ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เด็กเป็น RSV ต้องนอนโรงพยาบาลไหม: ทำความเข้าใจโรคและการพิจารณารับตัวไว้รักษาในสถานพยาบาล

โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) เป็นการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี แม้ในเด็กโตหรือผู้ใหญ่อาการจะคล้ายไข้หวัดธรรมดา แต่ในเด็กเล็กและกลุ่มเสี่ยง เชื้อนี้อาจก่อให้เกิดโรคหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) หรือปอดอักเสบ (Pneumonia) รุนแรงได้ คำถามที่พ่อแม่ผู้ปกครองกังวลมากที่สุดคือ เด็กเป็น RSV ต้องนอนโรงพยาบาลไหม การตัดสินใจนอนโรงพยาบาลขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ระดับออกซิเจนในเลือด ความสามารถในการกินอาหารและดื่มนม รวมถึงโรคประจำตัวของเด็ก

เกณฑ์ทางการแพทย์ในการพิจารณาให้เด็กนอนโรงพยาบาล

แพทย์จะพิจารณาให้เด็กนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล (Admission) เมื่อพบข้อบ่งชี้ทางคลินิกที่แสดงถึงความเสี่ยงหรือภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ดังนี้

  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อยรุนแรง หายใจลำบาก หายใจมีเสียงดังหวีด (Wheezing) หรือมีลักษณะหายใจแรงจนอกบุ๋ม ท้องบุ๋ม
  • ระดับออกซิเจนปลายน่องหรือในเลือดต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย (Oxygen Saturation ต่ำกว่าร้อยละเก้าสิบห้า)
  • มีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เนื่องจากอาเจียนบ่อย หรือปฏิเสธการกินนมและน้ำดื่มจนปัสสาวะน้อยลง
  • มีอาการซึมลง ปลุกตื่นยาก หรือมีภาวะหยุดหายใจ (Apnea) ซึ่งมักพบได้บ่อยในทารกแรกเกิดและทารกอายุน้อยกว่า 6 เดือน
  • มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคปอดเรื้อรัง ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือเด็กคลอดก่อนกำหนด
คำแนะนำจากคุณหมอ: หากเด็กมีอาการเข้าเกณฑ์ดังกล่าว ผู้ปกครองไม่ควรดูแลต่อที่บ้านเอง ควรพามาพบกุมารแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที เพื่อรับการพ่นยาขยายหลอดลม การให้ออกซิเจนเสริม หรือการให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำตามความจำเป็น

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาและการจัดการอาการป่วย

เนื่องจากโรคติดเชื้อไวรัส RSV เกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) ในการรักษาหลัก การรักษาจึงเป็นการประคับประคองตามอาการ (Supportive Care) เป็นสำคัญ

ยาบรรเทาอาการไข้และลดปวด

ใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ตามความเหมาะสมเมื่อมีไข้สูง โดยต้องคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวของเด็กอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการได้รับยาเกินขนาดที่เป็นพิษต่อตับ

ยากลุ่มขยายหลอดลมและละลายเสมหะ

ในกรณีที่เด็กมีอาการหลอดลมตีบ มีเสียงหายใจคร่อกแครกหรือเสียงหวีด แพทย์อาจพิจารณาให้ยาพ่นขยายหลอดลม (Bronchodilators) ร่วมกับการพ่นน้ำเกลือความเข้มข้นสูง (Hypertonic Saline) เพื่อช่วยลดอาการบวมของเยื่อบุทางเดินหายใจและช่วยให้เสมหะขับออกได้ง่ายขึ้น

ขนาดยาและวิธีใช้อย่างปลอดภัยสำหรับเด็ก

การใช้ยาในเด็กต้องมีความแม่นยำสูง พ่อแม่ควรทราบหลักการคำนวณและวิธีใช้ที่ถูกต้อง ดังนี้

  • ยาพาราเซตามอลชนิดน้ำเชื่อม: ขนาดยาที่แนะนำคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อครั้ง กินทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเฉพาะเวลาที่มีไข้
  • การใช้อุปกรณ์ตวงยา: ต้องใช้ไซริงค์ (Syringe) หรือถ้วยตวงที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์ทุกครั้ง ห้ามใช้ช้อนชาหรือช้อนโต๊ะทั่วไปตักยาเด็ดขาด
  • ยาลดน้ำมูกและยาแก้ไอ: ในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ไม่แนะนำให้ซื้อยาแก้ไอหรือยาลดน้ำมูกสูตรผสมเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เนื่องจากอาจทำให้เสมหะเหนียวข้นขึ้นและเป็นอันตรายได้

ข้อควรระวังสำคัญและยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาด

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กที่ป่วยเป็นไข้หวัดหรือไข้จากไวรัสเด็ดขาด เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ยส์ซินโดรม (Reye's syndrome) ซึ่งรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองโดยเด็ดขาดเพราะไม่ช่วยรักษาโรคไวรัส

นอกจากนี้ ห้ามใช้ยากลุ่มกดอาการไอ (Antussives) ในเด็กเล็กที่มีเสมหะมาก เพราะจะทำให้ร่างกายไม่สามารถขับเสมหะออกมาได้ ส่งผลให้เสมหะอุดกั้นทางเดินหายใจและมีอาการหอบเหนื่อยรุนแรงยิ่งขึ้น

วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลเบื้องต้นที่บ้าน

สำหรับเด็กที่อาการไม่รุนแรงและแพทย์อนุญาตให้กลับมาดูแลที่บ้านได้ มีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

  • เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้องอย่างถูกวิธี และให้เด็กดื่มน้ำหรือนมให้เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ (Normal Saline) เพื่อช่วยชะล้างน้ำมูกและเสมหะที่ข้นเหนียวในโพรงจมูก
  • จัดท่าให้เด็กนอนศีรษะสูงเล็กน้อยเพื่อช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น
  • สังเกตอาการใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะช่วง 3 ถึง 5 วันแรก ซึ่งเป็นช่วงที่อาการมักแสดงออกรุนแรงที่สุด

วิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ในเด็ก

การป้องกันการติดเชื้อทำได้โดยรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด สวมหน้ากากอนามัย และทำความสะอาดของเล่นหรือพื้นผิวสัมผัสร่วมกันเป็นประจำ สำหรับเด็กกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น เด็กเกิดก่อนกำหนด แพทย์อาจพิจารณาให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Monoclonal Antibody) เพื่อป้องกันการติดเชื้อรุนแรงในช่วงระบาด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down