ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความสำคัญและภาพรวมของโรคระบบทางเดินหายใจในเด็กจากเชื้อไวรัส RSV และ HMPV

โรคระบบทางเดินหายใจในเด็กถือเป็นปัญหาสุขภาพอันดับต้นๆ ที่สร้างความวิตกกังวลให้กับคุณพ่อคุณแม่ทั่วโลก โดยเฉพาะการติดเชื้อไวรัสเรสพิราตอรี่ซินไซเทียล (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) และเชื้อไวรัสฮิวแมนเมทาพิวโมไวรัส (Human Metapneumovirus หรือ HMPV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสสำคัญที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนต้นและส่วนล่าง ทั้งในทารก เด็กเล็ก และเด็กที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เชื้อไวรัสทั้งสองชนิดนี้มีความสามารถในการแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน ทำให้เกิดการระบาดได้ง่ายในโรงเรียนอนุบาล สถานรับเลี้ยงเด็ก และในชุมชนแออัด

ในทางการแพทย์ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะอาการ แนวทางการรักษาด้วยยาที่ถูกต้อง ขนาดยาที่เหมาะสมตามน้ำหนักตัว รวมถึงข้อควรระวังและยาอันตรายที่ห้ามซื้อให้เด็กทานเองเด็ดขาด ถือเป็นเกราะป้องกันชีวิตที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยลดความรุนแรงของโรค ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต และช่วยให้เด็กฟื้นตัวกลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงได้อย่างปลอดภัย

สาเหตุ กลไกการเกิดโรค และปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง

เชื้อไวรัส RSV และ HMPV มีกลไกการก่อโรคที่คล้ายคลึงกัน โดยเมื่อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุจมูก ตา หรือปาก เชื้อจะเดินทางเข้าสู่เซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจและเริ่มกระบวนการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และมีการสร้างสารคัดหลั่งหรือเสมหะปริมาณมากในหลอดลมขนาดเล็ก (Bronchioles) ซึ่งในเด็กเล็กโดยเฉพาะทารกที่มีขนาดหลอดลมเล็กแคบอยู่แล้ว สารคัดหลั่งเหล่านี้จะไปอุดกั้นทางเดินหายใจ ทำให้เกิดภาวะลมค้างในปอด หายใจลำบาก และเกิดเสียงหวีด (Wheezing) ได้ง่าย

คำแนะนำจากคุณหมอ: เด็กกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดอาการรุนแรง ได้แก่ ทารกคลอดก่อนกำหนด เด็กที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เด็กที่มีโรคปอดเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด (Asthma) หรือโรคบีพีดี (Bronchopulmonary Dysplasia) และเด็กที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง กลุ่มเหล่านี้หากติดเชื้อ RSV หรือ HMPV มักต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด

อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินโรค

การสังเกตอาการในแต่ละระยะของโรคจะช่วยให้ผู้ดูแลสามารถประเมินความรุนแรงและพาเด็กพบแพทย์ได้อย่างทันท่วงที โดยทั่วไปโรคจะมีลำดับการดำเนินอาการดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น (วันที่หนึ่งถึงวันที่สาม): เด็กจะมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา ได้แก่ มีน้ำใสไหล คัดจมูก ไอเล็กน้อย เจ็บคอ และอาจมีไข้ต่ำถึงไข้สูง
  • ระยะลุกลาม (วันที่สี่ถึงวันที่เจ็ด): อาการไอจะรุนแรงมากขึ้น ไอถี่ ไอมีเสมหะ เสียงแหบ หายใจเร็ว หายใจแรง หายใจมีเสียงหวีด หรือซี่โครงยุบเวลาหายใจ เด็กบางรายอาจมีอาการอาเจียนหลังไอเนื่องจากมีเสมหะเหนียวข้น
  • ระยะฟื้นตัว (สัปดาห์ที่สองเป็นต้นไป): อาการไอและน้ำมูกจะค่อยๆ ลดลง ร่างกายเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันและฟื้นตัว แต่ในเด็กบางรายอาการไออาจหลงเหลืออยู่ได้นานถึงสองสัปดาห์

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

หากเด็กมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณอันตรายขั้นวิกฤตที่ห้ามรอสังเกตอาการที่บ้านเด็ดขาด ต้องรีบนำส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที

  • ไข้สูงมากเกินสามวัน หรือไข้ไม่ยอมลดแม้จะให้ยาลดไข้และเช็ดตัวแล้ว
  • หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง หายใจแรงจนหน้าอกบุ๋ม ไหปลาร้าบุ๋ม หรือปีกจมูกบานเวลาหายใจ
  • ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) ซึ่งแสดงถึงภาวะขาดออกซิเจน
  • ซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือมีอาการชัก
  • ปฏิเสธการดื่มน้ำ นม หรืออาหาร จนเกิดภาวะขาดน้ำ (ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่มีปัสสาวะนานเกินหกชั่วโมง)

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงสถานพยาบาล กุมารแพทย์จะดำเนินการวินิจฉัยโรคอย่างละเอียด ดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามประวัติการป่วย อาการเริ่มต้น ประวัติการสัมผัสผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ และใช้เครื่องฟังตรวจเสียงปอดเพื่อประเมินความรุนแรงของการอักเสบในทางเดินหายใจ
  • การตรวจหาเชื้อไวรัสจำเพาะ (Rapid Antigen Test): ในกรณีที่จำเป็น แพทย์อาจพิจารณาทำป้ายจมูก (Nasopharyngeal Swab) เพื่อตรวจหาแอนติเจนของเชื้อไวรัส RSV หรือ HMPV ช่วยให้การวินิจฉัยมีความแม่นยำสูง
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการและภาพถ่ายรังสี: อาจมีการเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบ (Pneumonia) หรือภาวะปอดแฟบ และการตรวจเลือดเพื่อดูระดับเม็ดเลือดขาวและความสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย

วิธีดูแลรักษาและการใช้ยาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคติดเชื้อ RSV และ HMPV ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ (Supportive Care) เนื่องจากยังไม่มีไวรัสเฉพาะเจาะจงที่ทำลายเชื้อไวรัสโดยตรง การใช้ยาจึงต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

  • การใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol): สำหรับเด็กที่มีไข้สูง สามารถให้รับประทานยาพาราเซตามอลได้ตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง คือ สิบถึงสิบหิวมิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง เมื่อมีไข้ ห้ามให้ติดต่อกันเกินขนาดเด็ดขาด
  • การพ่นยาขยายหลอดลมและการพ่นน้ำเกลือ: ในเด็กที่มีอาการหลอดลมตีบ มีเสียงหวีด หรือมีเสมหะเหนียวข้นมาก แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาพ่นขยายหลอดลม (Bronchodilator) หรือพ่นน้ำเกลือความเข้มข้นสูง (Hypertonic Saline) เพื่อช่วยละลายเสมหะและเปิดทางเดินหายใจให้โล่งขึ้น
  • การดูดเสมหะ (Suction): ในทารกและเด็กเล็กที่ไม่สามารถไอขับเสมหะเองได้ การดูดเสมหะทางจมูกและลำคอโดยบุคลากรทางการแพทย์จะช่วยลดอาการหอบเหนื่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อควรระวังสำคัญและยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาด

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ให้เด็กรับประทานเองเด็ดขาด เนื่องจากยาปฏิชีวนะใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัส RSV และ HMPV ได้ การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อจะส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยาและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเด็ก นอกจากนี้ ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กที่มีไข้เด็ดขาด เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซีนด์ (Reye's Syndrome) ซึ่งรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต และควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ไอผสมสารกดอาการไอที่ทำให้เสเหนียวข้นขึ้นในเด็กเล็ก

การดูแลและพยาบาลเด็กป่วยที่บ้านอย่างถูกวิธี

หากเด็กมีอาการไม่รุนแรงและแพทย์อนุญาตให้รักษาตัวที่บ้าน ผู้ดูแลสามารถปฏิบัติได้ตามคำแนะนำดังนี้

  • การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดตามซอกพับ หน้าผาก และลำตัว เพื่อช่วยระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัวและไข้สูงขึ้นกว่าเดิม
  • การให้น้ำและสารเกลือแร่: ส่งเสริมให้เด็กดื่มน้ำอุ่นหรือนมบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้เสมหะเจือจางลง
  • การทำความสะอาดโพรงจมูก: หยอดจมูกด้วยน้ำเกลือหยอดจมูก (Normal Saline Solution) เพื่อช่วยละลายน้ำมูกให้นิ่มลงและเช็ดทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจสามารถทำได้โดยการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือเจลแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาด สวมหน้ากากอนามัย และทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวสัมผัสด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคเป็นประจำ นอกจากนี้ สำหรับทารกกลุ่มเสี่ยงสูง แพทย์อาจพิจารณาให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Monoclonal Antibody) เพื่อป้องกันการติดเชื้อ RSV ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down