สถานการณ์ความรุนแรงของโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีในเด็กเล็ก
โรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากไวรัสอาร์เอสวีหรือที่รู้จักกันในชื่อทางการแพทย์ว่าไวรัสอาร์เอสวี เป็นหนึ่งในเชื้อโรคที่สร้างความกังวลใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองมากที่สุดในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กทารก เด็กเล็ก และเด็กที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือโรคปอดเรื้อรัง เชื้อไวรัสชนิดนี้มีความสามารถในการแพร่กระจายตัวได้อย่างรวดเร็วผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน ในเด็กโตและผู้ใหญ่อาจแสดงอาการเพียงแค่เป็นหวัดธรรมดา คัดจมูก หรือเจ็บคอ แต่ในเด็กเล็กที่มีหลอดลมขนาดเล็กและระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ เชื้อไวรัสนี้อาจลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้เกิดภาวะหลอดลมฝอยอักเสบ และโรคปอดบวม ซึ่งนำไปสู่ภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลันที่อันตรายถึงชีวิตได้
กลไกการเกิดโรคและสาเหตุที่ทำให้เด็กหายใจหอบเหนื่อย
เมื่อทารกหรือเด็กเล็กได้รับเชื้อไวรัสอาร์เอสวีเข้าสู่ร่างกาย เชื้อจะเข้าไปเกาะและทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และมีการสร้างเสมหะปริมาณมาก ร่างกายของเด็กพยายามขับเสมหะและพยายามนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายให้เพียงพอ แต่เนื่องจากหลอดลมของเด็กเล็กมีขนาดเล็กมากอยู่แล้ว เมื่อเกิดอาการบวมร่วมกับเสมหะที่เหนียวข้น จึงเกิดภาวะทางเดินหายใจตีบแคบ อากาศเข้าและออกได้ยาก ส่งผลให้เกิดภาวะพร่องออกซิเจนในเลือด ร่างกายของเด็กจึงต้องปรับตัวโดยการใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจส่วนอื่น เช่น กล้ามเนื้อคอ กล้ามเนื้อท้อง และกล้ามเนื้อระหว่างซี่โครงทำงานหนักขึ้น เพื่อดึงอากาศเข้าปอด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เราเห็นอาการซี่โครงบาน ทรวงอกบุ๋ม และปีกจมูกบานเวลาหายใจ
สัญญาณเตือนภัยอันตรายที่บ่งบอกว่าลูกน้อยเข้าสู่ภาวะวิกฤต
การสังเกตอาการของลูกน้อยอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยชีวิตเด็กได้ทันท่วงที หากลูกมีอาการเริ่มแรกเพียงแค่ไข้ต่ำ ไอ น้ำูกไหล แต่ต่อมามีอาการเหล่านี้ปรากฏขึ้น ถือเป็นสัญญาณอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องพาไปพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันที
- อัตราการหายใจเร็วกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด โดยในทารกอายุน้อยกว่าสองเดือน อัตราการหายใจเกินหกสิบครั้งต่อนาที ในเด็กอายุสองเดือนถึงหนึ่งปี เกินห้าสิบครั้งต่อนาที และในเด็กอายุหนึ่งถึงห้าปี เกินสี่สิบครั้งต่อนาที
- อาการซี่โครงบาน ทรวงอกบุ๋ม หรือไหปลาร้าบุ๋มทุกครั้งที่หายใจเข้า ซึ่งแสดงถึงความพยายามอย่างหนักของปอดในการหายใจ
- อาการตัวเขียว ริมฝีปากคล้ำ หรือปลายนิ้วเขียว ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพออย่างรุนแรง
- อาการซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือมีภาวะหยุดหายใจเป็นช่วงสั้นๆ ซึ่งเป็นภาวะสมองขาดออกซิเจน
- อาการขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ปัสสาวะไม่ออกเกินหกชั่วโมง ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา และกระหม่อมบุ๋มลึกในเด็กทารก
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ในโรงพยาบาล
เมื่อเดินทางมาถึงห้องฉุกเฉิน กุมารแพทย์และทีมแพทย์ฉุกเฉินจะทำการประเมินอาการอย่างเร่งด่วน โดยเริ่มจากการวัดสัญญาณชีพ ตรวจวัดระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดด้วยเครื่องมือหนีบนิ้ว และประเมินลักษณะการหายใจ จากนั้นจะมีการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น การตรวจหาเชื้อไวรัสอาร์เอสวีด้วยชุดตรวจหาแอนติเจนอย่างรวดเร็วจากโพรงจมูก การเอกซเรย์ปอดเพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบหรือภาวะแทรกซ้อน และการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาภาวะติดเชื้อหรือความสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย
การดูแลรักษาทางการแพทย์และการพยาบาลที่ถูกต้อง
การรักษาผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีและมีอาการหายใจเร็วซี่โครงบาน ส่วนใหญ่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะทางเดินหายใจล้มเหลว แนวทางการรักษาประกอบด้วย
- การให้ออกซิเจนเสริมเพื่อให้ระดับออกซิเจนในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ อาจเริ่มจากการใช้สายออกซิเจนทางจมูก ไปจนถึงการใช้เครื่องช่วยหายใจในกรณีที่เด็กเหนื่อยหอบมากจนไม่สามารถหายใจเองได้
- การพ่นยาขยายหลอดลมและการพ่นน้ำเกลือความเข้มข้นสูงเพื่อช่วยลดอาการบวมของทางเดินหายใจและช่วยให้เสมหะละลายออกได้ง่ายขึ้น
- การทำ ์Chest Physiotherapy หรือการเคาะปอดและดูดเสมหะออกจากทางเดินหายใจอย่างถูกวิธีโดยบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อเคลียร์ทางเดินหายใจให้โล่ง
- การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำในกรณีที่เด็กไม่สามารถดื่มนมหรือน้ำได้เอง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและรักษาความสมดุลของเกลือแร่
ข้อควรปฏิบัติและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลเด็กที่บ้าน
ก่อนที่เด็กจะมีอาการรุนแรง พ่อแม่มักต้องดูแลเด็กที่มีอาการป่วยเริ่มแรกอยู่ที่บ้าน ซึ่งมีข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามทางการแพทย์ที่ต้องเคร่งครัดดังนี้
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้เด็กรับประทานเองเด็ดขาด เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษาและอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาได้
- การใช้ยาลดไข้พาราเซตามอลต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวของเด็กอย่างเคร่งครัด คือสิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้
- ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเล็กเด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์และอาจทำให้เสียชีวิตได้
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ไอหรือยาละลายเสมหะในเด็กอายุต่ำกว่าสองปี เว้นแต่จะได้รับคำสั่งจากแพทย์โดยตรง เนื่องจากอาจทำให้เด็กขับเสมหะออกไม่ได้และเกิดการอุดตันในทางเดินหายใจ
การป้องกันการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
เนื่องจากเชื้อไวรัสอาร์เอสวีสามารถกลับมาติดซ้ำได้อีกแม้ว่าเด็กเคยป่วยมาแล้ว การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้
- ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ ทั้งตัวผู้ปกครองและเด็กก่อนรับประทานอาหารและหลังสัมผัสสิ่งของสาธารณะ
- หลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ หรือสนามเด็กเล่นในร่มในช่วงที่มีการระบาดของโรค
- ทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวสัมผัสรอบตัวเด็กด้วยน้ำยาทำความสะอาดทั่วไปเป็นประจำ
- งดการให้บุคคลที่มีอาการป่วยเป็นหวัด ไอ จาม เข้าใกล้ชิดหรืออุ้มเด็กทารก
- ในเด็กกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น เด็กคลอดก่อนกำหนด อาจได้รับการพิจารณาฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกันไวรัสอาร์เอสวีตามคำแนะนำของกุมารแพทย์เฉพาะทาง