ลูกติดเชื้ออาร์เอสวี พ่อแม่ต้องลาหยุดงานหรือไม่
เมื่อลูกน้อยป่วยเป็นโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี หรือที่รู้จักกันในชื่อ โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) สิ่งแรกที่พ่อแม่ผู้ปกครองมักกังวลใจคือเรื่องของการจัดการเวลาทำงานและการดูแลลูกรักอย่างใกล้ชิด คำถามที่พบบ่อยคือพ่อแม่จำเป็นต้องลาหยุดงานหรือไม่ คำตอบทางการแพทย์คือมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่พ่อแม่หรือผู้ดูแลควรลาหยุดงานในช่วง 3 ถึง 5 วันแรก ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กมีอาการรุนแรงและแพร่กระจายเชื้อได้มากที่สุด เนื่องจากเด็กเล็กยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ อาการของโรคสามารถเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากไข้หวัดธรรมดาไปสู่ภาวะทางเดินหายใจส่วนล่างอักเสบ เช่น หลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) หรือปอดบวม (Pneumonia) การที่พ่อแม่ต้องลาหยุดจึงไม่ใช่แค่การเฝ้าระวังอาการทางคลินิกอย่างใกล้ชิดเท่านั้น แต่ยังเป็นการจำกัดวงของการแพร่กระจายเชื้อไวรัสไปสู่สมาชิกคนอื่นในครอบครัวที่มีเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ รวมถึงการป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปยังสถานที่ทำงานหรือโรงเรียนของคนในบ้านอีกด้วย
ทำความรู้จักไวรัสอาร์เอสวีและกลไกการเกิดโรค
ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus) เป็นเชื้อไวรัสชนิดอาร์เอ็นเอ (RNA Virus) ที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง เชื้อนี้มีความสามารถในการติดต่อสูงมากผ่านทางการสัมผัสสาร secretions เช่น น้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วย และผ่านทางการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อนอยู่แล้วนำมาสัมผัสบริเวณใบหน้า ตา จมูก หรือปาก เมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกายจะเข้าสู่เซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และมีการสร้างเมือกหรือเสมหะปริมาณมาก ในเด็กเล็กโดยเฉพาะทารคลอดก่อนกำหนด ทารกอายุน้อยกว่า 1 ปี หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือโรคปอดเรื้อรัง หลอดลมของเด็กจะมีขนาดเล็กมาก ทำให้เสมหะที่สร้างขึ้นมาไปอุดกั้นทางเดินหายใจ ส่งผลให้เกิดอาการหายใจมีเสียงวี๊ด หายใจหอบเหนื่อย และอาจรุนแรงถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล
ระยะเวลาการแพร่เชื้อและการกักตัวที่ถูกต้อง
ระยะเวลาฟักตัวของโรคไวรัสอาร์เอสวีอยู่ที่ประมาณ 2 ถึง 8 วัน หลังจากได้รับเชื้อ ผู้ป่วยจะสามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มแสดงอาการเล็กน้อย และระยะเวลาการแพร่เชื้อจะสูงที่สุดในช่วงที่มีอาการไข้ ไอ และมีน้ำมูก โดยทั่วไปเชื้อจะสามารถแพร่กระจายได้นานประมาณ 3 ถึง 8 วัน แต่ในเด็กเล็กหรือเด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ระยะเวลาการขับเชื้ออาจยาวนานถึง 3 สัปดาห์ ดังนั้น แนวทางการกักตัวที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์คือ ควรแยกเด็กป่วยให้อยู่ในห้องเฉพาะ แยกของใช้ส่วนตัว เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม และผ้าเช็ดตัว เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่พี่น้องคนอื่นในบ้าน สำหรับระยะเวลาที่เด็กควรหยุดเรียนและกักตัวอยู่ที่บ้านคือ จนกว่าอาการไข้จะหายสนิท อาการไอและน้ำมูกลดลงอย่างเห็นได้ชัด และเด็กมีแรงกลับมารับประทานอาหารได้ตามปกติ ซึ่งมักใช้เวลาประมาณ 7 ถึง 10 วัน การฝืนส่งเด็กไปโรงเรียนทั้งที่ยังมีอาการไอและมีน้ำมูก นอกจากจะทำให้อาการของเด็กแย่ลงจากการติดเชื้อซ้ำแล้ว ยังเป็นการแพร่กระจายเชื้อให้เพื่อนร่วมห้องอีกด้วย
สัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที
พ่อแม่และผู้ดูแลต้องสังเกตอาการของลูกอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง หากพบอาการเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วน:
- ไข้สูงมากติดต่อกันเกิน 3 วัน หรือไข้สูงร่วมกับมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม ท้องกระเพื่อม หรือหายใจมีเสียงครืดคราดดังมาก
- ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) ซึ่งแสดงถึงภาวะขาดออกซิเจน
- ไม่ยอมดื่มนม น้ำ หรืออาหาร ปัสสาวะออกน้อยลง หรือไม่มีปัสสาวะนานเกิน 6 ชั่วโมง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง
- มีอาการชักเกร็ง หรือหมดสติ
วิธีรักษาตามอาการและการดูแลพยาบาลที่บ้าน
ปัจจุบันยังไม่มีantiviral drug หรือยาจำเพาะที่ใช้รักษาการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีโดยตรง แนวทางการรักษาจึงเป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ (Supportive Care) เป็นหลัก เพื่อให้ร่างกายของเด็กสามารถสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้เอง:
- การจัดการไข้และอาการปวด: ให้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดและน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาดเนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการรายส์ซินโดรม (Reye's Syndrome)
- การเคลียร์ทางเดินหายใจ: ใช้สารละลายน้ำเกลือ (Normal Saline Solution) หยอดจมูกเพื่อช่วยละลายน้ำมูกเหนียวข้น ก่อนใช้ลูกยางแดงหรือเครื่องดูดน้ำมูกออกเบาๆ เพื่อให้เด็กหายใจได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะก่อนมื้อนมและก่อนนอน
- การให้สารน้ำและโภชนาการ: กระตุ้นให้เด็กดื่มนมหรือน้ำเกลือแร่ (ORS) บ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ หากเป็นเด็กทารกให้ดูดนมแม่หรือนมผสมบ่อยครั้งขึ้นในปริมาณที่น้อยลงต่อมื้อ
- การทำความสะอาดร่างกาย: เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นเพื่อช่วยลดไข้ ร่วมกับการพักผ่อนให้เพียงพอในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
วิธีป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัสอาร์เอสวีภายในบ้าน
การป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสอาร์เอสวีแพร่กระจายไปสู่สมาชิกคนอื่นในบ้าน โดยเฉพาะทารกแรกเกิดหรือผู้สูงอายุ มีแนวทางปฏิบัติดังนี้:
- ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ ทั้งตัวผู้ป่วย ผู้ดูแล และคนอื่นๆ ในบ้าน
- แยกของใช้ส่วนตัวทุกชนิด เช่น จาน ชาม ช้อน แก้วน้ำ และผ้าเช็ดตัวอย่างเด็ดขาด
- ทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสร่วมภายในบ้าน เช่น ลูกบิดประตู ของเล่นเด็ก โต๊ะ และเก้าอี้ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคเป็นประจำ
- สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องดูแลเด็กป่วย และหลีกเลี่ยงการหอมแก้มหรือคลุกคลีใกล้ชิด
- งดการพาเด็กป่วยไปในสถานที่แออัดหรือพื้นที่สาธารณะในช่วงที่มีการระบาด เพื่อป้องกันการรับเชื้อเพิ่มหรือแพร่เชื้อให้ผู้อื่น