ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เตือนภัยพ่อแม่! ลูกโดนหอมแก้มติดเชื้อไวรัส RSV ลงปอดจนต้องเข้า ICU: เช็กอาการสำคัญและแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้อง

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินหายใจในเด็ก สิ่งหนึ่งที่พบเจอได้บ่อยและสร้างความวิตกกังวลให้กับคุณพ่อคุณแม่มากที่สุดคือ การที่ทารกหรือเด็กเล็กมีอาการป่วยรุนแรงจากการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี หรือที่รู้จักกันในทางการแพทย์ว่า Respiratory Syncytial Virus (RSV) หลายครอบครัวมักพบว่าลูกน้อยติดเชื้อนี้เพียงเพราะมีผู้ใหญ่มาหอมแก้ม อุ้ม หรือสัมผัสใกล้ชิดโดยไม่ได้ล้างมือให้สะอาดก่อน ไวรัสชนิดนี้มีความร้ายแรงมากในเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่าสองปี เนื่องจากหลอดลมฝอยยังมีขนาดเล็กและระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ เมื่อติดเชื้อจึงมีโอกาสลุกลามลงสู่ปอด เกิดภาวะหลอดลมฝอยอักเสบ ปอดอักเสบ และในเคสที่รุนแรงอาจต้องเข้ารับการรักษาตัวในห้องวิกฤต (ICU) เพื่อใส่เครื่องช่วยหายใจ

สถานการณ์การแพร่ระบาดและกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

ไวรัสอาร์เอสวีเป็นเชื้อโรคที่ติดต่อได้ง่ายมากผ่านทางสาร secretions เช่น น้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ติดเชื้อ โดยเชื้อสามารถแพร่กระจายผ่านการไอ จาม หรือการสัมผัสโดยตรงผ่านมือและสิ่งของที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน ในประเทศไทยเชื้อนี้สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่จะระบาดมากเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว

กลุ่มเสี่ยงที่หากติดเชื้อแล้วจะมีอาการรุนแรงมากกว่าเด็กทั่วไป ได้แก่:

  • ทารกแรกเกิดและทารกคลอดก่อนกำหนด
  • เด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคปอดเรื้อรัง หรือโรคหอบหืด
  • เด็กที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • เด็กที่มีภาวะทุพโภชนาการ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคเมื่อไวรัส RSV เข้าสู่ร่างกาย

เมื่อเด็กรับเชื้อไวรัส RSV เข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูก ตา หรือปาก เชื้อจะเดินทางไปเกาะติดและทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนปลาย ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบอย่างรุนแรง ร่างกายจะตอบสนองด้วยการสร้างเสมหะและเมือกออกมาจำนวนมาก ประกอบกับเซลล์เยื่อบุที่หลุดลอกลงไปอุด and ทางเดินหายใจ ส่งผลให้ลมหายใจเข้าผ่านได้สะดวก แต่ลมหายใจออกถูกกั้นไว้ ทำให้เกิดภาวะลมค้างในปอด (Air trapping) เด็กจึงต้องใช้กล้ามเนื้อหายใจมากขึ้น หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีด (Wheezing) และถ้ารุนแรงมากออกซิเจนในเลือดจะลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว

อาการแสดงสำคัญและลำดับการดำเนินของโรค

การสังเกตอาการในระยะเริ่มต้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากโรคนี้ในช่วงวันแรกจะมีอาการคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา ทำให้พ่อแม่หลายท่านชะล่าใจ

อาการในระยะแรก (วันที่ 1 ถึง 3)

  • มีไข้ (บางรายอาจไม่มีไข้สูงแต่มีไข้ต่ำๆ)
  • น้ำมูกใสไหล
  • ไอ จาม เจ็บคอ
  • ซึมลงเล็กน้อย หรือรับประทานนมได้น้อยลง

อาการในระยะลุกลาม (วันที่ 4 ถึง 7)

  • ไอถี่และรุนแรงมากขึ้น ไอจนอาเจียนหรือหน้าดำหน้าแดง
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว หายใจมีเสียงดังหวีด
  • หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม ท้องบุ๋ม หรือปีกจมูกบาน
  • ในเด็กเล็กอาจมีภาวะหยุดหายใจเป็นช่วงสั้นๆ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายขั้นวิกฤต
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที (Red Flag Symptoms): หากเด็กมีอาการหายใจหอบเหนื่อยจนอกบุ๋ม ท้องกระเพื่อมแรง ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเขียวคล้ำ ซึมมากปลุกไม่ค่อยตื่น ไม่ยอมดื่มน้ำหรือนมเลยจนปัสสาวะน้อยลงหรือไม่มีปัสสาวะนานเกิน 6 ชั่วโมง หรือมีอาการชัก พ่อแม่ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดวัน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดร่วมกับการตรวจร่างกาย ฟังเสียงปอดเพื่อหาเสียงผิดปกติ นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการตรวจวินิจฉัยที่รวดเร็วและแม่นยำ ได้แก่ การตรวจหาเชื้อไวรัส RSV ด้วยวิธี Rapid Antigen Test จากการป้ายน้ำมูกในโพรงจมูก (Nasopharyngeal Swab) ร่วมกับการเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อประเมินว่ามีการติดเชื้อลุกลามลงปอดหรือมีภาวะปอดอักเสบแทรกซ้อนหรือไม่ รวมถึงการตรวจเลือดเพื่อดูระดับเม็ดเลือดขาวและเกลือแร่ในร่างกาย

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

โรคติดเชื้อไวรัส RSV ในปัจจุบันยังไม่มีon-specific antiviral drug หรือยาต้านไวรัสเฉพาะเจาะจงที่ใช้รักษาโดยตรง หลักการรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายเด็กสามารถสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อโรคได้เอง

  • การให้ออกซิเจนและการช่วยหายใจ: ในกรณีที่เด็กมีภาวะพร่องออกซิเจนหรือเหนื่อยมาก แพทย์จะให้ออกซิเจนเสริมผ่านทางสายจมูก หรือหากรุนแรงมากอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU)
  • การพ่นยาขยายหลอดลมและน้ำเกลือ: เพื่อช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น ลดอาการหอบเหนื่อย
  • การดูดเสมหะ: เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมากในเด็กเล็กที่ไม่สามารถขับเสมหะออกเองได้ การพ่นน้ำเกลือร่วมกับการดูดเสมหะช่วยลดการอุดตันในทางเดินหายใจ
  • การให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ: ในเด็กที่ไม่สามารถกินนมหรือน้ำได้เองเนื่องจากหอบเหนื่อย หรือมีภาวะขาดน้ำ
คำแนะนำจากคุณหมอสำหรับการดูแลที่บ้าน (สำหรับเคสอาการน้อย): ให้เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้องอย่างถูกวิธี ให้เด็กดื่มน้ำอุ่นหรือนมในปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้งเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และช่วยให้เสมหะไม่เหนียวข้นจนเกินไป สามารถใช้ลูกยางแดงหรือเครื่องดูดน้ำมูกแบบพกพาช่วยเคลียร์ทางเดินหายใจก่อนมื้อนมและก่อนนอน

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้เด็กกินเอง: เนื่องจากสาเหตุของโรคมาจากไวรัส ไม่ใช่แบคทีเรีย การให้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นนอกจากจะไม่ช่วยรักษาแล้วยังทำให้เกิดเชื้อดื้อยา
  • ระวังการใช้ยาลดไข้: ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาดเพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต สำหรับยาพาราเซตามอลต้องใช้ในขนาดยาที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัวเท่านั้น คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ และห้ามใช้ยาแก้ไอหรือยาลดน้ำมูกบางชนิดในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปีโดยไม่มีคำสั่งแพทย์

วิธีป้องกันและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันระยะยาว

เนื่องจากเด็กที่เคยติดเชื้อไวรัส RSV แล้วสามารถกลับมาติดซ้ำได้อีก การป้องกันการรับเชื้อจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุด

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ ทั้งตัวผู้ใหญ่และเด็ก
  • งดให้บุคคลภายนอกหรือผู้ที่ไม่ใช่คนในครอบครัวใกล้ชิดมาหอมแก้ม จูบ หรือสัมผัสเด็กเล็กโดยไม่จำเป็น
  • ทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวสัมผัสบ่อยๆ ด้วยน้ำยาทำความสะอาดทั่วไป
  • หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก เช่น ห้างสรรพสินค้าในช่วงที่มีการระบาด
  • สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เนื่องจากในนมแม่มีสารภูมิต้านทาน (Antibodies) ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติให้กับทารก
  • ในกลุ่มเด็กทารกที่มีความเสี่ยงสูงมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ฉีดแอนติบอดีเสริมสร้างภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Palivizumab) เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ในช่วงฤดูระบาด

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ (Parent Actionable Checklist)

  • กฎเหล็กอันดับแรก: ห้ามให้ใครมาหอมแก้มลูกน้อยเด็ดขาดหากยังไม่ได้ล้างมือและทำความสะอาดร่างกาย
  • หมั่นสังเกตอาการหวัดในเด็กเล็กอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงวันที่ 3 ถึง 5 ของอาการป่วย
  • หากลูกเริ่มมีอาการไอถี่ หอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม หรือซึมลง ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาแก้ไอแรงๆ ให้เด็กกินเองเด็ดขาด
  • รักษาความสะอาดของบ้าน ล้างมือบ่อยๆ และสวมหน้ากากอนามัยหากคนในบ้านมีอาการป่วย
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down