เข้าใจความต่างระหว่างโรคไข้หวัดใหญ่และโรคอาร์เอสวี
การเจ็บป่วยในเด็กเล็กถือเป็นความกังวลใจอันดับต้นๆ ของคุณพ่อคุณแม่ โดยเฉพาะโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่ระบาดบ่อยในเด็ก เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) และโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) โรคทั้งสองชนิดนี้มักมีอาการเริ่มต้นคล้ายคลึงกัน เช่น มีไข้ ไอ น้ำมูก และเจ็บคอ แต่มีเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุและแนวทางการรักษาจำเพาะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การทำความเข้าใจและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดจึงเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ลูกน้อย
โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา ซึ่งมีการระบาดตามฤดูกาลอย่างต่อเนื่อง ส่วนไวรัสอาร์เอสวีเป็นเชื้อที่ทำให้เกิดการอักเสบของทางเดินหายใจส่วนล่างได้ง่ายในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ทารกแรกเกิด และเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด หรือโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด กลุ่มเสี่ยงเหล่านี้หากได้รับเชื้ออาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ และต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล
อาการสำคัญและการดำเนินโรคที่ต้องสังเกต
การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของลูกน้อยในแต่ละระยะของโรคช่วยให้พ่อแม่ประเมินความรุนแรงและพามาพบแพทย์ได้อย่างทันท่วงที โดยทั่วไปอาการจะแบ่งออกเป็นระยะเริ่มต้นและระยะลุกลามดังนี้
อาการในระยะเริ่มต้น
- มีไข้สูงอย่างฉับพลัน (มักพบในไข้หวัดใหญ่) หรือมีไข้ต่ำถึงไข้สูง (พบได้ในอาร์เอสวี)
- มีอาการไอ จาม และมีน้ำมูกใสหรือข้นเหนียว
- อ่อนเพลีย งอแง มากกว่าปกติ เบื่ออาหารและนม
- เจ็บคอ กลืนน้ำลายลำบากในเด็กโต
อาการในระยะลุกลามและอาการจำเพาะของโรคอาร์เอสวี
สำหรับเด็กที่ติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี มักจะมีอาการไอสุนัขเห่า (Croupy cough) หรือมีเสียงหายใจดังวี๊ด (Wheezing) เนื่องจากหลอดลมฝอยเกิดการบวมและมีเสมหะปริมาณมากอุดกั้นทางเดินหายใจ เด็กบางรายอาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วยหลังจากไอแรงๆ
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที
คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตอาการเตือนภัย (Red Flag Symptoms) อย่างใกล้ชิด หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้บ้านโดยด่วน:
- ไข้สูงมากติดต่อกันเกิน 3 วัน หรือไข้ไม่ยอมลดแม้ว่าจะเช็ดตัวและให้ยาลดไข้แล้ว
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม ท้องกระแทก หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ
- ริมฝีปาก เล็บ หรือผิวหนังมีสีเขียวคล้ำ (ภาวะขาดออกซิเจน)
- ซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือมีอาการชักจากไข้สูง
- ภาวะขาดน้ำ ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้งสนิท และไม่ได้ปัสสาวะนานเกิน 6 ชั่วโมง
วิธีรักษาตามอาการและการใช้ยาอย่างปลอดภัย
เนื่องจากทั้งไข้หวัดใหญ่และอาร์เอสวีเกิดจากเชื้อไวรัส การรักษาหลักจึงเป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับโรคด้วยตนเอง การใช้ยาจึงต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด
กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษา
- ยาลดไข้และบรรเทาปวด: ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นยาหลักที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ขนาดยาที่ถูกต้องคือน้ำหนักตัวเด็กเป็นกิโลกรัมคูณด้วย 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ให้รับประทานทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเฉพาะเวลาที่มีไข้หรือปวดเท่านั้น ห้ามให้ถี่เกินไปเพราะอาจเป็นอันตรายต่อตับ
- ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่: ในกรณีของไข้หวัดใหญ่ หากตรวจพบเชื้อและมาพบแพทย์ภายใน 48 ชั่วโมงแรก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสเพื่อช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเจ็บป่วย
- ยาละลายเสมหะและยาขยายหลอดลม: สำหรับอาร์เอสวี แพทย์อาจให้ยาพ่นขยายหลอดลมหรือยาละลายเสมหะร่วมกับการเคาะปอดเพื่อช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น
ยาอันตรายที่ห้ามใช้ในเด็กเด็ดขาด
การเลือกใช้ยาในเด็กมีความละเอียดอ่อนสูง มีข้อห้ามสำคัญทางแพทย์ที่พ่อแม่ต้องทราบเพื่อความปลอดภัยของบุตรหลาน:
- ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กเด็ดขาด: การให้ยาแอสไพรินลดไข้ในเด็กที่ติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่หรืออีสุกอีใส อาจเหนี่ยวนำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye syndrome) ซึ่งเป็นภาวะสมองบวมและตับวายเฉียบพลันที่มีอันตรายถึงชีวิต
- ระมัดระวังการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): ห้ามใช้ในเด็กที่มีภาวะขาดน้ำ อาเจียนรุนแรง หรือสงสัยว่าเป็นโรคไข้เลือดออก เนื่องจากอาจทำให้เกิดเลือดออกในทางเดินอาหารหรือส่งผลเสียต่อการทำงานของไตได้
การดูแลพยาบาลและการปฏิบัติตัวที่บ้าน
การดูแลลูกน้อยระหว่างป่วยมีความสำคัญไม่แพ้การใช้ยา เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น:
- การเช็ดตัวลดไข้: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาดเช็ดตามซอกพับ หน้าผาก และลำตัว เพื่อช่วยระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดเพราะจะทำให้เส้นเลือดหดตัวและอุณหภูมิร่างกายยิ่งสูงขึ้น
- การดื่มน้ำและสารละลายเกลือแร่: ให้ดื่มน้ำอุ่น นมแม่ หรือเกลือแร่ (ORS) บ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้เสมหะเหลวขับออกได้ง่ายขึ้น
- การเคลียร์ทางเดินหายใจ: หากมีน้ำมูกข้นเหนียว สามารถใช้น้ำเกลือหยอดจมูกและใช้ลูกยางแดงหรือเครื่องดูดน้ำมูกออกเบาๆ เพื่อให้ลูกหายใจสะดวกขึ้นก่อนนอนและก่อนดื่มนม
การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันการติดเชื้อสามารถทำได้โดยการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาด และสวมหน้ากากอนามัย นอกจากนี้สำหรับโรคไข้หวัดใหญ่ ควรรับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเป็นประจำทุกปีในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป เพื่อลดความรุนแรงของโรคและลดอัตราการนอนโรงพยาบาล