บทนำและภาพรวมของโรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV ในเด็ก
โรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากไวรัส อาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่สุดที่ก่อให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนล่างในเด็กทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มทารกและเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี เชื้อไวรัสชนิดนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดเพียงแค่อาการไข้หวัดธรรมดา แต่สามารถลุกลามกลายเป็นโรคหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) และโรคปอดอักเสบ (Pneumonia) ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบแลกเปลี่ยนแก๊สของร่างกายอย่างรุนแรง
จากสถิติทางการแพทย์พบว่า เด็กเกือบทุกคนจะเคยได้รับเชื้อ RSV อย่างน้อยหนึ่งครั้งเมื่อมีอายุครบ 2 ปี อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มทารกเกิดก่อนกำหนด (Premature infants) เด็กที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital heart disease) โรคปอดเรื้อรัง (Chronic lung disease) หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะมีความเสี่ยงสูงมากต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้อย่างลึกซึ้งจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบิดามารดาและผู้ดูแล เพื่อให้สามารถสังเกตอาการ คัดกรองความรุนแรง และส่งตัวผู้ป่วยเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Causes & Pathophysiology)
ไวรัส RSV เป็นไวรัสชนิดมีเปลือกหุ้ม (Enveloped RNA virus) จัดอยู่ในตระกูล Paramyxoviridae โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อยหลัก ได้แก่ RSV-A และ RSV-B ซึ่งมักเกิดการแพร่ระบาดสลับกันหรือร่วมกันในแต่ละปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวในประเทศไทย
การติดต่อของเชื้อ: เชื้อไวรัส RSV แพร่กระจายผ่านทางละอองฝอยขนาดใหญ่ (Large droplets) จากการไอ จาม หรือการพูดคุยในระยะประชิด นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรง (Direct contact) กับสิ่งคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วย หรือผ่านการสัมผัสสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ (Fomites) เช่น ของเล่น ลูกบิดประตู โดยเชื้อไวรัสสามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวแห้งแข็งได้นานหลายชั่วโมง และอยู่บนผิวหนังมนุษย์ได้นานประมาณ 20-30 นาที
กลไกการเกิดพยาธิสภาพในปอด: เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุตา จมูก หรือปาก จะเริ่มทำการแบ่งตัวที่เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบน ก่อนจะลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่างอย่างรวดเร็ว เชื้อจะเข้าทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจที่มีขนโบก (Ciliated epithelial cells) ส่งผลให้เซลล์เกิดการตาย (Necrosis) และหลุดลอกตัวออก
กระบวนการดังกล่าวจะกระตุ้นปฏิกิริยาการอักเสบของร่างกาย มีการหลั่งสารสื่ออักเสบ (Inflammatory cytokines) ทำให้เกิดการบวมของผนังหลอดลมฝอย (Submucosal edema) ร่วมกับการสร้างเสมหะและน้ำมูกในปริมาณมหาศาล เศษเซลล์ที่ตายและเสมหะหนียวข้นจะรวมตัวกันอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนปลาย (Airway obstruction) เนื่องจากหลอดลมฝอยของทารกมีขนาดเล็กมากตามธรรมชาติ การอุดกั้นนี้จึงทำให้เกิดภาวะปอดแฟบ (Atelectasis) หรือภาวะปอดโป่งพองจากการกักอากาศ (Air trapping) ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนแก๊สออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงอย่างวิกฤต
อาการสำคัญและระยะการดำเนินโรค (Symptoms & Progression)
การดำเนินโรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV มีลักษณะเฉพาะที่สามารถแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถเฝ้าระวังได้อย่างเป็นระบบ ดังนี้
1. ระยะเริ่มต้น (Early Stage: วันที่ 1-3 หลังรับเชื้อ)
อาการในระยะแรกมักคล้ายคลึงกับโรคไข้หวัดธรรมดา (Common cold) ได้แก่ มีไข้ต่ำๆ มีน้ำมูกใส ไอจาม และมีอาการเบื่ออาหารเล็กน้อย ในระยะนี้ผู้ปกครองมักคิดว่าลูกเป็นเพียงไข้หวัดทั่วไป จึงอาจละเลยการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด
2. ระยะลุกลาม (Progressive Stage: วันที่ 3-5 หลังรับเชื้อ)
เป็นระยะที่เชื้อเริ่มลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง อาการจะทรุดลงอย่างรวดเร็ว โดยมีลักษณะอาการเด่นชัด ดังนี้
- ไอต่อเนื่องรุนแรงและมีเสมหะเหนียวข้น
- เริ่มมีเสียงหายใจหวีด (Wheezing) หรือเสียงครืดคราดในปอดเนื่องจากมีเสมหะจำนวนมาก
- อัตราการหายใจเร็วขึ้นกว่าปกติ (Tachypnea) โดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานตามอายุ
- ผู้ป่วยเด็กจะเริ่มมีอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย และปฏิเสธการดื่มนมหรือน้ำ เนื่องจากหายใจไม่ทัน
3. ระยะวิกฤต (Critical Stage: วันที่ 5-7 หลังรับเชื้อ)
ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือมีปัจจัยเสี่ยง ระยะนี้เป็นช่วงเวลาที่พยาธิสภาพในปอดรุนแรงที่สุด เด็กจะมีภาวะพร่องออกซิเจน (Hypoxia) สังเกตได้จากอาการหอบเหนื่อยอย่างรุนแรง อกบุ๋ม และซึมลงอย่างเห็นได้ชัด
4. ระยะฟื้นตัว (Recovery Stage: วันที่ 7-14 หลังรับเชื้อ)
ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง อาการไข้และอาการหอบเหนื่อยจะค่อยๆ ลดลง อย่างไรก็ตาม อาการไอและเสียงหายใจหวีดอาจยังคงหลงเหลืออยู่ได้นานถึง 3-4 สัปดาห์ เนื่องจากทางเดินหายใจยังคงมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ (Airway hyperreactivity)
- อาการพร่องออกซิเจน: ริมฝีปาก เล็บมือ หรือปลายมือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis)
- การหายใจล้มเหลว: หายใจหอบเร็วมาก หายใจจนอกบุ๋ม (Subcostal/Intercostal retractions) ปีกจมูกบานขณะหายใจ หรือมีเสียงครางในลำคอขณะหายใจออก (Grunting)
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง: ปากแห้ง ผิวแห้ง เบ้าตาลึก ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยลงมากหรือไม่ปัสสาวะเลยเกิน 6 ชั่วโมง
- ระบบประสาทส่วนกลางถูกกดดัน: ซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือมีอาการชักจากไข้สูง
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)
เมื่อกุมารแพทย์ประเมินผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะติดเชื้อ RSV จะมีขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยเพื่อยืนยันโรคและประเมินความรุนแรงดังนี้
1. การซักประวัติและการตรวจร่างกาย (History & Physical Examination)
แพทย์จะซักประวัติระยะเวลาของการเกิดอาการ ประวัติการสัมผัสผู้ป่วยรายอื่น และตรวจร่างกายโดยการฟังเสียงปอด (Auscultation) เพื่อหาเสียงผิดปกติ เช่น เสียงหวีด (Wheezing) เสียงเสมหะแตกเปรี๊ยะ (Crepitations/Crackles) หรือเสียงลมเข้าปอดลดลง (Decreased breath sounds)
2. การตรวจหาเชื้อไวรัส (Virological Testing)
- Rapid Antigen Test: เป็นการป้ายสิ่งคัดหลั่งในโพรงจมูกด้านหลัง (Nasopharyngeal swab) เพื่อหาแอนติเจนของไวรัส RSV ข้อดีคือทราบผลรวดเร็วภายใน 15-30 นาที มีความไวและความจำเพาะสูงในผู้ป่วยเด็ก
- RT-PCR (Reverse Transcription Polymerase Chain Reaction): เป็นการตรวจหาข้อมูลพันธุกรรมของไวรัส มีความแม่นยำสูงสุด มักใช้ในกรณีที่ผลการตรวจแอนติเจนไม่ชัดเจน หรือในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงในหอผู้ป่วยวิกฤต
3. การประเมินทางรังสีวิทยาและการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม
- ภาพถ่ายรังสีทรวงอก (Chest X-ray): เพื่อประเมินว่ามีภาวะปอดอักเสบ (Pneumonia) ปอดแฟบ (Atelectasis) หรือภาวะถุงลมโป่งพองจากการกักเก็บอากาศ (Hyperinflation) หรือไม่
- การวัดระดับออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry): เพื่อประเมินความเข้มข้นของออกซิเจนในกระแสเลือด หากต่ำกว่า 90-92% ในขณะหายใจอากาศปกติ ถือเป็นข้อบ่งชี้ในการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล
- การตรวจเลือด (Complete Blood Count): เพื่อประเมินภาวะการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน โดยดูจากปริมาณเม็ดเลือดขาว (WBC) และการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment & Home Care)
ในปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัส (Antiviral drug) ที่เฉพาะเจาะจงและมีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรค RSV เป็นวงกว้าง การรักษาจึงเน้นการรักษาประคับประคองตามอาการ (Supportive treatment) เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยผ่านช่วงวิกฤตของโรคไปได้อย่างปลอดภัยที่สุด
1. การรักษาทางการแพทย์ในโรงพยาบาล (Inpatient Management)
สำหรับผู้ป่วยเด็กที่มีข้อบ่งชี้ว่ามีอาการรุนแรง แพทย์จะให้การดูแลรักษาดังต่อไปนี้
- การบำบัดด้วยออกซิเจน (Oxygen Therapy): การให้ออกซิเจนผ่านอุปกรณ์ต่างๆ เช่น หน้ากาก หรือสายจมูก ในกรณีที่รุนแรงปานกลางถึงมาก การใช้เครื่องให้ออกซิเจนด้วยอัตราการไหลสูงผ่านทางสายจมูก (High-Flow Nasal Cannula หรือ HFNC) ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยลดอัตราการใส่ท่อช่วยหายใจได้อย่างมีนัยสำคัญ
- การจัดการทางเดินหายใจ (Airway Clearance): การดูดเสมหะออกจากจมูกและลำคออย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนการป้อนนมหรืออาหาร เพื่อช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น
- การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Fluids): สำหรับเด็กที่หายใจหอบเหนื่อยจนไม่สามารถดื่มนมได้เพียงพอ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและภาวะสมดุลเกลือแร่ผิดปกติ
- การพ่นยาขยายหลอดลม (Bronchodilators): แพทย์อาจพิจารณาทดลองพ่นยาขยายหลอดลม เช่น Salbutamol หรือพ่นน้ำเกลือความเข้มข้นสูง (3% Hypertonic saline nebulization) เพื่อช่วยลดความเหนียวของเสมหะและลดการบวมของหลอดลม
2. การดูแลพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี (Home Care & Nursing)
สำหรับกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ไม่มีข้อบ่งชี้ในการนอนโรงพยาบาล สามารถดูแลรักษาตัวที่บ้านได้โดยปฏิบัติดังนี้
การเช็ดตัวลดไข้เป็นวิธีสำคัญในการป้องกันอาการชักจากไข้สูงในเด็กเล็ก ควรปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัดดังนี้
- เตรียมน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเด็ดขาด เพราะจะทำให้หลอดลมและหลอดเลือดส่วนปลายหดตัว และกระตุ้นให้ร่างกายผลิตความร้อนเพิ่มขึ้น)
- ถอดเสื้อผ้าของเด็กออกในห้องที่ไม่มีลมโกรกแรง
- ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำ บิดใหหมาด แล้วเช็ดผิวหนังโดยลากทิศทางเข้าหาหัวใจ (เช็ดจากปลายมือปลายเท้าเข้าสู่ลำตัว) เพื่อเปิดรูขุมขนและช่วยระบายความร้อน
- เน้นการประคบผ้าบริเวณที่มีหลอดเลือดใหญ่ผ่าน ได้แก่ ซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ ทั้งสองข้าง
- เปลี่ยนผ้าชุบน้ำบ่อยๆ ทุก 2-3 นาที เพื่อรักษาอุณหภูมิของผ้าให้คงความเย็นกว่าอุณหภูมิร่างกาย
- ระยะเวลาในการเช็ดตัวควรอยู่ที่ประมาณ 15-20 นาที จากนั้นซับตัวเด็กให้แห้งสนิท สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และวัดไข้ซ้ำหลังจากเช็ดตัวเสร็จ 30 นาที
- การล้างจมูกและดูดน้ำมูก (Nasal Suctioning): ใช้ลูกยางแดงหรือเครื่องดูดน้ำมูกระบบสุญญากาศ ร่วมกับการหยอดน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline Solution) เพื่อช่วยละลายน้ำมูกที่อุดตันในรูจมูก ช่วยให้ทารกหายใจและดูดนมได้สะดวกขึ้น
- การป้องกันภาวะขาดน้ำ: แนะนำให้เด็กดื่มน้ำอุ่น นม หรือสารละลายเกลือแร่ (Oral Rehydration Salts หรือ ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำจากไข้และการหายใจเร็ว
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)
การดูแลรักษาเด็กที่ติดเชื้อ RSV มีข้อห้ามและข้อพึงระวังทางการแพทย์ที่สำคัญอย่างยิ่งยวด เนื่องจากความเข้าใจผิดอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) ทานเองเด็ดขาด: เนื่องจากโรคปอดอักเสบจาก RSV เกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ เช่น Amoxicillin จึงไม่มีฤทธิ์ในการรักษาหรือฆ่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่สมเหตุผลนอกจากจะไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นแล้ว ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงต่ออาการแพ้ยา การทำลายจุลชีพประจำถิ่นในลำไส้ และปัญหาเชื้อดื้อยาในอนาคต
- ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) โดยไม่ผ่านการวินิจฉัยของแพทย์: การให้ยาแอสไพรินในขณะที่มีการติดเชื้อไวรัส มีความเสี่ยงที่จะเหนี่ยวนำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะสมองและตับอักเสบเฉียบพลันที่มีอันตรายร้ายแรง นอกจากนี้ หากผู้ป่วยยังมีไข้และยังไม่สามารถตัดสาเหตุของโรคไข้เลือดออกได้ การให้ยาไอบูโพรเฟนอาจส่งผลให้เกิดภาวะเลือดออกง่ายและเกล็ดเลือดทำงานผิดปกติ
- การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว: การให้ยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวจริงของเด็ก โดยขนาดยาที่ปลอดภัยคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง ให้ซ้ำได้ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ และห้ามให้เกิน 5 ครั้งต่อวัน (หรือห้ามเกิน 75 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อวัน) เพื่อป้องกันภาวะตับอักเสบเฉียบพลันจากการได้รับยาเกินขนาด
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ไอประเภทกดอาการไอ (Antitussives): ในเด็กที่มีเสมหะหนียวข้น การกดอาการไอจะทำให้ร่างกายไม่สามารถขับเสมหะออกจากปอดได้ ส่งผลให้เสมหะอุดกั้นทางเดินหายใจรุนแรงยิ่งขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดปอดแฟบ
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว (Prevention & Immunization)
เนื่องจากวัคซีนป้องกันไวรัส RSV สำหรับเด็กทั่วไปยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและการอนุมัติในวงจำกัดสำหรับบางกลุ่มอายุ การป้องกันหลักจึงมุ่งเน้นไปที่การลดโอกาสการสัมผัสเชื้อและการสร้างเสริมสุขอนามัยที่ดี
1. การล้างมือและการรักษาสุขอนามัย (Hand Hygiene)
ผู้ดูแลและสมาชิกทุกคนในบ้านต้องล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างถูกวิธีเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ความเข้มข้นไม่ต่ำกว่า 70% ก่อนและหลังสัมผัสตัวเด็ก ทารก หรือก่อนเตรียมอาหาร
2. การหลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่แออัด (Social Distancing)
หลีกเลี่ยงการนำเด็กเล็ก โดยเฉพาะทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือน ไปยังสถานที่แออัดที่มีผู้คนจำนวนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาด หรือสนามเด็กเล่นในช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ และหลีกเลี่ยงการให้ผู้ใหญ่หรือเด็กคนอื่นมาหอมแก้ม สัมผัสใบหน้า หรือจับมือทารกโดยไม่ได้ล้างมือ
3. โภชนาการและการสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ
การส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือนแรกของชีวิต ถือเป็นกลไกสำคัญในการส่งผ่านภูมิคุ้มกัน (Passive immunity) จากมารดาไปยังทารก ผ่านทางสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในน้ำนมแม่ ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. การฉีดวัคซีนป้องกันโรคทางเดินหายใจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
แม้ว่าจะยังไม่มีวัคซีนป้องกัน RSV บรรจุในตารางวัคซีนพื้นฐานของเด็กทั่วไป แต่การได้รับวัคซีนป้องกันโรคทางเดินหายใจอื่นๆ เช่น วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) ตามฤดูกาลตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป และวัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมค็อกคัส (Pneumococcal Conjugate Vaccine หรือ PCV) จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อร่วม (Co-infection) ที่อาจส่งผลให้อาการปอดอักเสบรุนแรงขึ้น
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล (Parent Actionable Checklist)
บันทึกช่วยจำสำหรับคุณพ่อคุณแม่ในการรับมือไวรัส RSV
หากลูกรักมีอาการคล้ายหวัด ให้คุณพ่อคุณแม่ประเมินตามรายการตรวจสอบความปลอดภัยดังต่อไปนี้
- ตรวจสอบอัตราการหายใจ: หายใจเร็วกว่าปกติหรือไม่ (ทารกน้อยกว่า 2 เดือน: ไม่เกิน 60 ครั้งต่อนาที, อายุ 2-11 เดือน: ไม่เกิน 50 ครั้งต่อนาที, อายุ 1-5 ปี: ไม่เกิน 40 ครั้งต่อนาที)
- สังเกตการใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ: อกบุ๋ม ชายโครงบุ๋ม หรือคอบุ๋มขณะหายใจเข้าหรือไม่ (หากมี ต้องรีบพบแพทย์)
- ประเมินปริมาณน้ำและอาหาร: เด็กดื่มนมหรือน้ำได้น้อยลงกว่าครึ่งหนึ่งของปกติหรือไม่
- สังเกตระดับความรู้สึกตัว: เด็กมีอาการซึมลงอย่างชัดเจน ไม่ยอมเล่น หรือร้องงอแงไม่ยอมหยุดและปลอบไม่ลงหรือไม่
- จัดสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย: ให้อยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ปราศจากควันบุหรี่ ควันไฟ และฝุ่นละออง PM 2.5 ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้หลอดลมหดตัวและอักเสบรุนแรงขึ้น
หมายเหตุ: หากพบข้อใดข้อหนึ่งข้างต้นที่เป็นสัญญาณเตือนอันตราย โปรดอย่ารอช้าที่จะนำบุตรหลานของท่านเข้ารับการตรวจรักษาจากกุมารแพทย์ ณ สถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีเพื่อความปลอดภัยสูงสุด