ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

สถานการณ์โรคทางเดินหายใจในเด็กทารกและกลุ่มเสี่ยง

ในปัจจุบัน คุณพ่อคุณแม่มักมีความกังวลใจอย่างมากเมื่อลูกน้อยมีอาการป่วย ไม่ว่าจะเป็นไข้ ไอ น้ำูกไหล โดยเฉพาะในยุคที่โรคติดเชื้อทางเดินหายใจระบาดพร้อมๆ กันหลายชนิด เช่น โรคโควิด (COVID-19) โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) และไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) โรคเหล่านี้มักแสดงอาการเริ่มต้นที่คล้ายคลึงกันมาก จนทำให้หลายครอบครัวแยกแยะไม่ออก และอาจเผลอรักษาด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งในเด็กทารกและเด็กเล็กที่มีระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ หลอดลมมีขนาดเล็กและไวต่อการอักเสบ การติดเชื้อไวรัสเหล่านี้อาจลุกลามไปสู่โรคปอดบวม (Pneumonia) หรือหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) ได้อย่างรวดเร็ว การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องทางการแพทย์จึงเป็นเกราะ 100 เปอร์เซ็นต์ในการปกป้องลูกน้อย

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคของไวรัสทั้งสามชนิด

เชื้อไวรัสทั้ง 3 ชนิดนี้ แม้จะทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจเช่นเดียวกัน แต่มีสายพันธุ์และกลไกการก่อโรคที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้

  • โรคโควิด (COVID-19): เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มโคโรนาไวรัส (SARS-CoV-2) ติดต่อได้ง่ายมากผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสาร เชื้อนี้สามารถเข้าสู่เซลล์ของร่างกายผ่านตัวรับบนผิวเซลล์ ส่งผลกระทบได้หลายระบบในร่างกาย ไม่เพียงแต่ระบบทางเดินหายใจเท่านั้น แต่อาจพบอาการทางเดินอาหารร่วมด้วยได้
  • โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza): เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ชนิดเอและบี มีการระบาดตามฤดูกาลอย่างชัดเจน เช่น ช่วงหน้าฝนและหน้าหนาว เชื้อนี้จู่โจมระบบทางเดินหายใจอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการอักเสบในเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่างอย่างรุนแรง
  • ไวรัสอาร์เอสวี (RSV): เป็นเชื้อไวรัสที่สร้างความกังวลใจให้กุมารแพทย์เป็นอย่างมาก เนื่องจากในเด็กทารกอายุต่ำกว่า 2 ปี หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง จะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดภาวะหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) เชื้อ RSV จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเสมหะออกมาเป็นจำนวนมากในปริมาณที่หนาแน่น ซึ่งไปอุดกั้นทางเดินหายใจขนาดเล็กของทารก ทำให้หายใจลำบาก

วิธีสังเกตและแยกแยะอาการ: โควิด ไข้หวัดใหญ่ และ RSV ต่างกันอย่างไร

แม้ว่าอาการไข้ ไอ น้ำมูก จะพบได้ในทั้งสามโรค แต่กุมารแพทย์สามารถแยกแยะความแตกต่างเชิงคลินิกได้จากลักษณะจำเพาะของอาการดังต่อไปนี้

ลักษณะอาการของโรคโควิดในเด็กทารก

เด็กทารกที่ติดเชื้อโควิดมักมีไข้สูงร่วมด้วย แต่อาการเด่นที่มักพบคือ อาการทางระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะ นอกจากนี้ในเด็กบางรายอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น ท้องเสีย อาเจียน หรือเบื่ออาหารอย่างรุนแรง เด็กโตบางรายอาจมีอาการสูญเสียการรับรสหรือกลิ่นร่วมด้วย แต่ในทารกจะสังเกตได้ยาก ต้องดูจากการไม่ยอมดูดนม

ลักษณะอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ในเด็กทารก

จุดเด่นสำคัญของไข้หวัดใหญ่คือ ไข้สูงเฉียบพลัน (มักเกิน 38.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป) ตัวร้อนจัด หนา และมีอาการปวดเมื่อยตามตัว (ซึ่งในทารกจะแสดงออกด้วยการงอแงมากกว่าปกติ ร้องกวนอุ้มยาก) ร่วมกับอาการอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด ปวดศีรษะ เจ็บคอ และไอแห้งๆ มักจะมาแบบฉับพลันทันทีทันใด ต่างจากไข้หวัดธรรมดาที่ค่อยๆ เริ่ม

ลักษณะอาการของไวรัส RSV ในเด็กทารก

ไวรัส RSV มีความจำเพาะเจาะจงในเรื่องของ เสมหะปริมาณมากและการหายใจมีเสียงครืดคราด ระยะแรกเด็กจะมีอาการเหมือนไข้หวัดธรรมดา คือ มีน้ำมูกใส ไอ จาม และมีไข้ต่ำถึงปานกลาง แต่จุดเปลี่ยนจะอยู่ในวันที่ 3 ถึง 5 ของโรค อาการไอจะรุนแรงมากขึ้น ไอจนอาเจียน และที่สำคัญคือ เสมหะจะเหนียวข้นมากจนทำให้เด็กหายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีด (Wheezing) หรือเสียงครืดคราดในอกชัดเจน

คำแนะนำจากคุณหมอ: วิธีที่ดีที่สุดในการยืนยันโรคอย่างแม่นยำคือ การทำชุดตรวจคัดกรอง หรือที่เรียกว่า การทำ Swab (เช่น การตรวจหาเชื้อโควิดและไข้หวัดใหญ่ร่วมด้วย หรือการตรวจแอนติเจนสำหรับ RSV ในโรงพยาบาล) เนื่องจากอาการทางคลินิกมีความทับซ้อนกันสูงมาก การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างจำเพาะเจาะจงที่สุด

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที

คุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าระวังอาการของลูกน้อยอย่างใกล้ชิด หากพบอาการเหล่านี้ ถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที ห้ามรอดูอาการที่บ้าน

  • ไข้สูงต่อเนื่อง: ไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส และไม่ยอมลดลงเลยแม้จะเช็ดตัวและให้ยาลดไข้แล้ว นานเกิน 3 วัน หรือมีอาการชักจากไข้
  • การหายใจผิดปกติ: หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็วแรง ปีกจมูกบานเวลาหายใจ หน้าอกบุ๋ม ท้องบุ๋ม หรือมีอาการริมฝีปากและปลายนิ้วเขียวคล้ำ (ภาวะพร่องออกซิเจน)
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง: ซึมลง ไม่ยอมลืมตาปลุกยาก ปัสสาวะไม่ออกหรือมีสีเข้มจัดนานเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้งและกระหม่อมยุ๋มลึก
  • การรับประทานอาหาร: ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำเลย อาเจียนพุ่งทุกครั้งที่รับประทาน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด ประเมินประวัติการฉีดวัคซีนและประวัติการสัมผัสผู้ป่วย จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด ฟังเสียงปอดและหัวใจ หากสงสัยเชื้อไวรัสเฉพาะเจาะจง แพทย์อาจพิจารณาทำชุดตรวจแบบ Rapid Test (COVID-19 / Influenza / RSV Multiplex Swab) เพื่อตรวจหาเชื้อจากโพรงจมูก ซึ่งใช้เวลาทราบผลรวดเร็ว ในรายที่มีอาการรุนแรงลงปอด แพทย์อาจพิจารณาทำการเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) และตรวจเลือดเพิ่มเติมเพื่อประเมินภาวะการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

เนื่องจากทั้ง 3 โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส การรักษาหลักจึงเป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับโรคด้วยตนเอง

การรักษาตามอาการและการให้ยาที่ปลอดภัย

  • ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol): ให้รับประทานตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมง เฉพาะเวลาที่มีไข้เท่านั้น ห้ามให้พร่ำเพรื่อ
  • ยาลดน้ำมูกและยาละลายเสมหะ: ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะในเด็กทารกอายุต่ำกว่า 2 ปี ห้ามซื้อยาลดน้ำมูกหรือยาแก้ไอระงับอาการไอเองโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เสมหะเหนียวข้นและขับออกไม่ได้ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมาก
  • การพ่นยาขยายหลอดลมและดูดเสมหะ: ในกรณีติดเชื้อ RSV ที่มีเสมหะเหนียวข้นมาก แพทย์อาจพิจารณาให้พ่นยาขยายหลอดลมหรือน้ำเกลือผ่านทางเครื่องพ่นละอองยา และทำการดูดเสมหะ (Suction) ออกจากทางเดินหายใจ เพื่อช่วยให้ลูกหายใจโล่งขึ้น

การดูแลและพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี

การดูแลเด็กป่วยที่บ้านต้องอาศัยความใส่ใจอย่างใกล้ชิด

  • การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponge):ใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นผสมผ้าชุบน้ำบิดหมาด เช็ดบริเวณหน้า ซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ เพื่อช่วยระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์เช็ดตัวเด็ดขาด
  • การให้น้ำเกลือแร่หรือนม: ส่งเสริมให้ทารกดูดนมแม่บ่อยขึ้น หรือจิบน้ำเกลือแร่สำหรับเด็ก เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และช่วยให้เสมหะไม่เหนียวข้นจนเกินไป
  • การทำความสะอาดโพรงจมูก: หยอดจมูกด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline Solution) เพื่อช่วยละลายน้ำมูกในจมูกทารกให้ออกง่ายขึ้น
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กทารกและเด็กเล็กเด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนทางสมองและตับที่รุนแรงถึงชีวิต นอกจากนี้ห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในช่วงที่ยังไม่แน่ชัดว่าเด็กเป็นโรคไข้เลือดออกหรือไม่ เพราะอาจทำให้เลือดออก ง่ายขึ้น และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) มารับประทานเองโดยเด็ดขาด เพราะเชื้อโควิด ไข้หวัดใหญ่ และ RSV เป็นเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่ช่วยรักษาโรคแต่อย่างใด และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื้อยาในอนาคต

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่คุณพ่อคุณแม่สามารถปฏิบัติได้เพื่อปกป้องทารกน้อย

  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรค: พาเด็กทารกและเด็กเล็กมารับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามกำหนดทุกปี (สามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป) และฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิดตามคำแนะนำของกุมารแพทย์ สำหรับไวรัส RSV ปัจจุบันมีแนวทางการใช้วัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันในกลุ่มเด็กทารกคลอดก่อนกำหนดหรือกลุ่มเสี่ยงสูง สามารถปรึกษากุมารแพทย์เฉพาะทางได้
  • สุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวกในช่วงที่มีการระบาด
  • การสวมหน้ากากอนามัยและการเว้นระยะห่าง: ผู้ใหญ่หรือคนในครอบครัวหากมีอาการป่วยควรงดใกล้ชิดเด็ก สวมหน้ากากอนามัย และล้างมือก่อนอุ้มหรือสัมผัสเด็กทารกเสมอ
  • การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่: นมแม่มีสารภูมิคุ้มกัน (Antibodies) ตามธรรมชาติที่ช่วยปกป้องระบบทางเดินหายใจและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงให้กับทารก

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

การแยกโรคโควิด ไข้หวัดใหญ่ และ RSV ในเด็กทารก อาศัยการสังเกตอาการทางคลินิกอย่างละเอียดร่วมกับการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ โดยโรคโควิดเด่นเรื่องอาการระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร ไข้หวัดใหญ่เด่นเรื่องไข้สูงเฉียบพลันและปวดเมื่อย ส่วน RSV เด่นเรื่องเสมหะหนียวข้นและเสียงหายใจครืดคราด การดูแลรักษาที่บ้านเน้นการให้ยาลดไข้ตามน้ำหนัก เช็ดตัว และประคับประคองอาการ แต่หากมีสัญญาณอันตราย เช่น หายใจหอบเหนื่อย ซึม หรือไม่ยอมดื่มนม ต้องรีบพาไปพบกุมารแพทย์ที่โรงพยาบาลทันทีเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกน้อย

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down