ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี พ่อแม่ต้องลาหยุดงานหรือไม่

เมื่อลูกน้อยมีอาการเจ็บป่วยโดยเฉพาะโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจจากไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) คำถามแรกที่มักเกิดขึ้นในใจของพ่อแม่ยุคใหม่คือความจำเป็นในการลาหยุดงานเพื่อดูแลบุตรอย่างใกล้ชิด คำตอบทางการแพทย์คือ พ่อแม่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาลาหยุดงานในระยะวิกฤตของโรค เนื่องจากไวรัสชนิดนี้มีความสามารถในการแพร่กระจายสูงมาก และในเด็กเล็กโดยเฉพาะทารกหรือเด็กอายุต่ำกว่าสองปี อาจมีอาการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากอาการหวัดธรรมดาไปสู่ภาวะหลอดลมฝอยอักเสบ หรือปอดบวม ซึ่งต้องอาศัยการดูแลสังเกตอาการ ตลอดจนการพ่นยาและการดูดน้ำมูกอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา

การที่พ่อแม่ลาหยุดงานในช่วงสามถึงหวันแรกของอาการหนัก ไม่เพียงแต่ช่วยให้เด็กได้รับการดูแลที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ แต่ยังเป็นการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคไปยังสถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียน หรือสถานที่ทำงานผ่านทางตัวพ่อแม่เองอีกด้วย การประเมินสถานการณ์ความรุนแรงของโรคและการบริหารเวลาทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ต้องวางแผนร่วมกัน

ภาพรวมของโรคไวรัสอาร์เอสวีและความสำคัญทางการแพทย์

ไวรัสอาร์เอสวีเป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนต้นและส่วนปลาย พบได้บ่อยในเด็กทุกช่วงวัย แต่มีความรุนแรงสูงในเด็กเล็ก ทารกคลอดก่อนกำหนด เด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคปอดเรื้อรัง หรือเด็กที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง สถิติทางการแพทย์ระบุว่าเด็กเกือบทุกคนจะเคยติดเชื้อไวรัสชนิดนี้อย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนอายุครบสองปี

ความสำคัญทางการแพทย์อยู่ที่เชื้อไวรัสนี้สามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงในหลอดลมฝอย (Bronchiolitis) ทำให้เกิดเสมหะจำนวนมาก ซึ่งในเด็กเล็กที่มีทางเดินหายใจขนาดเล็กอยู่แล้ว จะทำให้เกิดภาวะทางเดินหายใจตีบตัน หายใจลำบาก และอาจนำไปสู่ภาวะหายใจล้มเหลวที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในหออภิบาลผู้ป่วยหนัก (ICU) ได้หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค

เชื้อไวรัสอาร์เอสวีติดต่อผ่านทางละอองฝอยจากการไอหรือจามของผู้ติดเชื้อ หรือจากการสัมผัสสาร (น้ำมูก น้ำลาย) ที่ติดอยู่ตามพื้นผิวสัมผัสต่างๆ เช่น ของเล่น ลูกบิดประตู โต๊ะ หรือมือของผู้ดูแลที่ไม่ได้ล้างให้สะอาด เมื่อเด็กสัมผัสเชื้อแล้วนำมือเข้าปาก จมูก หรือขยี้ตา เชื้อไวรัสจะเข้าสู่เยื่อบุทางเดินหายใจและเริ่มแบ่งตัว

กลไกการเกิดโรคคือไวรัสจะเข้าไปทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนปลาย ส่งผลให้เกิดการอักเสบ บวม มีการหลั่งสารคัดหลั่งและเสมหะออกมาจำนวนมาก ประกอบกับเนื้อเยื่อรอบหลอดลมมีการหดเกร็ง ทำให้ลมหายใจผ่านเข้าออกได้ยาก เกิดเสียงหายใจมีเสียงวี๊ด (Wheezing) และภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำตามมา

อาการสำคัญและระยะของโรค

อาการของการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีมักจะดำเนินไปเป็นลำดับขั้นตอน โดยสามารถแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

ระยะเริ่มต้น (วันที่หนึ่งถึงวันที่สาม)

เด็กจะมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา ได้แก่ มีไข้ต่ำหรือไข้สูง น้ำใส ไอปนจาม เจ็บคอ และอาจมีอาการซึมลงเล็กน้อยเนื่องจากร่างกายพยายามต่อสู้กับเชื้อโรค

ระยะอาการเด่นชัด (วันที่สี่ถึงวันที่เจ็ด)

อาการไอจะรุนแรงมากขึ้น ไอถี่และมีเสมหะมาก บางรายอาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วยเนื่องจากเสมหะเหนียวข้น เด็กเริ่มหายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว หายใจมีเสียงวี๊ด หรือหายใจแรงจนชายโครงบุ๋มหรืออกบุ๋ม ในระยะนี้เด็กจะไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำเพราะหายใจไม่สะดวก

ระยะฟื้นตัว (หลังจากวันที่เจ็ดเป็นต้นไป)

หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน อาการไอและไข้จะค่อยๆ ทุเลาลง แต่อาการไออาจยังคงหลงเหลืออยู่ได้อีกประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์เนื่องจากเยื่อบุทางเดินหายใจยังคงมีความไวต่อสิ่งกระตุ้น

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากพบบุตรหลานมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดวัน
  • ไข้สูงมากเกินสามวัน หรือไข้กลับมาสูงอีกครั้งหลังจากที่ลดไปแล้ว
  • หายใจหอบแรง หายใจเร็วกว่าปกติ สังเกตเห็นซี่โครงบุ๋ม ท้องกระเพื่อม หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ
  • มีอาการเขียวคล้ำบริเวณริมฝีปากหรือปลายนิ้ว ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะพร่องออกซิเจน
  • ซึมมากปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ และมีภาวะขาดน้ำ (ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยลงกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด หรือผ้าอ้อมแห้งสนิทนานเกินหกชั่วโมง)
  • มีอาการชักร่วมด้วย

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดร่วมกับการตรวจร่างกาย ฟังเสียงปอดเพื่อหาเสียงผิดปกติเช่นเสียงวี๊ดหรือเสียงกรอบแกรบ ในปัจจุบันมีชุดตรวจคัดกรองโรคติดเชื้อทางเดินหายใจแบบรวดเร็ว (Rapid Antigen Test) ซึ่งสามารถตรวจหาเชื้อไวรัสอาร์เอสวีได้จากสารคัดหลั่งในโพรงจมูก ทราบผลได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ในรายที่มีอาการรุนแรงแพทย์อาจพิจารณาตรวจเอกซเรย์ปอดเพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบร่วมด้วย

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ เนื่องจากยังไม่มีon-specific antiviral drug ที่รักษาหายขาดโดยตรง ยกเว้นในรายที่มีอาการรุนแรงมาก

  • การให้ยาลดไข้ ยาละลายเสมหะ และยาขยายหลอดลมตามคำสั่งแพทย์
  • การพ่นยาขยายหลอดลมหรือการทำกายภาพบำบัดทรวงอกเพื่อช่วยขับเสมหะ
  • การพ่นน้ำเกลือผ่านทางจมูกและการดูดน้ำมูกออกเพื่อช่วยให้เด็กหายใจได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะก่อนมื้อนมและก่อนนอน
  • การรักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย หากเด็กไม่สามารถดื่มน้ำได้เพียงพอ แพทย์อาจพิจารณาให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ
คำแนะนำจากคุณหมอ: การดื่มน้ำอุ่นมากๆ ในเด็กที่โตพอ จะช่วยให้เสมหะที่เหนียวข้นเจือจางลงและขับออกมาได้ง่ายขึ้น รวมถึงช่วยลดอาการระคายคอได้เป็นอย่างดี

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในกระบวนการดูแลเด็กป่วยที่บ้าน พ่อแม่ต้องระมัดระวังเรื่องการใช้ยาอย่างเคร่งครัด

  • ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาด เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • การใช้ยาพาราเซตามอลต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง คือขนาดสิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อมาให้เด็กรับประทานเอง เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษาและอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ไอระงับอาการไอในเด็กเล็กโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพราะอาจทำให้เด็กไม่สามารถขับเสมหะออกมาได้ ส่งผลให้เสมหะอุดตันทางเดินหายใจ

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีที่ดีที่สุดคือการสร้างสุขอนามัยที่ดีในครอบครัว

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ ทั้งตัวพ่อแม่และเด็ก
  • ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อของเล่น พื้นผิวสัมผัส และบริเวณบ้านเป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือสถานที่ที่มีคนจำนวนมากในช่วงที่มีการระบาดของโรค
  • งดให้ผู้ที่มีอาการป่วยทางเดินหายใจเข้าใกล้ชิดเด็กทารก
  • ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เนื่องจากนมแม่มีสารภูมิต้านทานโรค (Antibodies) ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติให้กับทารก
  • ปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่มีการใช้วัคซีนป้องกันหรือแอนติบอดีสำเร็จรูปเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในกลุ่มเด็กทารกกลุ่มเสี่ยงสูง ควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

  • สังเกตอาการลูกอย่างใกล้ชิดในช่วงสามวันแรก ประเมินความจำเป็นในการลาหยุดงานเพื่อดูแลบุตร
  • จัดการเคลียร์พื้นที่และแยกอุปกรณ์รับประทานอาหารของเด็กป่วยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อในบ้าน
  • เตรียมอุปกรณ์ดูดน้ำมูกและน้ำเกลือหยอดจมูกให้พร้อมใช้งาน
  • จดบันทึกอุณหภูมิร่างกายและเวลาการให้ยาอย่างสม่ำเสมอ
  • พาไปพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการเตือนอันตราย เช่น หายใจหอบเหนื่อย ซึม หรือไม่ยอมดื่มนม
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down