ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจในเด็ก สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่มักมีความกังวลมากที่สุดเมื่อลูกน้อยเริ่มมีอาการไอ จาม มีน้ำูก หรือตัวร้อน คือการไม่สามารถแยกแยะได้ว่าลูกกำลังป่วยเป็นโรคใดระหว่างโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี เนื่องจากโรคทั้งสามกลุ่มนี้มีจุดเริ่มต้นของอาการที่คล้ายคลึงกันมากในระยะแรก แต่มีกลไกการเกิดโรค ความรุนแรง และแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องลูกน้อยจากภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

สถานการณ์โรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กทารกและกลุ่มเสี่ยง

โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจในเด็กเล็ก โดยเฉพาะทารกแรกเกิดจนถึงอายุสองขวบ ถือเป็นปัญหาสอบถามบ่อยในห้องตรวจกุมารแพทย์ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็กกลุ่มนี้ยังพัฒนาไม่เต็มที่ เยื่อบุทางเดินหายใจมีความบอบบางและหลอดลมมีขนาดเล็กมาก ทำให้เมื่อได้รับเชื้อไวรัสเข้าไป จะเกิดอาการอักเสบ บวม และมีเสมหะปริมาณมากได้ง่ายกว่าเด็กโตหรือผู้ใหญ่ สถิติทางการแพทย์ระบุว่าเด็กทุกคนมีโอกาสติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนอายุครบสองขวบ ขณะที่โรคไข้หวัดใหญ่และโควิดยังคงมีการแพร่ระบาดตามฤดูกาลอย่างต่อเนื่อง การแยกโรคให้ออกจึงช่วยให้การรักษาตรงจุดและลดอัตราการนอนโรงพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคของไวรัสทั้งสามชนิด

การทำความเข้าใจถึงสาเหตุและกลไกการก่อโรคจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เห็นภาพชัดเจนว่าเหตุใดลูกจึงแสดงอาการที่แตกต่างกัน

โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี

เกิดจากเชื้อไวรัสฮิวแมนอาร์เอสวี ไวรัสชนิดนี้มีฤทธิ์ทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนล่างอย่างรุนแรง ทำให้เกิดเนื้อเยื่ออักเสบ หลอดลมฝอยตีบแคบ และมีการสร้างเสมหะเหนียวข้นจำนวนมาก เด็กทารกติดเชื้อนี้ได้ง่ายจากการสัมผัสสาร secretions หรือละอองฝอยจากการไอจามของผู้ติดเชื้อ และเชื้อสามารถมีชีวิตอยู่ตามพื้นผิวสัมผัสได้หลายชั่วโมง

โรคไข้หวัดใหญ่

เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา แบ่งเป็นสายพันธุ์หลักคือเอและบี เชื้อนี้มักทำให้เกิดการติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง มีจุดเด่นคือทำให้เกิดอาการไข้สูงฉับพลัน ปวดเมื่อยตามตัว และอ่อนเพลียมาก การแพร่กระจายเชื้อเกิดขึ้นได้รวดเร็วผ่านทางละอองฝอยจากการไอและจาม

โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา

เกิดจากเชื้อไวรัสซาร์สโคฟตูว์ เชื้อนี้สามารถเข้าสู่เซลล์ของร่างกายผ่านตัวรับบนผิวเซลล์ที่พบได้ในหลายอวัยวะ ไม่เพียงแต่ระบบทางเดินหายใจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทางเดินอาหารและหลอดเลือด ทำให้เด็กทารกอาจมีอาการแสดงที่หลากหลายตั้งแต่ไข้หวัดธรรมดา ไปจนถึงภาวะอักเสบทั่วร่างกาย

อาการสำคัญและแนวทางการสังเกตเพื่อแยกโรคเบื้องต้น

แม้ว่าอาการไข้ ไอ น้ำูก จะพบได้ในยามที่เด็กติดเชื้อไวรัสทั้งสามชนิดนี้ แต่กุมารแพทย์สามารถใช้ลักษณะเด่นบางประการมาช่วยในการแยกโรคเบื้องต้นได้ดังนี้

  • อาการเด่นของอาร์เอสวี: มักเริ่มต้นด้วยไข้ต่ำๆ น้ำูกใส ไอ ภายในสองถึงสามวันแรก อาการไอจะรุนแรงขึ้นกลายเป็นไอโขลกๆ ลึกๆ และมีเสียงหายใจครืดคราดจากเสมหะในคอ หากลงสู่หลอดลมฝอยจะมีอาการหายใจหอบเหนื่อยหายใจมีเสียงหวีด
  • อาการเด่นของไข้หวัดใหญ่: เริ่มต้นด้วยไข้สูงฉับพลันเกินสามสองจุดห้าองศาเซลเซียสอย่างรวดเร็ว หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียมาก เบื่ออาหารอย่างเห็นได้ชัด และอาจมีอาการอาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วย
  • อาการเด่นของโควิด: อาการมีความหลากหลายมาก บางรายอาจมีเพียงไข้ต่ำๆ และน้ำูก แต่บางรายมีไข้สูง เจ็บคอมาก ตาแดง ผื่นขึ้นตามผิวหนัง หรือมีอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย
คำแนะนำจากคุณหมอ: ในเด็กทารกอายุน้อยกว่าสามเดือน หากมีไข้สูงแม้เพียงเล็กน้อย ควรรีบมาพบแพทย์ทันที เนื่องจากภูมิคุ้มกันยังน้อยมาก ความเสี่ยงที่เชื้อจะกระจายเข้าสู่กระแสเลือดมีสูงกว่าเด็กโต

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตอาการที่เป็นสัญญาณเตือนวิกฤต หรือที่เรียกว่าเรดแฟล็ก ซึ่งบ่งบอกว่าเด็กเริ่มมีภาวะหายใจล้มเหลวหรือภาวะช็อก ซึ่งต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ฉุกเฉินโดยด่วน

  • ภาวะหายใจลำบากหอบเหนื่อย: สังเกตจากอัตราการหายใจเร็วกว่าปกติ หายใจจนอกบุ๋ม ท้องกระแทก ปีกจมูกบานขณะหายใจ หรือมีริมฝีปากและปลายนิ้วเขียวคล้ำ
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง: ซึมลง ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ ปัสสาวะไม่ออกหรือมีสีเข้มจัดนานเกินหกถึงแปดชั่วโมง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา กระหม่อมยุ๋มลงในทารก
  • ไข้สูงมากและชัก: ไข้สูงเกินสามสององศาเซลเซียสที่ไม่ยอมลดลงหลังจากเช็ดตัวและให้ยาลดไข้ หรือมีอาการชักเกร็ง ตาค้าง
  • ซึมปลุกตื่นยาก: ไม่สบตา ไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียกหรือสิ่งเร้า

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อพาเด็กมาพบกุมารแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด รวมถึงประวัติการรับวัคซีนและประวัติการสัมผัสผู้ป่วย จากนั้นจะพิจารณาตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อระบุชนิดของเชื้อไวรัสที่แน่ชัด ได้แก่ การใช้ไม้พันสำลีกวาดเก็บตัวสารคัดหลั่งจากโพรงจมูก เพื่อนำไปตรวจด้วยชุดตรวจหาเชื้อไวรัสแบบรวดเร็ว ซึ่งสามารถตรวจพบเชื้อไข้หวัดใหญ่ อาร์เอสวี และโควิดได้พร้อมกันในคราวเดียว การตรวจเอกซเรย์ปอดจะทำในรายที่มีอาการหอบเหนื่อยเพื่อดูว่ามีภาวะปอดอักเสบหรือไม่

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคติดเชื้อไวรัสทั้งสามชนิดนี้ ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการเนื่องจากเป็นโรคที่เกิดจากไวรัส ยกเว้นในกรณีไข้หวัดใหญ่ที่มีการใช้ยาต้านไวรัสเฉพาะโรคหากมาพบแพทย์ภายในระยะเวลาที่กำหนด

  • การดูแลระบบทางเดินหายใจ: หากมีเสมหะเหนียวข้น แพทย์อาจพิจารณาพ่นยาขยายหลอดลม หรือพ่นน้ำเกลือละลายเสมหะ พร้อมทั้งทำการดูดเสมหะออกอย่างถูกวิธีเพื่อช่วยให้เด็กหายใจโล่งขึ้น
  • การให้สารน้ำอย่างเพียงพอ: ให้เด็กดื่มนมหรือน้ำเกลือสำหรับเด็กทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ หากเด็กไม่สามารถดื่มเองได้ แพทย์อาจพิจารณาให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ
  • การลดไข้และการบรรเทาอาการ: ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง ร่วมกับการเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่น
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กทารกและเด็กเล็กเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ซินโดรมซึ่งส่งผลรุนแรงถึงชีวิต และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้เด็กรับประทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากยาปฏิชีวนะใช้รักษาโรคที่เกิดจากแบคทีเรีย ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ การใช้พร่ำเพรื่อจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยา

ข้อกำหนดที่สำคัญในการใช้ยาลดไข้

การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอลสำหรับเด็กทารกต้องใช้เกณฑ์น้ำหนักตัวเป็นหลัก โดยขนาดยาที่ปลอดภัยคือสิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้ ห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟนในเด็กทารกอายุน้อยกว่าหกเดือน หรือในเด็กที่มีภาวะสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออกหรือมีภาวะขาดน้ำรุนแรง

วิธีป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสในเด็กทารกที่ดีที่สุดคือการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

  • การรับวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกัน: พาเด็กรับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เริ่มฉีดได้ตั้งแต่เด็กอายุหกเดือนขึ้นไป และสำหรับโรคอาร์เอสวี ปัจจุบันมีแนวทางการใช้วัคซีนหรือแอนติบอดีเสริมภูมิคุ้มกันในกลุ่มเด็กทารกกลุ่มเสี่ยงสูงตามคำแนะนำของกุมารแพทย์
  • สุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสตัวเด็ก หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดหรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวกในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรค
  • การแยกตัวผู้ป่วย: หากมีคนในครอบครัวป่วยด้วยอาการหวัด ควรใส่หน้ากากอนามัยและล้างมือก่อนอุ้มหรือดูแลเด็กทารก

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อพบว่าลูกน้อยมีอาการป่วย:

  • สังเกตอาการเริ่มต้น วัดไข้ และบันทึกระดับความรุนแรงของอาการ
  • ให้ยาลดไข้ตามน้ำหนักตัวและเช็ดตัวลดไข้หากมีไข้สูง
  • สังเกตสัญญาณอันตรายอย่างใกล้ชิด เช่น การหายใจ อัตราการดื่มนม และระดับความรู้สึกตัว
  • รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีหากพบสัญญาณเตือนอันตราย ห้ามรอดูอาการที่บ้าน
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down