ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขปริศนา ทำไมลูกเป็น RSV แล้วไอเรื้อรังไม่หายสักที

อาการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี หรือที่รู้จักกันในชื่อ โรคไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) มักสร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหลังจากที่ตัวโรคเริ่มทุเลาลงแล้ว แต่ลูกน้อยยังมีอาการไอเรื้อรังตามมานานหลายสัปดาห์ ภาวะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีกลไกทางสรีรวิทยาและพยาธิสภาพที่ชัดเจนอธิบายได้ทางการแพทย์

เมื่อเชื้อไวรัส RSV เข้าสู่ร่างกายของเด็กเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ทารก เด็กคลอดก่อนกำหนด หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด (Asthma) หรือโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เชื้อจะเข้าทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนปลาย ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และมีการสร้างเสมหะจำนวนมาก แม้ว่าตัวไวรัสจะถูกกำจัดออกไปจากร่างกายแล้ว แต่เนื้อเยื่อทางเดินหายใจยังคงอยู่ในภาวะไวต่อสิ่งกระตุ้น (Hyper-reactivity) ทำให้เกิดการไอเรื้อรังเพื่อขับเสมหะส่วนเกินที่ยังคั่งค้างอยู่ออกมา

ระยะเวลาการฟื้นตัวและกลไกการเกิดอาการไอหลังติดเชื้อ RSV

ในผู้ป่วยเด็กส่วนใหญ่ อาการเฉียบพลันของโรค RSV เช่น ไข้ น้ำูกไหล และไอ จะกินเวลาประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม อาการไอเรื้อรังในช่วงระยะฟื้นตัว (Convalescent phase) อาจลากนานตั้งแต่สองสัปดาห์ไปจนถึงหนึ่งเดือนเต็ม ซึ่งสร้างความเหนื่อยล้าให้กับทั้งตัวเด็กและผู้ดูแล

กลไกหลักที่ทำให้เด็กมีอาการไอไม่หายสักที ได้แก่:

  • เยื่อบุหลอดลมมีความไวสูงขึ้นจากกระบวนการอักเสบเรื้อรัง
  • การสร้างเมือกและเสมหะที่เหนียวข้นในทางเดินหายใจส่วนปลาย ซึ่งเด็กเล็กยังไม่สามารถไอขับออกมาเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อหลอดลม (Bronchospasm) ที่อาจเกิดขึ้นได้หลังการติดเชื้อไวรัส
คำแนะนำจากคุณหมอ: อาการไอในช่วงระยะฟื้นตัวมักจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ ความถี่และความรุนแรงของการไอจะลดลงเรื่อยๆ หากไม่มีไข้ร่วมด้วยและลูกยังร่าเริงดี คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลจนเกินไป แต่ควรเน้นการดูแลตามอาการและการให้ความชุ่มชื้นแก่ร่างกาย

สัญญาณอันตราย Red Flags ที่ต้องพาเด็กไปพบแพทย์ซ้ำทันที

แม้ว่าอาการไอเรื้อรังจะเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นตัว แต่ในบางกรณีอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคปอดอักเสบ (Pneumonia) โรคหลอดลมฝอยอักเสบซ้ำซ้อน หรือการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ผู้ปกครองจึงต้องสังเกตอาการเตือนวิกฤตอย่างใกล้ชิด

  • อาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนชายโครงบุ๋ม หรือคอ`.บุ๋ม
  • จมูกบานขณะหายใจ หรือหายใจมีเสียงวี๊ด (Wheezing) ชัดเจน
  • มีไข้สูงลอยเกินสามวัน หรือไข้กลับมาสูงอีกครั้งหลังเคยลดไปแล้ว
  • เด็กมีอาการซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำจนเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ
  • ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) ซึ่งแสดงถึงภาวะพร่องออกซิเจน

วิธีรักษาและการดูแลเด็กไอเรื้อรังจาก RSV ที่บ้าน

การดูแลรักษาเด็กที่ป่วยด้วยโรค RSV และมีอาการไอเรื้อรัง เน้นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ทางเดินหายใจโล่งและสบายขึ้น ดังนี้

  • การให้น้ำอุ่นหรือนมในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อช่วยละลายเสมหะในลำคอให้มีความเหนียวลดลง
  • การใช้เครื่องพ่นไอน้ำละอองฝอย (Humidifier) ในห้องนอนเพื่อลดความแห้งของอากาศ และช่วยให้ทางเดินหายใจชุ่มชื้น
  • การพ่นยาขยายหลอดลมหรือการเคาะปอดและดูดเสมหะ โดยต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำและการควบคุมดูแลของแพทย์หรือพยาบาลวิชาชีพเท่านั้น
  • การใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง (สิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง) เมื่อมีไข้
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาแก้ไอหรือยาละลายเสมหะให้เด็กเล็กรับประทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากเด็กเล็กยังไม่สามารถขับเสมหะออกได้เอง การใช้ยาบางชนิดอาจทำให้เสมหะเหนียวข้นขึ้นและไปอุดกั้นทางเดินหายใจ ส่งผลให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาด

ข้อควรปฏิบัติที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลเด็กป่วย

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของบุตรหลาน ผู้ปกครองควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้:

  • ห้ามให้เด็กรับประทานยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) เองโดยเด็ดขาด เนื่องจากโรค RSV เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษา และอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาได้
  • หลีกเลี่ยงการให้เด็กสัมผัสกับควันบุหรี่ ควันธูป ฝุ่นละออง หรือมลพิษทางอากาศ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นให้หลอดลมเกิดการอักเสบและทำให้ไอมากขึ้น
  • ไม่ควรให้เด็กอยู่ในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศเป่าลมใส่ตัวโดยตรง

การป้องกันการติดเชื้อซ้ำและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

โรค RSV สามารถติดซ้ำได้หลายครั้งแม้ว่าเด็กจะเคยเป็นมาแล้ว เนื่องจากภูมิต้านทานต่อไวรัสชนิดนี้ไม่คงอยู่ตลอดไป วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดประกอบด้วย:

  • การล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ ทั้งตัวเด็กและผู้ดูแล
  • การทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวสัมผัสร่วมภายในบ้านเป็นประจำ
  • การหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจ
  • การฉีดวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันหรือการให้แอนติบอดีสร้างภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Monoclonal Antibody) ในกลุ่มเด็กเล็กที่มีความเสี่ยงสูง ตามคำแนะนำของกุมารแพทย์
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down