ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขความต่างไวรัสร้าย RSV กับ HMPV ภัยเงียบที่พ่อแม่ต้องรู้ทัน

ในช่วงที่ลูกน้อยมีอาการป่วยทางระบบทางเดินหายใจ ไม่ว่าจะเป็นไข้ ไอ หรือมีเสมหะ แน่นอนว่าหัวอกของคนเป็นพ่อแม่ย่อมมีความกังวลใจเป็นอย่างมาก โรคติดเชื้อไวรัสในเด็กมักมีอาการคล้ายคลึงกันจนแยกได้ยาก โดยเฉพาะเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) และเชื้อไวรัสฮิวแมนเมตาพวไวรัส (Human Metapneumovirus หรือ HMPV) ซึ่งทั้งสองชนิดนี้เป็นสาเหตุหลักของการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง ทั้งในเด็กเล็ก ทารก และกลุ่มเสี่ยงอย่างผู้สูงอายุ การทำความเข้าใจความแตกต่างของไวรัสทั้งสองตัวนี้ รวมถึงการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้พ่อแม่สามารถรับมือและพาบุตรหลานเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที ป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ทำความรู้จัก RSV และ HMPV สาเหตุและกลไกการเกิดโรค

ไวรัส RSV และ HMPV มีลักษณะทางระบาดวิทยาและอาการแสดงที่ใกล้เคียงกันมาก เนื่องจากเป็นเชื้อไวรัสที่โจมตีระบบทางเดินหายใจเหมือนกัน แต่มีรายละเอียดทางชีววิทยาที่แตกต่างกันดังนี้

ไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus)

เป็นเชื้อไวรัสชนิดอาร์เอ็นเอ (RNA Virus) ที่พบได้บ่อยมากในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี เชื้อนี้มีความสามารถในการแพร่กระจายตัวอย่างรวดเร็วผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสาร secretions ของผู้ติดเชื้อ เมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้เกิดการอักเสบ บวม มีการสร้างเมือกและเสมหะปริมาณมาก ซึ่งในเด็กเล็กที่มีหลอดลมขนาดเล็กอยู่แล้ว จะทำให้หลอดลมตีบตัน เกิดภาวะหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) หรือโรคปอดบวม (Pneumonia) ได้ง่าย

ไวรัส HMPV (Human Metapneumovirus)

เป็นไวรัสในตระกูลเดียวกันกับ RSV (Pneumoviridae family) ถูกค้นพบครั้งแรกในปี พ.ศ. 2544 อาการและโรคที่เกิดจาก HMPV มีความคล้ายคลึงกับ RSV ทุกประการ ทั้งการทำให้เกิดหลอดลมฝอยอักเสบและปอดบวม โดยทั่วไปเด็กเกือบทุกคนจะเคยติดเชื้อ HMPV อย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนอายุ 5 ขวบ เชื้อนี้มักระบาดในช่วงปลายฤดูหนาวต่อเนื่องถึงฤดูใบไม้ผลิ หรือในประเทศไทยมักพบการแพร่ระบาดในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวเช่นเดียวกับ RSV

อาการสำคัญและลำดับพัฒนาการของโรค

การดำเนินโรคของทั้ง RSV และ HMPV มีความคล้ายคลึงกันมาก โดยมักจะเริ่มแสดงอาการหลังจากได้รับเชื้อแล้วประมาณ 4 ถึง 6 วัน แบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

ระยะเริ่มต้น (Day 1 ถึง Day 3)

  • มีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา
  • น้ำใสๆ ไหล จาม คัดจมูก
  • มีไข้ต่ำๆ หรือไข้สูง
  • ไอเล็กน้อย เจ็บคอ
  • เด็กเล็กอาจมีอาการงอแง ซึมลง หรือดูดนมน้อยลง

ระยะอาการเด่นชัด (Day 4 ถึง Day 7)

ในเด็กโตหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันดี อาการมักจะค่อยๆ ดีขึ้นในระยะนี้ แต่สำหรับเด็กเล็กหรือกลุ่มเสี่ยง เชื้อจะลุกลามลงสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้เกิดอาการที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ได้แก่:

  • ไอถี่ขึ้น ไอมีเสมหะมาก หรือไอจนอาเจียน
    • หายใจเร็ว หายใจลำบาก หายใจมีเสียงครืดคราดหรือเสียงวี๊ด (Wheezing)
    • ซี่โครงบุ๋ม ไหปลาร้าบุ๋ม หรือท้องกระเพื่อมเวลาหายใจ
    • ตัวเขียว ปลายมือปลายเท้าเขียว จากภาวะขาดออกซิเจน

ระยะฟื้นตัว

หากได้รับการรักษาที่ถูกต้องและไม่มีภาวะแทรกซ้อน อาการไอและไข้จะค่อยๆ ทุเลาลงภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ แต่ออาการไอแห้งๆ หรือเสียงหายใจผิดปกติอาจหลงเหลืออยู่ได้อีกระยะหนึ่ง

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพบแพทย์ทันที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากพบอาการเหล่านี้ในเด็กเล็ก ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลหรือพบแพทย์ฉุกเฉินทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะระบบหายใจล้มเหลว:
  • หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง หายใจจนอกบุ๋ม ท้องกระเพื่่อม
  • ริมฝีปาก เล็บ หรือผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเขียว (Cyanosis)
  • ซึมมากปลุกไม่ตื่น หรือหมดสติ
  • ปฏิเสธการดื่มนมและน้ำอย่างสิ้นเชิง เสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ
  • มีอาการชักร่วมกับไข้สูง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

แพทย์จะวินิจฉัยโรคจากการซักประวัติอย่างละเอียด การตรวจร่างกายโดยการฟังเสียงปอดและหลอดลม หากจำเป็นแพทย์อาจพิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น:

  • การตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธี Rapid Antigen Test จากสารคัดหลั่งในโพรงจมูก (Nasopharyngeal Swab) ซึ่งสามารถตรวจหาได้ทั้งเชื้อ RSV และ HMPV ช่วยให้แพทย์แยกโรคและวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ
  • การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อประเมินความรุนแรงของการอักเสบในปอดและภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดแฟบหรือปอดบวม
  • การตรวจเลือดเพื่อดูเม็ดเลือดขาวและภาวะการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน

เนื่องจากทั้ง RSV และ HMPV เป็นการติดเชื้อไวรัส ปัจจุบันยังไม่มีon-specific antiviral drug ที่รักษาให้หายขาดโดยตรง การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคอง (Supportive Care) ดังนี้

การรักษาตามอาการ

  • การพ่นยาขยายหลอดลม หรือพ่นน้ำเกลือความเข้มข้นสูง (Hypertonic Saline) เพื่อช่วยลดการบวมของหลอดลมและละลายเสมหะ
    • การเคาะปอดและดูดเสมหะออก เพื่อช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น (ทำโดยบุคลากรทางการแพทย์หรือผู้ที่ได้รับการฝึกฝนอย่างถูกวิธี)
    • การให้ออกซิเจนเสริมในกรณีที่มีภาวะพร่องออกซิเจน

การดูแลลูกน้อยที่บ้าน

คำแนะนำจากคุณหมอ: การดูแลเด็กป่วยที่บ้านต้องอาศัยความใส่ใจเป็นพิเศษ:
  • ให้ลูกดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อช่วยให้เสมหะเจือจางและขับออกได้ง่ายขึ้น หากเป็นเด็กทารกควรให้ดูดนมแม่บ่อยๆ
  • เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นสะอาดเมื่อมีไข้สูง และให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามขนาดที่เหมาะสมคือน้ำหนักตัว คูณ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเฉพาะเวลาที่มีไข้
  • ใช้ลูกยางแดงหรือเครื่องดูดน้ำมูกเคลียร์ทางเดินหายใจให้นิ่มก่อนมื้อนมและก่อนนอน
  • จัดให้นอนในท่าที่หายใจสะดวก เช่น หนุนหมอนสูงเล็กน้อย (สำหรับเด็กโต) หรือจัดท่านอนราบที่เหมาะสม

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในการดูแลเด็กที่ป่วยด้วยโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ มีข้อห้ามทางการแพทย์ที่พ่อแม่ต้องระวังอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย:

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) รับประทานเองเด็ดขาด เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจะไม่ช่วยรักษาโรค และอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยา รวมถึงผลข้างเคียงที่ไม่จำเป็น
  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในเด็กที่มีไข้จากโรคติดเชื้อไวรัสที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยที่แน่นอน เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ยส์ซินโดรม (Reye's syndrome) หรือระคายเคืองกระเพาะอาหาร
  • ห้ามให้ยากระตุ้นการไอหรือยากล่อมประสาทกดอาการไอเอง โดยเฉพาะในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เพราะการไอเป็นกลไกธรรมชาติในการขับเสมหะ การไปกดอาการไออาจทำให้เสมหะคั่งค้างในปอดและเกิดอันตรายรุนแรงได้

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV และ HMPV มีแนวทางปฏิบัติที่คล้ายคลึงกับการป้องกันโรคทางเดินหายใจทั่วไป เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัส HMPV ในปัจจุบัน แต่สำหรับ RSV เริ่มมีพัฒนาการทางวัคซีนและภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Monoclonal Antibody) สำหรับกลุ่มเสี่ยงแล้ว

  • รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือสัมผัสกับผู้ที่มีอาการป่วย
  • ทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวสัมผัสร่วมบ่อยๆ
  • ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งมีสารภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติช่วยปกป้องลูกน้อย
  • สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือเมื่อมีสมาชิกในครอบครัวป่วย
คำแนะนำเพิ่มเติม: ปัจจุบันมีภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปสำหรับป้องกันไวรัส RSV ในทารกกลุ่มเสี่ยง (เช่น ทารกคลอดก่อนกำหนด) พ่อแม่สามารถปรึกษากุมารแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

  • สังเกตอาการไข้และอาการไอของลูกอย่างใกล้ชิดในช่วง 3 วันแรก
  • ประเมินการหายใจว่ามีอาการหอบเหนื่อย อกบุ๋ม หรือริมฝีปากเขียวหรือไม่
  • จัดการลดไข้และให้น้ำเกลือแร่หรือนมตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • ห้ามให้ยาปฏิชีวนะหรือยาแก้อคมไอเองโดยเด็ดขาด
  • รีบพาไปพบแพทย์ทันทีหากพบสัญญาณอันตราย Red Flags
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down