ลูกติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี พ่อแม่ต้องลาหยุดไหมและความเข้าใจที่ถูกต้อง
การที่บุตรหลานเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) ถือเป็นช่วงเวลาที่สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ปกครองเป็นอย่างมาก คำถามที่พบบ่อยในฐานะกุมารแพทย์คือ พ่อแม่จำเป็นต้องลาหยุดงานเพื่อมาดูแลอย่างใกล้ชิดหรือไม่ คำตอบคือ ในช่วงระยะเวลาที่เด็กมีอาการเฉียบพลัน ซึ่งมักกินเวลาประมาณสามถึงเจ็ดวันแรก การลาหยุดงานเพื่อดูแลอย่างใกล้ชิดมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากโรคนี้สามารถลุกลามและเปลี่ยนแปลงอาการได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเด็กเล็กและทารก การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด การจัดการเสมหะ และการกระตุ้นให้เด็กได้รับน้ำอย่างเพียงพอ เป็นสิ่งที่จะช่วยป้องกันไม่ให้โรครุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล
ทำความรู้จักไวรัสอาร์เอสวีและกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
ไวรัสอาร์เอสวีเป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ สามารถพบได้ตลอดทั้งปีแต่จะแพร่ระบาดได้ดีในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว เชื้อนี้ติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสสาร secretions เช่น น้ำมูก น้ำลาย หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่แล้วนำมือเข้าปาก จมูก หรือขยี้ตา สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่หากติดเชื้อแล้วมีโอกาสเกิดอาการรุนแรง ได้แก่ ทารกแรกเกิด ทารกคลอดก่อนกำหนด เด็กที่มีโรคประจำตัวเช่นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคปอดเรื้อรัง หรือเด็กที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งเด็กกลุ่มนี้แพทย์มักจะแนะนำให้ลาหยุดและดูแลอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ
อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินของโรค
อาการเริ่มแรกของการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีมักจะคล้ายคลึงกับโรคไข้หวัดธรรมดา ได้แก่ มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล และเจ็บคอ แต่ความแตกต่างที่สำคัญคือ เมื่อโรคดำเนินไปถึงวันที่สามถึงวันที่ห้า อาการไอจะรุนแรงมากขึ้น เด็กบางรายอาจมีอาการหายใจมีเสียงวี๊ด หายใจหอบเหนื่อย หรือมีเสมหะปริมาณมากเหนียวข้น ซึ่งเป็นผลมาจากหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) ในเด็กบางคนอาจมีอาการซึมลง ไม่ยอมดูดนมเนื่องจากหายใจลำบาก ระยะเวลาโดยรวมของการเจ็บป่วยมักจะอยู่ที่ประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์ อาการไอเรื้อรังอาจหลงเหลืออยู่ได้แม้ตัวโรคจะหายดีแล้วก็ตาม
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที
ผู้ปกครองต้องสังเกตสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าอาการของเด็กเริ่มเข้าสู่ภาวะวิกฤต ซึ่งหากพบอาการเหล่านี้ควรรีบพาไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดวันลา ได้แก่:
- หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง หายใจจนซี่โครงบุ๋ม ท้องกระเพื่อม หรือปีกจมูกบานเวลาหายใจ
- มีอาการตัวเขียวบริเวณริมฝีปากหรือปลายนิ้ว
- ซึมลงปลุกตื่นยาก ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม
- ภาวะขาดน้ำ ปัสสาวะไม่อยู่หรือไม่ออกเลยนานเกินหกชั่วโมง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้ง
- ไข้สูงมากติดต่อกันเกินสามวัน หรือไข้กลับมาสูงอีกครั้งหลังจากที่เคยลดลงไปแล้ว
วิธีดูแลรักษาและพยาบาลลูกน้อยที่บ้านอย่างถูกวิธี
เมื่อเด็กได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้และแพทย์อนุญาตให้กลับมาดูแลที่บ้านได้ การจัดการสิ่งแวดล้อมและการพยาบาลที่ถูกต้องจะช่วยให้เด็กฟื้นตัวได้เร็วขึ้น สิ่งที่ผู้ปกครองควรปฏิบัติมีดังนี้:
- การจัดการน้ำมูกและเสมหะ: ควรใช้สารละลายน้ำเกลือ (Normal Saline Solution) หยอดจมูกเพื่อช่วยละลายน้ำมูกหนาให้เจือจางลง ร่วมกับการใช้ลูกยางแดงหรือเครื่องดูดน้ำมูกออกอย่างเบามือ เพื่อให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้นก่อนมื้อนมและก่อนนอน
- การดูแลเรื่องภาวะขาดน้ำ: ให้เด็กดื่มน้ำอุ่นหรือนมบ่อยๆ สำหรับทารกควรให้ดูดนมแม่หรือนมผสมตามปกติแต่ให้เพิ่มความถี่ในการให้นมทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้เสมหะไม่เหนียวข้นจนเกินไป
- การลดไข้และการใช้ยา: ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง (สิบถึงสิบห้ากิโลกรัมต่อมิลลิกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเฉพาะเวลาที่มีไข้) ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาแก้ไอที่กดการไอให้เด็กกินเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากเด็กจำเป็นต้องไอเพื่อขับเสมหะออก
สิ่งที่ควรทำและข้อห้ามเด็ดขาดในการดูแลเด็กป่วย
นอกจากการดูแลทั่วไปแล้ว ยังมีข้อปฏิบัติที่สำคัญเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเด็ก:
- ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาด เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการรายส์ซินโดรม (Reye's syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
- ห้ามให้เด็กอยู่ใกล้ควันบุหรี่ ควันธูป หรือมลพิษทางอากาศ เพราะจะทำให้หลอดลมที่อักเสบอยู่แล้วยิ่งหดเกร็งและมีอาการแย่ลง
- ควรแยกของใช้ส่วนตัว เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม และผ้าเช็ดตัว เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปยังพี่น้องคนอื่นในครอบครัว
- หมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดบ่อยๆ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ รวมถึงการใส่หน้ากากอนามัยหากมีคนในบ้านเริ่มมีอาการป่วย
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว
การป้องกันการติดเชื้อซ้ำและการแพร่กระจายของโรคทำได้โดยการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดหรือบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทไม่สะดวกในช่วงที่มีการระบาด สำหรับเด็กกลุ่มเสี่ยงสูงในปัจจุบันมีทางเลือกในการฉีดแอนติบอดีเสริมสร้างภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Monoclonal Antibody) ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของการติดเชื้อลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ผู้ปกครองควรปรึกษากุมารแพทย์ประจำตัวเพื่อประเมินความเหมาะสมในการรับภูมิคุ้มกันดังกล่าว