ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เตือนภัยพ่อแม่! ลูกโดนหอมแก้มติดเชื้อไวรัส RSV ลงปอดจนต้องเข้า ICU: แนวทางการใช้ยา ขนาดยาที่ถูกต้อง และข้อควรระวังสำคัญทางการแพทย์

การแสดงความรักต่อลูกน้อยด้วยการหอมแก้มหรือกอดจูบ เป็นสิ่งที่พ่อแม่และคนในครอบครัวปฏิบัติกันเป็นประจำ แต่รู้หรือไม่ว่าพฤติกรรมความรักที่แสนอบอุ่นนี้ อาจนำพาโรคร้ายมาสู่เด็กทารกและเด็กเล็กโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสร้ายที่ก่อให้เกิดโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างในเด็กเล็ก จนนำไปสู่ภาวะปอดอักเสบ หอบเหนื่อยรุนแรง และบางรายต้องเข้ารับการรักษาตัวในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) บทความฉบับนี้จะมาตีแผ่เรื่องราวความน่ากลัวของไวรัสชนิดนี้ พร้อมแนวทางการใช้ยา ขนาดยาที่ถูกต้องตามหลักกุมารเวชศาสตร์ และข้อควรระวังที่พ่อแม่ทุกคนต้องรู้เพื่อปกป้องลูกรัก

ทำความรู้จักไวรัสอาร์เอสวี (RSV) และความรุนแรงที่คาดไม่ถึง

ไวรัสอาร์เอสวี (RSV) เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่จะแพร่ระบาดได้ดีเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว เชื้อนี้ติดต่อได้ง่ายมากผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสาร secretions น้ำมูก น้ำลายของผู้ติดเชื้อ รวมถึงการสัมผัสพื้นผิวสิ่งของที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อนอยู่

สำหรับเด็กโตหรือผู้ใหญ่ หากได้รับเชื้อ RSV มักจะมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น น้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ และสามารถหายได้เอง แต่สำหรับทารกแรกเกิด ทารกคลอดก่อนกำหนด และเด็กเล็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคปอดเรื้อรัง หรือเด็กที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เชื้อไวรัสนี้จะมีความรุนแรงสูงมาก เนื่องจากหลอดลมขนาดเล็กของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ เมื่อติดเชื้อจะทำให้เกิดเสมหะปริมาณมาก หลอดลมตีบตัน และลุกลามลงสู่เนื้อปอดจนเกิดภาวะปอดอักเสบ (Pneumonia) หรือ bronchiolitis ซึ่งอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

อาการสำคัญและลำดับการดำเนินของโรคที่ต้องสังเกต

การสังเกตอาการของลูกน้อยอย่างใกล้ชิดในระยะเริ่มต้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยชีวิตเด็ก โดยโรคติดเชื้อ RSV จะมีลำดับอาการและพัฒนาการดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น (วันที่หนึ่งถึงวันที่สาม): เด็กจะมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา เริ่มจากมีไข้ต่ำๆ หรือไข้สูง น้ำมูกใส ไอ จาม เจ็บคอ และเบื่ออาหาร
  • ระยะลุกลามและเด่นชัด (วันที่สี่ถึงวันที่เจ็ด): อาการไอจะรุนแรงมากขึ้น ไอถี่ ไอจนอาเจียน หายใจมีเสียงครืดคราดหรือเสียงหวีด (Wheezing) หายใจเร็ว หายใจแรงจนชายโครงบุ๋มหรืออกบุ๋ม เด็กจะเริ่มซึม ไม่ยอมดูดนม หรือไม่ยอมดื่มน้ำ
  • ระยะฟื้นตัว: หากเด็กมีภูมิคุ้มกันที่ดีและได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาการจะเริ่มดีขึ้นภายในเจ็ดถึงสิบวัน แต่อาการไออาจหลงเหลืออยู่ได้อีกระยะหนึ่ง

สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีอาการเหล่านี้ ห้ามรอสังเกตอาการที่บ้านเด็ดขาด ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลหรือห้องฉุกเฉินทันที เพราะเด็กอาจอยู่ในภาวะหายใจล้มเหลวและช็อกจากการขาดน้ำ
  • หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง หายใจลำบาก หายใจใช้กล้ามเนื้อหน้าอกช่วยจนอกบุ๋มหรือไหปลาร้าบุ๋ม
  • ริมฝีปาก ปลายมือ ปลายเท้าเขียวคล้ำ (Cyanosis) อันเนื่องมาจากร่างกายขาดออกซิเจน
  • ซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ตอบสนองต่อสิ่งรอบตัว
  • ปฏิเสธการดื่มนมหรือน้ำอย่างสิ้นเชิง อาเจียนทุกครั้งที่รับประทานอาหาร
  • ปัสสาวะน้อยลงมาก หรือไม่มีปัสสาวะเลยนานเกินหกถึงแปดชั่วโมง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของภาวะขาดน้ำรุนแรง
  • ไข้สูงมากและไม่ยอมลดลงเลยแม้จะเช็ดตัวและทานยาลดไข้แล้วก็ตาม

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์โดยกุมารแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการประเมินอาการอย่างละเอียด โดยมีขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามประวัติการป่วย อาการเริ่มต้น ประวัติการสัมผัสผู้ป่วยโรคหวัด และทำการตรวจฟังเสียงปอดและหัวใจอย่างละเอียดเพื่อประเมินความรุนแรงของการหายใจ
  • การตรวจหาเชื้อไวรัส (RSV Rapid Antigen Test): เป็นการใช้อุปกรณ์ก้านสำลีกวาดเก็บสารคัดหลั่งบริเวณโพรงจมูก (Nasal Swab) เพื่อนำมาตรวจหาโปรตีนของเชื้อไวรัส RSV ทราบผลได้รวดเร็วภายในสิบห้าถึงสามสิบนาที
  • การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray): เพื่อตรวจสอบว่าเชื้อไวรัสลุกลามลงปอดจนเกิดภาวะปอดอักเสบ หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่น เช่น ถุงลมโป่งพอง หรือปอดแฟบหรือไม่
  • การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ: เพื่อประเมินภาวะการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หรือตรวจสอบสมดุลของเกลือแร่ในร่างกายกรณีที่เด็กมีอาการขาดน้ำ

วิธีดูแลรักษาและการใช้ยาตามหลักกุมารเวชศาสตร์

ปัจจุบันโรคติดเชื้อไวรัส RSV ยังไม่มีการใช้ยาต้านไวรัสเฉพาะเจาะจงที่เป็นมาตรฐานทั่วไปสำหรับการรักษาเด็กทุกคน การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ (Supportive Care) เป็นหลัก ร่วมกับการดูแลระบบทางเดินหายใจอย่างใกล้ชิด

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาตามอาการ

  • ยากลลดไข้และบรรเทาปวด: ใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เมื่อเด็กมีไข้สูง
  • ยากลุ่มขยายหลอดลมและพ่นยา: ในเด็กที่มีอาการหลอดลมตีบตันและหายใจมีเสียงวีด กุมารแพทย์จะพิจารณาให้ยาขยายหลอดลม (Bronchodilator) ผ่านเครื่องพ่นละอองยา เพื่อช่วยให้หลอดลมคลายตัวและหายใจได้โล่งขึ้น
  • น้ำเกลือพ่นหรือหยอดจมูก: ใช้สารละลายน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline Solution) หยอดหรือพ่นจมูก เพื่อช่วยละลายน้ำมูกเหนียวข้น ทำให้การดูดน้ำมูกออกทำได้ง่ายขึ้น
  • ยาละลายเสมหะ: แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาละลายเสมหะตามความเหมาะสมของอาการแต่ละราย
  • ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย): ไวรัส RSV ไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ แพทย์จะจ่ายยาปฏิชีวนะก็ต่อเมื่อพบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เช่น หูชั้นกลางอักเสบ หรือปอดอักเสบจากแบคทีเรียเท่านั้น ห้ามซื้อรับประทานเองเด็ดขาด

ขนาดยาและวิธีใช้อย่างปลอดภัย

คำแนะนำจากคุณหมอเรื่องขนาดยาพาราเซตามอล:

ขนาดยาพาราเซตามอลสำหรับเด็กที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุดคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อครั้ง สามารถให้รับประทานทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เฉพาะเวลาที่มีไข้หรือปวดเท่านั้น ห้ามให้ถี่กว่าทุก 4 ชั่วโมง และห้ามให้เกิน 5 ครั้งใน 24 ชั่วโมง พ่อแม่ควรคำนวณตามน้ำหนักตัวจริงของเด็ก ไม่ควรคาดคะเนจากอายุ และควรใช้ช้อนชาหรือไซริงค์ตวงยาที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์ทุกครั้ง

ข้อควรระวังสำคัญและยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาด

ความผิดพลาดในการดูแลเด็กป่วยโรคระบบทางเดินหายใจอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นพ่อแม่ต้องระมัดระวังสิ่งเหล่านี้อย่างเคร่งครัด

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กเด็ดขาด: การใช้ยาแอสไพรินในเด็กที่ป่วยเป็นโรคติดเชื้อไวรัส อาจเหนี่ยวนำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซีนด์ (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะสมองบวมและตับวายเฉียบพลันที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก
  • ระวังการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): ควรปรึกษากุมารแพทย์ก่อนใช้ยาไอบูโพรเฟนทุกครั้ง โดยเฉพาะในเด็กที่มีภาวะขาดน้ำ อาเจียนมาก หรือมีความเสี่ยงโรคไข้เลือดออก เนื่องจากอาจทำให้เกิดเลือดออกในทางเดินอาหารหรือส่งผลกระทบต่อการทำงานของไตได้
  • ห้ามซื้อยาแก้ไอ ยาแก้แพ้ หรือยาปฏิชีวนะให้เด็กกินเอง: ยาแก้ไอหลายชนิดในเด็กเล็กอาจไปกดการไอ ทำให้เด็กไม่สามารถขับเสมหะออกมาได้ ส่งผลให้เสมหะอุดตันทางเดินหายใจและอาการแย่ลง ส่วนยาปฏิชีวนะไม่มีผลต่อเชื้อไวรัส และการใช้พร่ำเพรื่อจะสร้างปัญหาเชื้อดื้อยา
  • ห้ามให้ยากล่อมประสาทหรือยานอนหลับ: เพื่อให้เด็กสงบ ห้ามใช้ยานอนหลับเด็ดขาด เพราะจะทำให้เด็กซึม ประเมินอาการทางระบบประสาทไม่ได้ และกดการหายใจจนเป็นอันตรายถึงชีวิต

การพยาบาลและการดูแลรักษาความสะอาดที่บ้าน

การดูแลเด็กป่วยโรค RSV ที่บ้านอย่างถูกวิธี จะช่วยลดความรุนแรงของโรคและช่วยให้เด็กฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

  • การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่น (ไม่ใช่ น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง) บิดหมาด เช็ดบริเวณหน้า ซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ และลำตัว เพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย ร่วมกับการรับประทานยาลดไข้ตามขนาดที่แพทย์กำหนด
  • การให้น้ำเกลือแร่ (ORS) และนม: ส่งเสริมให้เด็กดื่มนมแม่ น้ำอุ่น หรือสารละลายเกลือแร่บ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และช่วยให้เสมหะมีความเหลวขึ้น ขับออกได้ง่าย
  • การทำความสะอาดโพรงจมูก: ใช้น้ำเกลือหยอดจมูกและใช้ลูกยางแดงหรือเครื่องดูดน้ำมูกเคลียร์ทางเดินหายใจก่อนมื้อนมและก่อนนอน เพื่อให้เด็กดูดนมและหายใจได้สะดวก
  • การจัดท่านอน: ให้เด็กนอนหนุนหมอนสูงเล็กน้อยเพื่อช่วยให้หายใจโล่งขึ้น แต่สำหรับทารกแรกเกิดถึงหนึ่งขวบ ควรระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยในการนอนเพื่อป้องกันภาวะไหลตายในเด็ก (SIDS)

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

เนื่องจากโรคติดเชื้อ RSV สามารถกลับมาติดซ้ำได้อีกแม้ว่าเด็กจะเคยป่วยมาแล้ว การป้องกันจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการปกป้องลูกน้อย

  • งดการหอมแก้มและกอดจูบเด็กเล็ก: โดยเฉพาะจากบุคคลภายนอกหรือผู้ที่มีอาการป่วยทางเดินหายใจ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก เช่น ห้างสรรพสินค้าในช่วงที่มีการระบาด
  • ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ: พ่อแม่และผู้ดูแลต้องล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งก่อนสัมผัสตัวเด็ก หรือเตรียมอาหารให้เด็ก
  • ทำความสะอาดของเล่นและสิ่งแวดล้อม: หมั่นทำความสะอาดของเล่นเด็ก พื้นผิวโต๊ะ เตียง และสิ่งของเครื่องใช้ด้วยน้ำยาทำความสะอาดหรือน้ำยาฆ่าเชื้อเป็นประจำ
  • การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่: นมแม่มีสารภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ (Antibodies) ที่ช่วยปกป้องทารกจากการติดเชื้อทางเดินหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การฉีดแอนติบอดี้สร้างภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Monoclonal Antibody): ในปัจจุบันมีนวัตกรรมทางการแพทย์สำหรับการป้องกันไวรัส RSV ในกลุ่มเด็กทารกกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ทารกคลอดก่อนกำหนด โดยการฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเพื่อป้องกันการติดเชื้อรุนแรง ซึ่งควรปรึกษากุมารแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม
สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่: โรคติดเชื้อไวรัส RSV จากการหอมแก้มไม่ใช่เรื่องไกลตัวและมีความรุนแรงถึงชีวิตได้ การสังเกตอาการหายใจหอบเหนื่อย การใช้ยาพาราเซตามอลในขนาดที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว และการหลีกเลี่ยงยาอันตราย เช่น แอสไพรินและยาปฏิชีวนะ จะช่วยให้ลูกน้อยปลอดภัยจากภาวะวิกฤต หากพบสัญญาณอันตรายต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down