ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจความต่างระหว่างเชื้อไวรัสร้าย RSV กับ ไข้หวัดใหญ่

เมื่อลูกรักเริ่มมีอาการไข้ ไอ น้ำมูกไหล และหายใจครืดคราด สิ่งแรกที่สร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่คือลูกน้อยกำลังเผชิญกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจชนิดใด โดยเฉพาะในช่วงที่โรคระบาดในเด็กกำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) และโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) มักเป็นชื่อแรกๆ ที่แพทย์นึกถึง แม้ว่าทั้งสองโรคนี้จะมีอาการเริ่มต้นที่คล้ายคลึงกันจนแทบแยกไม่ออก แต่ในทางการแพทย์ เชื้อโรค กลไกการเกิดโรค ความรุนแรง และแนวทางการรักษา มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การทำความเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถสังเกตอาการได้อย่างแม่นยำ และพาบุตรหลานมารับการรักษาได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่โรคจะลุกลามไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคของ RSV และ ไข้หวัดใหญ่

โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี เกิดจากไวรัสรีสพีราเซอรีซินไซเชียลไวรัส (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง จุดเด่นของไวรัสตัวนี้คือมีความสามารถในการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารคัดหลั่งหรือเสมหะออกมาในปริมาณมากเป็นพิเศษ ทำให้หลอดลมขนาดเล็กของเด็กเกิดการบวมอักเสบและอุดกั้นได้ง่าย ส่วนโรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งแบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลักคือเอและบี เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีความสามารถในการแพร่กระจายตัวอย่างรวดเร็วผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสิ่งปนเปื้อน และมักทำให้เกิดการอักเสบอย่างเฉียบพลันในระบบทางเดินหายใจทั่วร่างกาย ส่งผลให้ผู้ป่วยมีไข้สูงปวดเมื่อยตามตัวอย่างรุนแรง

ความแตกต่างของอาการแสดงและระยะเวลาของโรค

การแยกแยะอาการระหว่างสองโรคนี้อาศัยการสังเกตลักษณะเฉพาะตัวของอาการที่แสดงออกมา

อาการของโรคติดเชื้อไวรัส RSV

  • มีไข้ ไอ และน้ำมูกไหลในระยะแรกคล้ายไข้หวัดทั่วไป
  • ไอแรงและมีเสียงไอโขลกๆ ลึกๆ หรือไอจนอาเจียน
  • มีเสียงหายใจดังวี๊ด (Wheezing) หรือหายใจครืดคราดจากเสมหะในหลอดลมฝอย
  • ในเด็กทารกอาจมีอาการซึม ไม่ยอมดูดนม หรือหายใจหอบเหนื่อยอย่างรวดเร็ว

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่

  • ไข้สูงเฉียบพลัน ตัวร้อนจัด หนา้ส และปวดศีรษะรุนแรง
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามตัวอย่างชัดเจน อ่อนเพลียมาก
  • มีอาการเจ็บคอ คอแดง ไอแห้งๆ และมีน้ำมูกใส
  • ในเด็กบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลวร่วมด้วย
ข้อควรระวังทางการแพทย์: โรคไข้หวัดใหญ่มักมาด้วยอาการไข้สูงฉียบพลันและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเด่นชัด ในขณะที่ RSV จะเด่นเรื่องอาการไอมีเสมหะมากและมีภาวะหลอดลมฝอยอักเสบในเด็กเล็ก

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที

ไม่ว่าจะเป็นโรคใดก็ตาม หากพบว่าเด็กมีอาการในกลุ่มเสี่ยงหรือมีสัญญาณเตือนวิกฤต ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วนเพื่อรับการวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางด้านกุมารเวชศาสตร์

  • ไข้สูงเกินสามวัน หรือไข้สูงไม่ยอมลดแม้จะเช็ดตัวและทานยาลดไข้แล้ว
  • หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ
  • ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) อันเนื่องมาจากภาวะขาดออกซิเจน
  • ซึมลงปลุกไม่ตื่น สบตาลดลง หรือไม่ยอมรับประทานอาหารและนมจนเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ
  • มีอาการชักเกร็งจากการที่มีไข้สูงจัด

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ที่แม่นยำ

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดร่วมกับการตรวจร่างกาย หากจำเป็น แพทย์จะพิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันชนิดของเชื้อไวรัส เช่น การทำชุดตรวจหาเชื้อไวรัส RSV และไข้หวัดใหญ่จากโพรงจมูก (Rapid Antigen Test) ซึ่งสามารถรู้ผลได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว ช่วยให้แพทย์สามารถเลือกใช้ยาต้านไวรัสเฉพาะโรค (ในกรณีไข้หวัดใหญ่) หรือวางแผนการรักษาประคับประคองได้อย่างจำเพาะเจาะจง รวมถึงการเอกซเรย์ปอดเพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบหรือปอดบวมแทรกซ้อน

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการฟื้นฟูสุขภาพ

การรักษาโรคทั้งสองส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคอง เนื่องจากยังไม่มีon-specific antiviral treatment สำหรับ RSV ยกเว้นในรายที่มีอาการรุนแรง

  • การให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง (สิบถึงสิบห้ามิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้)
  • การเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้องเพื่อช่วยระบายความร้อน
  • การพ่นยาขยายหลอดลมและการเคาะปอดดูดเสมหะในเด็กที่เป็น RSV เพื่อช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น
  • การให้ดื่มน้ำเกลือแร่หรือนมในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาดเพื่อป้องกันโรคเรย์ซินโดรม (Reye Syndrome) และหลีกเลี่ยงการซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อมาทานเอง เนื่องจากโรคทั้งสองเกิดจากไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษาและอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาได้

วิธีป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อเป็นสิ่งที่ดีที่สุด โดยเฉพาะการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปีเพื่อลดความรุนแรงของโรคและการนอนโรงพยาบาล สำหรับโรค RSV ในปัจจุบันมีแนวทางการใช้วัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันในกลุ่มทารกคลอดก่อนกำหนดหรือเด็กที่มีโรคประจำตัว นอกจากนี้ควรฝึกสุขอนามัยที่ดี เช่น การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ การสวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่แออัด และการหลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปสถานที่สาธารณะในช่วงที่มีการแพร่ระบาด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down