ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจความแตกต่างของโรคทางเดินหายใจในเด็ก ไข้หวัดใหญ่ RSV และโควิด

ในช่วงที่ลูกน้อยมีอาการป่วย ไม่ว่าจะเป็นไข้ ไอ น้ำูกไหล ผู้ปกครองหลายท่านมักมีความกังวลใจ เนื่องจากโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กยุคนี้ไม่ได้มีแค่ไข้หวัดธรรมดาอีกต่อไป แต่ยังมีเชื้อโรคตัวร้ายที่แพร่ระบาดได้ง่ายและรุนแรงในเด็กเล็ก ได้แก่ โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) และโรคโควิด (COVID-19) การทำความเข้าใจและแยกความแตกต่างระหว่าง ไข้หวัดใหญ่ RSV และโควิดในเด็ก จึงเป็นกุญแจสำคัญในการดูแลรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นโดยกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่และผู้ดูแลเด็กทุกท่าน ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ ละเอียดครอบคลุมรอบด้าน ทั้งสาเหตุ อาการ การสังเกตสัญญาณอันตราย แนวทางการรักษาที่ถูกต้อง และวิธีป้องกัน เพื่อปกป้องลูกรักให้ห่างไกลจากความรุนแรงของโรคเหล่านี้

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคของ ไข้หวัดใหญ่ RSV และโควิด

เชื้อไวรัสทั้งสามชนิดนี้แม้จะก่อโรคในระบบทางเดินหายใจเหมือนกัน แต่มีลักษณะทางชีววิทยาและการแพร่ระบาดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้

  • โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza): เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza virus) ชนิดเอและบี มักระบาดตามฤดูกาลโดยเฉพาะช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ติดต่อผ่านการสูดละอองฝอยจากการไอหรือจาม หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน
  • เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV): เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างได้บ่อยในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะทารกและเด็กเล็ก เชื้อนี้มีความสามารถในการสร้างเสมหะปริมาณมากและเหนียวข้น ทำให้หลอดลมของเด็กอักเสบและตีบแคบลงได้ง่าย
  • โรคโควิด (COVID-19): เกิดจากเชื้อไวรัสซาร์สโคฟทู (SARS-CoV-2) สามารถแพร่กระจายเชื้อได้รวดเร็วผ่านทางอากาศและละอองฝอย มีการกลายพันธุ์และหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ ส่งผลกระทบได้หลายระบบในร่างกายไม่ใช่เพียงแค่ระบบทางเดินหายใจ

ตารางเปรียบเทียบอาการเด่น เพื่อแยกความแตกต่างระหว่าง ไข้หวัดใหญ่ RSV และโควิด

แม้โรคทั้งสามจะมีอาการเริ่มต้นคล้ายกัน เช่น ไข้ ไอ น้ำมูก เจ็บคอ แต่จะมีอาการจำเพาะที่ช่วยให้แพทย์และผู้ปกครองสังเกตความแตกต่างได้ดังนี้

  • ไข้หวัดใหญ่: มักมีไข้สูงฉับพลัน ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ อ่อนเพลียมาก และอาจมีอาการไอแห้งร่วมด้วย
  • อาร์เอสวี (RSV): อาการเด่นคือมีน้ำมูกใสไหลมาก ไอโขลกๆ แบบมีเสมหะลึก หากลามลงหลอดลมจะมีอาการหายใจมีเสียงวี๊ด (Wheezing) หรือหายใจหอบเหนื่อย
  • โควิดในเด็ก: อาการมีความหลากหลายมาก บางรายไม่มีอาการ บางรายมีไข้ ไอ เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ และในเด็กบางคนอาจพบอาการทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน
คำแนะนำจากคุณหมอ: เนื่องจากอาการแสดงภายนอกของโรคทั้งสามมีความเหลื่อมล้ำและคล้ายคลึงกันมาก การใช้ชุดตรวจหาเชื้อหรือการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ (เช่น การทำ Swab หาเชื้อไวรัสรวม) จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการยืนยันโรค เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ตรงจุดและจำเพาะเจาะจง

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

หากเด็กมีอาการป่วย ผู้ปกครองต้องคอยสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณอันตรายเหล่านี้ ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดวัน:

  • ไข้สูงไม่ลด: มีไข้สูงติดต่อกันเกินสามวัน หรือไข้ไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้
  • ภาวะการหายใจลำบาก: หายใจหอบเร็ว หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม อกบุ๋ม ท้องกระเพาะกระเพื่อม หรือปีกจมูกบานเวลาหายใจ ปลายมือปลายเท้าเขียว
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง: ซึมลง ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ ปัสสาวะน้อยลงมากหรือไม่มีปัสสาวะเลยนานเกินหกถึงแปดชั่วโมง ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา
  • อาการทางระบบประสาท: ซึมมากปลุกตื่นยาก สับสน กระสับกระส่าย หรือมีอาการชักจากไข้สูง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงสถานพยาบาล แพทย์จะดำเนินการวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อแยกแยะโรค:

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามระยะเวลาเริ่มป่วย ประวัติการฉีดวัคซีน และประวัติการสัมผัสผู้ป่วยใกล้ชิด พร้อมทั้งฟังเสียงปอดและตรวจดูอาการทางเดินหายใจ
  • การตรวจหาเชื้อไวรัส (Multiplex PCR หรือ Rapid Antigen Test): เป็นการเก็บสิ่งส่งตรวจจากโพรงจมูกและลำคอ (Swab) เพื่อตรวจหาเชื้อไข้หวัดใหญ่ RSV และโควิดพร้อมๆ กัน ช่วยให้แพทย์ทราบชนิดของเชื้อได้อย่างแม่นยำภายในเวลาอันรวดเร็ว
  • การตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ: เช่น การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบ ปอดแฟบ หรือภาวะแทรกซ้อน และการเจาะเลือดตรวจหาความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดขาวตามดุลยพินิจของแพทย์

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการดูแลที่บ้าน

การรักษาโรคติดเชื้อไวรัสเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการเนื่องจากไวรัสบางชนิดยังไม่มียาฆ่าเชื้อโดยตรง ยกเว้นไข้หวัดใหญ่ที่มีกลุ่มยาต้านไวรัส (Antiviral drugs) ที่แพทย์อาจพิจารณาให้ในเด็กกลุ่มเสี่ยงหากมาพบแพทย์ในระยะเวลาที่เหมาะสม

  • การบริหารจัดการไข้และอาการปวด: เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นเพื่อระบายความร้อน และให้รับประทานยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง
  • การจัดการน้ำมูกและเสมหะ: ในเด็กเล็กที่ยังสั่งน้ำมูกเองไม่ได้ ผู้ปกครองควรใช้น้ำเกลือหยอดจมูกเพื่อละลายน้ำมูก และใช้ลูกยางแดงหรือเครื่องดูดน้ำมูกออกอย่างเบามือ เพื่อช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น
  • การดื่มน้ำและโภชนาการ: ให้เด็กดื่มน้ำสะอาดหรือนมในปริมาณที่เพียงพอบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้เสมหะไม่เหนียวข้น สำหรับเด็กโตสามารถรับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในเด็กที่มีไข้สูงโดยเด็ดขาด จนกว่าจะแน่ใจว่าเด็กไม่ได้ป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง หรือโรคไข้เลือดออก เนื่องจากยาเหล่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางสมองและตับ หรือทำให้เลือดออกง่ายขึ้น

ขนาดยาพาราเซตามอลและการใช้ยาอย่างปลอดภัย

การให้ยาพาราเซตามอลแก่เด็ก ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวจริงของเด็กเสมอ โดยขนาดยาที่แนะนำคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ ห้ามให้ยาถี่เกินกว่ากำหนด และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) มาให้เด็กรับประทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากโรคทั้งสามเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งยาปฏิชีวนะไม่มีฤทธิ์ในการรักษา และการใช้ยาพร่ำเพรื่อจะก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจในเด็ก สามารถปฏิบัติได้ตามแนวทางเวชปฏิบัติ:

  • การรับวัคซีนป้องกันโรค: พาเด็กไปรับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามกำหนดทุกปี และรับวัคซีนป้องกันโรคโควิดตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อลดความรุนแรงของโรคและการนอนโรงพยาบาล
  • สุขอนามัยส่วนบุคคล: สอนให้เด็ก ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชนแออัด
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง: หลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปในสถานที่ปิด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือบริเวณที่มีผู้ป่วยไอจาม
  • การเสริมสร้างภูมิต้านทานตามธรรมชาติ: ให้เด็กรับประทานอาหารครบห หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะอาดปราศจากควันบุหรี่มือสอง

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

  • สังเกตอาการไข้ ไอ น้ำมูก และประเมินพฤติกรรมความซนของเด็กอย่างใกล้ชิด
  • แยกเด็กป่วยออกจากสมาชิกคนอื่นในครอบครัวเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
  • ตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจมาตรฐานหากมีอาการสงสัย
  • รีบนำเด็กพบแพทย์ทันทีหากมีสัญญาณอันตราย เช่น หอบเหนื่อย ซึม หรือไข้สูงไม่ลด
  • ให้ยาลดไข้ตามน้ำหนักตัวและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down