ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

สถานการณ์การแพร่ระบาดพร้อมกันของไข้หวัดใหญ่ RSV และ HMPV

ในช่วงที่โรคระบบทางเดินหายใจเกิดการแพร่ระบาดพร้อมกันหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) และไวรัสเอชเอ็มพีวี (Human Metapneumovirus หรือ HMPV) สร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่และผู้ดูแลเป็นอย่างมาก กลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะเด็กเล็ก ทารก และผู้สูงอายุ มีโอกาสติดเชื้อและแสดงอาการรุนแรงได้ง่ายกว่าวัยอื่น เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่หรือเสื่อมถอยตามวัย

การดูแลรักษาผู้ป่วยในกลุ่มนี้จึงไม่ใช่แค่การรักษาด้วยยาตามอาการเท่านั้น แต่โภชนาการทางการแพทย์ (Medical Nutrition Therapy) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่สึกหรอ ลดกระบวนการอักเสบในร่างกาย และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้พร้อมต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กลไกการเกิดโรคและผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ

ไวรัสทั้งสามชนิดนี้ติดต่อผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปโจมตีเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการอักเสบ บวม มีเสมหะปริมาณมาก และหลอดลมตีบแคบ

กระบวนการอักเสบนี้ทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานสูงมากในการต่อสู้กับโรค ผู้ป่วยมักจะมีอาการไข้สูง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และสูญเสียน้ำผ่านทางการหายใจที่หอบเหนื่อย หากร่างกายได้รับสารอาหารและพลังงานไม่เพียงพอ จะทำให้กระบวนการฟื้นตัวช้าลง และเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ (Pneumonia) หรือการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน

อาการสำคัญและระยะของการดำเนินโรค

การสังเกตอาการในแต่ละระยะช่วยให้ผู้ดูแลสามารถประเมินความรุนแรงและปรับการดูแลด้านโภชนาการได้อย่างเหมาะสม

  • ระยะเริ่มต้น: มีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา ได้แก่ มีไข้ น้ำใส ไอ จาม เจ็บคอ และอ่อนเพลียเล็กน้อย ในระยะนี้ผู้ป่วยอาจยังทานอาหารได้บ้าง แต่เริ่มมีความอยากอาหารลดลง
  • ระยะอาการเด่นชัด: ไข้สูงขึ้น ไอถี่และรุนแรง มีเสมหะเหนียวข้น หายใจเร็ว หายใจมีเสียงครืดคราด หรือหายใจลำบาก เด็กเล็กอาจงอแงจัด ไม่ยอมดูดนม
  • ระยะฟื้นตัว: ไข้เริ่มลดลง อาการไอและเสมหะค่อยๆ แต่ร่างกายยังคงอ่อนล้า ต้องการสารอาหารเพื่อฟื้นฟูพลังงานและซ่อมแซมปอด
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ในเด็กเล็กและทารก อาการอาจลุกลามอย่างรวดเร็วภายในสองถึงสามวันแรก ผู้ดูแลต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและอย่ารอให้อาการหนักจนเกินไป

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากพบอาการเหล่านี้ในผู้ป่วย ควรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวหรือภาวะขาดน้ำรุนแรง

  • ไข้สูงเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียส หรือไข้สูงติดต่อกันเกินสามวันโดยไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม หรือปีกจมูกบานเวลาหายใจ
  • ริมฝีปากหรือปลายนิ้วมีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) อันเนื่องมาจากร่างกายขาดออกซิเจน
  • ซึมลงปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือมีอาการชักจากไข้สูง
  • ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะมีสีเข้มจัดหรือไม่อปัสสาวะเลยนานเกินหกชั่วโมง
  • อาเจียนหรือไอจนไม่สามารถรับประทานอาหารและนมได้เลย

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะทำการวินิจฉัยเพื่อแยกแยะชนิดของเชื้อไวรัส เนื่องจากอาการมีความคล้ายคลึงกันมาก

  • การซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด ฟังเสียงปอดเพื่อหาเสียงผิดปกติเช่น Wheezing หรือ Crackles
  • การตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจคัดกรองโรคทางเดินหายใจ (Multiplex PCR หรือ Rapid Antigen Test) จากการป้ายน้ำลายหรือสารคัดหลั่งในโพรงจมูก
  • การตรวจเลือดเพื่อดูระดับเม็ดเลือดขาวและประเมินภาวะการอักเสบ
  • การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบหรือถุงลมแฟบ

วิธีการดูแลรักษาและการจัดการโภชนาการที่บ้านอย่างถูกวิธี

การดูแลด้านโภชนาการในช่วงที่ป่วยด้วยโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจต้องเน้นความย่อยง่าย ให้พลังงานสูง และช่วยลดการระคายเคืองคอ

อาหารที่ควรรับประทานเพื่อเร่งการฟื้นตัว

  • อาหารเหลวหรือกึ่งเหลวอุ่นๆ: เช่น ข้าวต้มปั่นละเอียด โจ๊กเนื้อเนียน ซุปไก่ใสอุ่นๆ ช่วยให้ร่างกายได้รับน้ำและพลังงานพร้อมทั้งช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอและละลายเสมหะ
  • โปรตีนคุณภาพสูงย่อยง่าย: เช่น เนื้อปลา ไข่ตุ๋น นม (สำหรับเด็กที่อายุเกินหนึ่งปี) หรือเต้าหู้ เพื่อนำไปใช้ซ่อมแซมเซลล์ภูมิคุ้มกันและเนื้อเยื่อปอดที่เสียหาย
  • อาหารที่มีวิตามินซีสูง: เช่น น้ำส้มคั้นสด สตรอเบอร์รี่ หรือผักใบเขียวต้มเปื่อย ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและลดความรุนแรงของการติดเชื้อ
  • กรดไขมันดี: ช่วยลดกระบวนการอักเสบในร่างกาย เช่น น้ำซุปกระดูกเคี่ยวหรือปลาที่มีไขมันดี
คำแนะนำจากคุณหมอ: ในเด็กเล็กที่ปฏิเสธอาหารหลัก ให้แบ่งมื้ออาหารออกเป็นมื้อเล็กๆ แต่ให้บ่อยครั้งขึ้น (Frequent Small Meals) เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและช่วยให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนโดยไม่รู้สึกอึดอัดแน่นท้อง

อาหารแสลงหรือระคายเคืองที่ควรเลี่ยงเด็ดขาด

  • อาหารรสจัด เผ็ดจัด หรือเปรี้ยวจัด: จะไปกระตุ้นเยื่อบุคอที่อักเสบอยู่แล้วให้อาการแสบร้อนและกระตุ้นให้อาการไอแย่ลง
  • อาหารทอดและอาหารมันสูง: ย่อยยากและใช้เวลานานในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการแน่นท้องและเพิ่มภาระการทำงานให้ร่างกาย
  • อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง: น้ำตาลส่วนเกินสามารถกระตุ้นกระบวนการอักเสบในร่างกายและลดประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวในการกำจัดเชื้อโรค
  • ผลิตภัณฑ์นมวัวในปริมาณมากสำหรับผู้ที่มีเสมหะหนา: แม้นมจะไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของการสร้างเสมหะ แต่ในบางคนนมวัวอาจทำให้เสมหะมีความเหนียวข้นขึ้นและขับออกได้ยาก

การรักษาสมดุลเกลือแร่และการป้องกันภาวะขาดน้ำ

การสูญเสียน้ำผ่านไข้สูงและการหายใจหอบเหนื่อยทำให้ร่างกายสูญเสียทั้งน้ำและอิเล็กโทรไลต์ การดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

  • ควรจิบสารละลายเกลือแร่ (Oral Rehydration Salts - ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อชดเชยเกลือแร่ที่สูญเสียไป
  • สำหรับทารกที่กินนมแม่ ควรให้ดูดนมแม่บ่อยขึ้นตามต้องการ เพราะนมแม่มีภูมิต้านทานและน้ำที่สมดุลที่สุด
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือน้ำอัดลม เนื่องจากมีฤทธิ์ขับปัสสาวะและยิ่งทำให้ร่างกายขาดน้ำมากขึ้น

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการรักษาที่บ้าน

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในผู้ป่วยเด็กที่สงสัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดออกเด็ดขาด เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • การใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง คือ สิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง และห้ามใช้เกินขนาด
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเอง เนื่องจากโรคเหล่านี้เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะไม่มีผลรักษาโรคไวรัสและอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อซ้ำและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

  • รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี และปรึกษากุมารแพทย์เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Monoclonal Antibody) สำหรับป้องกัน RSV ในเด็กกลุ่มเสี่ยง
  • รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ และสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด
  • ส่งเสริมโภชนาการที่สมดุลครบห้าหมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายตามวัยเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงอยู่เสมอ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down