ทำไมต้องการทำความสะอาดบ้านเมื่อลูกติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี
โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) เป็นการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่พบได้บ่อยและมีความรุนแรงมากในเด็กเล็ก โดยเฉพาะทารกและเด็กอายุต่ำกว่าสองปี เชื้อไวรัสชนิดนี้มีความสามารถในการแพร่กระจายและคงอยู่บนพื้นผิวสัมผัสต่างๆ ภายในบ้านได้เป็นเวลานานหลายชั่วโมง การทำความสะอาดบ้านและการฆ่าเชื้ออย่างถูกวิธีจึงเป็นหัวใจสำคัญในการตัดวงจรการแพร่ระบาด ป้องกันไม่ให้สมาชิกคนอื่นในครอบครัวติดเชื้อซ้ำ และช่วยให้เด็กที่กำลังป่วยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะอาด ปราศจากฝุ่นละอองและเชื้อโรคที่อาจกระตุ้นให้อาการทางเดินหายใจแย่ลง
กลไกการติดต่อและความคงทนของเชื้อไวรัสอาร์เอสวีในสิ่งแวดล้อม
เชื้อไวรัสอาร์เอสวีติดต่อผ่านทางละอองฝอยจากการไอหรือจาม และผ่านทางการสัมผัสโดยตรงกับสาร secretions ของผู้ป่วย หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อนแล้วนำมือมาสัมผัสใบหน้า ตา จมูก หรือปาก ความน่ากลัวของไวรัสชนิดนี้คือสามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวแข็ง เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ลูกบิดประตู ของเล่นพลาสติก ได้นานหลายชั่วโมง และอยู่บนมือมนุษย์ได้ประมาณสามสิบนาทีถึงหนึ่งชั่วโมง การทำความสะอาดบ้านจึงต้องเน้นจุดสัมผัสร่วมและของใช้ใกล้ตัวเด็กอย่างเคร่งครัด
วิธีทำความสะอาดบ้านและสิ่งของเมื่อลูกติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี
การทำความสะอาดบ้านในช่วงที่ลูกน้อยกำลังป่วยด้วยโรคไวรัสอาร์เอสวีต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มั่นใจว่าเชื้อโรคถูกกำจัดอย่างหมดจดโดยไม่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจที่บอบบางของเด็ก
การทำความสะอาดพื้นที่และพื้นผิวสัมผัสร่วม
เริ่มต้นด้วยการทำความสะอาดพื้นผิวทั่วไปด้วยน้ำยาทำความสะอาดหรือน้ำสบู่เพื่อขจัดคราบสกปรก จากนั้นจึงใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพ เช่น น้ำยาฟอกขาวเจือจางในอัตราส่วนที่เหมาะสม หรือผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อมอเตอร์ที่ปราศจากสารเคมีรุนแรง เช็ดทำความสะอาดบริเวณลูกบิดประตู สวิตช์ไฟ ราวบันได ขอบเตียง และโต๊ะอาหารอย่างน้อยวันละหนึ่งถึงสองครั้ง
การจัดการของเล่น เสื้อผ้า และเครื่องนอน
ของเล่นของใช้ของเด็กเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดี สำหรับของเล่นพลาสติกหรือยาง ให้ล้างด้วยน้ำสบู่แล้วนำไปแช่ในน้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำร้อน จากนั้นผึ่งให้แห้งสนิท สำหรับตุ๊กตาผ้าควรนำไปซักด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิไม่ต่ำกว่าหกสิบองศาเซลเซียสและอบให้แห้ง สำหรับเสื้อผ้า ผ้าอ้อม และชุดเครื่องนอน ควรซักล้างด้วยผงซักฟอกตามปกติและตากแดดจัดให้แห้งสนิทเพื่อฆ่าเชื้อโรคตามธรรมชาติ
กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาตามอาการเมื่อลูกติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี
ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาจำเพาะสำหรับฆ่าเชื้อไวรัสอาร์เอสวี แพทย์จะทำการรักษาประคับประคองตามอาการ (Supportive Care) เป็นหลัก โดยแบ่งกลุ่มยาที่ใช้ดังนี้
ยากลุ่มลดไข้และบรรเทาอาการปวด
ใช้สำหรับลดไข้บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามตัว ตัวยาหลักที่ปลอดภัยและแนะนำคือ พาราเซตามอล (Paracetamol)
ยากลุ่มขยายหลอดลมและละลายเสมหะ
ในกรณีที่เด็กมีอาการหลอดลมตีบ มีเสียงหายใจวี๊ด (Wheezing) หรือมีเสมหะเหนียวข้นมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาพ่นขยายหลอดลม หรือยาละลายเสมหะ เพื่อช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น
ขนาดยาและวิธีใช้อย่างปลอดภัยตามน้ำหนักตัว
การให้ยาพาราเซตามอลแก่เด็กต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรักษา
- ขนาดยาพาราเซตามอลชนิดน้ำสำหรับเด็ก: ขนาด 10 ถึง 15 มิลลิกรัม่อนน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ต่อครั้ง ทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการไข้
- ข้อควรปฏิบัติ: ห้ามให้ยาถี่กว่าทุก 4 ชั่วโมง และไม่ควรให้เกิน 5 ครั้งในรอบ 24 ชั่วโมง ควรอ่านฉลากยาอย่างละเอียดและใช้ช้อนตวงหรือกระบอกฉีดยาที่มากับผลิตภัณฑ์เสมอ
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา
การใช้ยาพาราเซตามอลในขนาดที่เหมาะสมมักไม่ค่อยพบผลข้างเคียงรุนแรง แต่หากใช้เกินขนาดอาจส่งผลกระทบต่อตับ สำหรับยาพ่นขยายหลอดลมอาจทำให้เด็กมีอาการใจสั่น มือสั่น หรือกระวนกระวายชั่วคราวหลังพ่นยา ซึ่งเป็นอาการข้างเคียงที่พบได้และมักจะหายไปเอง
ยาอันตรายที่ห้ามซื้อให้เด็กกินเองเด็ดขาด
การติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีเป็นการติดเชื้อไวรัส ดังนั้น ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) หรือยาฆ่าเชื้อมากินเองเด็ดขาด เนื่องจากยาปฏิชีวนะไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส และการใช้ยาโดยไม่จำเป็นจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยา รวมถึงอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารของเด็ก นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ไอหรือยาแก้แพ้ชนิดกดอาการไอในเด็กเล็กอายุต่ำกว่าสองปีโดยไม่ได้รับคำสั่งจากแพทย์ เพราะอาจทำให้เสมหะเหนียวข้นและระบายออกยากขึ้น จนเกิดภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นได้
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที
หากเด็กมีอาการเหล่านี้ร่วมกับการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนหน้าอกบุ๋ม ท้องกระเพื่อม หรือปีกจมูกบาน
- มีอาการซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา
- ปฏิเสธการดื่มนมหรือน้ำ ดื่มได้น้อยมากจนเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ (สังเกตจากปัสสาวะออกน้อยลงกว่าปกติ หรือไม่มีปัสสาวะนานเกิน 6 ชั่วโมง)
- มีอาการริมฝีปาก ปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำ (Cyanosis)
- ไข้สูงมากและไม่ยอมลดลงเลยแม้จะเช็ดตัวและกินยาลดไข้แล้ว
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีทำได้โดยการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาด สวมหน้ากากอนามัย และรักษาร่างกายให้อบอุ่น นอกจากนี้ในปัจจุบันมีนวัตกรรมการฉีดแอนติบอดีสร้างภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Monoclonal Antibody) สำหรับทารกกลุ่มเสี่ยง เพื่อป้องกันความรุนแรงของโรค ควรปรึกษาแพทย์กุมารเวชศาสตร์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่
- ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวสัมผัส ของเล่น และเครื่องนอนของเด็กอย่างสม่ำเสมอ
- ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะให้ลูกกินเอง
- สังเกตสัญญาณอันตรายทางระบบหายใจอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง
- รีบพาไปพบแพทย์ทันทีหากเด็กมีอาการหายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม หรือซึมลง