ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

สถานการณ์การแพร่ระบาดพร้อมกันของสามไวรัสระบบทางเดินหายใจ

ในช่วงฤดูกาลระบาดของโรคทางเดินหายใจ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์มักพบผู้ป่วยเด็กเล็กและผู้สูงอายุเข้ารับการรักษาด้วยอาการป่วยทางเดินหายใจจำนวนมาก โดยเฉพาะการระบาดพร้อมกันของไวรัสสามชนิดหลัก ได้แก่ โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) และไวรัสเอชเอ็มพีวี (Human Metapneumovirus หรือ HMPV) ซึ่งไวรัสทั้งสามชนิดนี้แม้จะมีอาการแสดงเริ่มต้นที่คล้ายคลึงกัน คือ มีไข้ ไอ น้ำูก และเจ็บคอ แต่มีความรุนแรงและกลไกการก่อโรคที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การทำความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อโรคแต่ละชนิด แนวทางการใช้ยาที่ถูกต้อง ขนาดยาที่ปลอดภัย และข้อควรระวังสำคัญ จึงเป็นเกราะป้องกันชีวิตที่สำคัญที่สุดสำหรับครอบครัว

ทำความรู้จักไวรัสสามสหาย: ไข้หวัดใหญ่ RSV และ HMPV

การแพร่ระบาดของไวรัสทั้งสามชนิดนี้มักเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว โดยติดต่อผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสาร secretions ของผู้ติดเชื้อ

โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza)

เกิดจากเชื้ออินฟลูเอนไวรัส (Influenza Virus) ชนิดเอและบี ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลียมาก และมีอาการไอแห้งๆ ไวรัสชนิดนี้มักทำให้เกิดการระบาดใหญ่ในโรงเรียนและชุมชน และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด

ไวรัสอาร์เอสวี (RSV)

เป็นไวรัสที่สร้างความกังวลใจให้แก่พ่อแม่มากที่สุด เนื่องจากในเด็กทารกและเด็กเล็กอายุน้อยกว่าสองปี หลอดลมฝอยยังมีขนาดเล็กมาก เมื่อติดเชื้อ RSV จะทำให้เกิดการอักเสบ บวม และมีเสมหะปริมาณมากอุดกั้นทางเดินหายใจ ส่งผลให้เกิดภาวะหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) หรือโรคปอดบวม (Pneumonia) ได้อย่างรวดเร็ว

ไวรัสเอชเอ็มพีวี (HMPV)

เป็นไวรัสที่ถูกค้นพบมานานแล้วแต่เพิ่งได้รับการตระหนักรู้มากขึ้นในปัจจุบัน อาการคล้ายคลึงกับ RSV และไข้หวัดใหญ่ มักทำให้เกิดการติดเชื้อทั้งระบบทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่าง เด็กๆ ที่ติดเชื้อ HMPV อาจมีอาการไอเรื้อรัง หายใจมีเสียงวี๊ด และมีไข้สูง โดยในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนเฉพาะสำหรับป้องกัน HMPV การรักษาจึงเป็นการประคับประคองตามอาการ

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาและการจัดการตามอาการ

การรักษาโรคติดเชื้อไวรัสทั้งสามชนิดนี้ หลักใหญ่ใจความคือการรักษาตามอาการ (Symptomatic Treatment) เนื่องจากไวรัสไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ยกเว้นในกรณีที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่แพทย์วินิจฉัยแล้วเท่านั้น

กลุ่มยาลดไข้และบรรเทาอาการปวด

ยาลดไข้หลักที่ปลอดภัยสำหรับเด็กคือยาพาราเซตามอล (Paracetamol) โดยต้องคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความเป็นพิษต่อตับ

คำแนะนำจากคุณหมอ: ขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้องคือน้ำหนักตัวคูณด้วยสิบถึงสิบห้า มิลลิกรัม (10-15 mg/kg) สามารถให้กินซ้ำได้ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเฉพาะเวลาที่มีไข้สูงหรือปวดศีรษะเท่านั้น ห้ามให้ติดต่อกันเกินขนาดเด็ดขาด

กลุ่มยาละลายเสมหะและขยายหลอดลม

ในผู้ป่วยเด็กที่เป็น RSV หรือ HMPV มักมีปัญหาเรื่องเสเหนียวข้นอุดกั้นทางเดินหายใจ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาละลายเสมหะ ยาขับเสมหะ หรือพ่นยาขยายหลอดลม (Bronchodilator) ผ่านทางเครื่องพ่นละอองยา เพื่อช่วยให้หลอดลมขยายตัวและระบายเสมหะได้ง่ายขึ้น

ยาต้านไวรัสเฉพาะโรค

สำหรับโรคไข้หวัดใหญ่ มีนาต้านไวรัสจำเพาะ เช่น ยาโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) ซึ่งหากได้รับภายในสี่สิบแปดชั่วโมงแรกที่มีอาการ จะช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาการเจ็บป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนในโรค RSV และ HMPV นั้น ในปัจจุบันยังไม่มีon-label ยาต้านไวรัสจำเพาะที่มีประสิทธิผลสูงในการใช้ทั่วไป การรักษาจึงเน้นการประคับประคองและการพ่นยาเป็นหลัก

ข้อควรระวังสำคัญและยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาด

ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในการดูแลเด็กป่วยที่บ้านคือการซื้อยามาให้รับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ซึ่งอาจนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กที่มีไข้เด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Rye's Syndrome) ซึ่งมีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ และห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในช่วงที่ยังไม่สามารถตัดโรคไข้หวัดใหญ่หรือโรคไข้เลือดออกออกได้ เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหารและความผิดปกติของไต

อันตรายจากการใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ

ผู้ปกครองจำนวนมากเข้าใจผิดว่าเมื่อลูกไอมีเสมหะหรือมีไข้สูงต้องกินยาฆ่าเชื้อ (Antibiotics) ขอเน้นย้ำว่ายาปฏิชีวนะไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส RSV ไข้หวัดใหญ่ หรือ HMPV การซื้อยาปฏิชีวนะให้เด็กกินเองนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังก่อให้เกิดเชื้อดื้อยา และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงเช่นอาการแพ้ยาอย่างรุนแรงหรือท้องเสียจากการทำลายเชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นในลำไส้

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที

หากบุตรหลานของท่านมีอาการเหล่านี้ แม้จะเพิ่งเริ่มป่วยหรือรับประทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วน

  • ไข้สูงเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียส หรือไข้สูงติดต่อกันเกินสามวันโดยไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม ท้องกระเพื่อม หรือหายใจมีเสียงดังวี๊ดตลอดเวลา
  • ริมฝีปาก ปลายมือ ปลายเท้าเขียวคล้ำ (Cyanosis) อันเนื่องมาจากร่างกายขาดออกซิเจน
  • ซึมลงปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือมีอาการชักเกร็งจากไข้สูง
  • ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้งสนิท กระหม่อมบุ๋มลึกในทารก และไม่ได้ปัสสาวะนานเกินหกถึงแปดชั่วโมง

วิธีดูแลและพยาบาลผู้ป่วยที่บ้านอย่างถูกวิธี

การดูแลเด็กป่วยโรคระบบทางเดินหายใจที่บ้านต้องอาศัยความใส่ใจและความเข้าใจในหลักการแพทย์ที่ถูกต้อง ดังนี้

การเช็ดตัวลดไข้

ใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นเล็กน้อย (Tepid Sponge) ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำบิดหมาดเช็ดตามซอกพับ หน้าผาก ซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ เพื่อช่วยระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเช็ดตัวเด็ดขาด เพราะจะทำให้เส้นเลือดหดตัวและอุณหภูมิร่างกายยิ่งสูงขึ้น

การจัดการน้ำมูกและเสมหะ

ในเด็กเล็กที่ไม่สามารถสั่งน้ำมูกเองได้ ควรใช้น้ำเกลือหยอดจมูก (Normal Saline Solution) ครั้งละสองถึงสามหยดเพื่อช่วยละลายน้ำมูกเหนียวข้น แล้วใช้ลูกยางแดงหรือเครื่องดูดน้ำมูกดูดออกอย่างเบามือ เพื่อช่วยให้เด็กหายใจสะดวกขึ้นก่อนรับประทานนมหรือนอนหลับ

การดื่มน้ำและสารอาหาร

ให้ดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำอุ่นในปริมาณที่เหมาะสมบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้เสมหะอ่อนตัวลง สำหรับเด็กที่ยังดื่มนมแม่ ให้ดูดนมแม่ตามความต้องการเพราะนมแม่มีภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด ในเด็กโตให้เลือกรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสชาติไม่จัด

วิธีป้องกันและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสทั้งสามชนิดเริ่มต้นจากการสร้างสุขอนามัยที่ดีภายในครอบครัวและการรับวัคซีนป้องกันตามกำหนด

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังสัมผัสสิ่งสกปรก
  • สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่แออัด และหลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปในพื้นที่ปิดทึบช่วงที่มีการระบาด
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปีให้กับทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กอายุตั้งแต่หกเดือนขึ้นไป หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ
  • ทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวสัมผัสร่วมกันภายในบ้านด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคเป็นประจำ

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

การแพร่ระบาดพร้อมกันของไข้หวัดใหญ่ RSV และ HMPV เป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยความระมัดระวังสูงสุด สิ่งสำคัญคือการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด การใช้ยาลดไข้ด้วยขนาดยาที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาอันตรายมารับประทานเอง และต้องรีบนำผู้ป่วยพบแพทย์ทันทีเมื่อปรากฏสัญญาณเตือนอันตราย เพื่อให้เด็กๆ ผ่านพ้นวิกฤตสุขภาพนี้ไปได้อย่างปลอดภัย

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down