ลูกไอเสียงก้องเหมือนสุนัขเห่าหรือเสียงวี้ด: อาการเฉพาะตัวของ RSV ที่พ่อแม่ต้องสังเกตให้ดี
การเจ็บป่วยในเด็กเล็กเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่มักแพร่ระบาดอย่างหนักในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว เชื้อไวรัสชนิดนี้มีความรุนแรงและมีลักษณะอาการเฉพาะตัวที่แตกต่างจากโรคไข้หวัดธรรมดาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอาการไอเสียงก้องเหมือนสุนัขเห่า (Barking Cough) หรือเสียงวี้ด (Wheezing) ที่เกิดขึ้นเมื่อหลอดลมส่วนปลายเกิดการอักเสบและตีบแคบลง การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้อย่างถ่องแท้จะช่วยให้พ่อแม่สามารถสังเกตอาการ คัดกรองความรุนแรง และพาบุตรหลานเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคติดเชื้ออาร์เอสวี
เชื้อไวรัสอาร์เอสวีเป็นเชื้อโรคที่สามารถติดต่อผ่านทางการสัมผัสสาร secretions หรือละอองฝอยจากการไอ จาม ของผู้ติดเชื้อ หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่แล้วนำมาสัมผัสบริเวณใบหน้า ตา จมูก ปาก เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเดินทางไปสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง และเริ่มทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ ส่งผลให้เกิดการอักเสบ บวม มีเสมหะหลั่งออกมาเป็นจำนวนมาก กลไกนี้ทำให้หลอดลมของเด็กที่มีขนาดเล็กอยู่แล้วเกิดการตีบแคบลง ส่งผลให้เกิดอาการหายใจลำบาก หายใจมีเสียงวี้ด หรือมีอาการไอเสียงก้องที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เด็กทารกคลอดก่อนกำหนด เด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือโรคปอดเรื้อรัง จะมีความเสี่ยงสูงที่จะแสดงอาการรุนแรงมากกว่าเด็กทั่วไป
อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินของโรค
การดำเนินของโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีมักมีลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน โดยในระยะแรกเด็กจะมีอาการคล้ายโรคไข้หวัดธรรมดา ได้แก่ มีไข้ ไอ จาม น้ำูกไหล และคัดจมูก ระยะนี้จะกินเวลาประมาณ 2 ถึง 4 วัน หลังจากนั้นอาการจะเริ่มเข้าสู่ระยะเด่นชัดที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด คืออาการไอจะเปลี่ยนเป็นไอเสียงก้องเหมือนสุนัขเห่า มีเสมหะในคอมาก หายใจเร็ว หายใจแรง และมีเสียงวี้ดในอกขณะหายใจออก ในเด็กบางรายอาจมีอาการซึมลง หรือไม่ยอมดื่มนมและน้ำเนื่องจากหายใจเหนื่อยหอบ ระยะฟื้นตัวจะกินเวลาประมาณ 1 ถึง 2 อาทิตย์หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงเกิดขึ้น
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
เมื่อเด็กติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีและแสดงอาการในกลุ่ม Red Flags พ่อแม่ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วน ห้ามรอให้ถึงวันนัดหรือรอดูอาการอยู่ที่บ้านเนื่องจากอาจเกิดภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลันได้ สัญญาณเตือนอันตรายประกอบด้วย
- หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง หายใจจนชายโครงบุ๋ม อกบุ๋ม หรือคอ`.บุ๋ม
- ริมฝีปาก ปลายมือ ปลายเท้า หรือผิวหนังมีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) อันเนื่องมาจากร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
- มีไข้สูงต่อเนื่องเกิน 3 วัน หรือไข้สูงมากจนมีอาการชักจากไข้
- ซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม
- มีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ปัสสาวะไม่ออกนานเกิน 6 ชั่วโมง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้ง และกระหม่อมยุ๋บในทารก
วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์
เมื่อมาถึงสถานพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด ประเมินอาการทางคลินิก และฟังเสียงปอด ในปัจจุบันมีการตรวจหาเชื้อไวรัสอาร์เอสวีได้อย่างรวดเร็วด้วยชุดตรวจคัดกรองโรค (Rapid Antigen Test) จากการป้ายน้ำมูกในโพรงจมูก นอกจากนี้แพทย์อาจพิจารณาทำการเอกซเรย์ปอดเพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบหรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ แนวทางการรักษาหลักเป็นการรักษาตามอาการเนื่องจากยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะสำหรับโรคนี้โดยตรง แพทย์จะให้การรักษาด้วยการพ่นยาขยายหลอดลม พ่นน้ำเกลือความเข้มข้นสูงเพื่อช่วยละลายเสมหะ การดูดเสมหะออกจากทางเดินหายใจ และการให้ออกซิเจนเสริมในรายที่มีภาวะพร่องออกซิเจน
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลเด็กป่วย
การใช้ยาในเด็กเล็กต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด ข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามที่สำคัญมีดังนี้
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้เด็กรับประทานเองอย่างเด็ดขาด เนื่องจากเชื้ออาร์เอสวีเป็นเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจะไม่ช่วยรักษาโรคและยังก่อให้เกิดเชื้อดื้อยา
- ห้ามใช้ยาแอสไพรินหรือยาไอบูโพรเฟนในการลดไข้ในเด็กที่มีความเสี่ยงต่อโรคไข้เลือดออกหรือโรคติดเชื้อบางชนิด ควรใช้ยาพาราเซตามอลตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้องเท่านั้น คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้
- ห้ามให้เด็กรับประทานยาแก้ไอ กดอาการไอประเภทที่ทำให้เสมหะคั่งค้างในปอด เนื่องจากเด็กจำเป็นต้องไอเพื่อขับเสมหะส่วนเกินออกมาจากทางเดินหายใจ
วิธีป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อลดความเสี่ยง
การป้องกันการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีที่ดีที่สุดคือการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด
- ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ ทั้งตัวผู้ปกครองและเด็ก
- หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือสถานที่สาธารณะในช่วงที่มีการระบาดของโรค
- ทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวสัมผัสรอบตัวเด็กด้วยน้ำยาทำความสะอาดทั่วไปอย่างสม่ำเสมอ
- งดให้ผู้ที่มีอาการป่วยเป็นหวัดหรือติดเชื้อทางเดินหายใจเข้าใกล้ชิดกับเด็กทารกแรกเกิด
- ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เนื่องจากนมแม่มีภูมิต้านทานโรคที่ช่วยปกป้องระบบทางเดินหายใจของทารกได้เป็นอย่างดี