป็นการประคับประคองตามอาการและจัดการกับภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด
คำแนะนำจากคุณหมอ: การดูแลลูกน้อยที่ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาสมดุลของน้ำในร่างกายและการระบายเสมหะ หากลูกมีเสมหะมากจนอาเจียนหรือหายใจไม่สะดวก คุณพ่อคุณแม่ควรพามาพบแพทย์เพื่อให้กุมารแพทย์ช่วยพ่นยาและเคาะปอดระบายเสมหะอย่างถูกวิธี ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะปอดอักเสบรุนแรงได้เป็นอย่างดี

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่และ RSV สามารถทำได้โดยการสร้างสุขอนามัยที่ดีและการรับวัคซีนป้องกันโรค

  • การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่: แนะนำให้ฉีดเป็นประจำทุกปีในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป รวมถึงคนในครอบครัวและผู้ดูแลใกล้ชิดเด็ก เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่และลดความรุนแรงของโรค
  • การล้างมือและทำความสะอาด: ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาดของโรค
  • การสวมหน้ากากอนามัย: ฝึกให้เด็กสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องออกนอกบ้านหรืออยู่ในที่สาธารณะ
  • การทำความสะอาดของเล่น: หมั่นทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวสัมผัสร่วมกันด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออยู่เสมอ

เช็คลิสต์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ในการประเมินความเร่งด่วน

เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วเมื่อลูกน้อยป่วย ขอให้ใช้แนวทางปฏิบัตินี้ในการประเมินสถานการณ์

  • ประเมินระดับความไข้: หากไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียสและไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้ ร่วมกับเด็กซึมลง ไม่ยอมดื่มนม ให้เตรียมตัวพาไปโรงพยาบาลทันที
  • สังเกตลักษณะการหายใจ: หากมีอาการหายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม หรือมีเสียงหายใจผิดปกติ ห้ามรอให้ครบ 3 วันเด็ดขาด ให้รีบนำส่งห้องฉุกเฉินทันที
  • จัดการอาการเบื้องต้นอย่างถูกต้อง: ให้ยาลดไข้ตามน้ำหนัก เช็ดตัวลดไข้ และให้จิบน้ำเกลือแร่บ่อยๆ แต่หากอาการไม่ดีขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมงควรพบแพทย์เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down