เข้าใจความทุกข์ใจของพ่อแม่ เมื่อลูกน้อยเผชิญกับโรคอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus)
การที่ลูกน้อยเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่าโรคอาร์เอสวี (RSV) มักสร้างความวิตกกังวลให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและทารกที่มีภูมิต้านทานร่างกายยังพัฒนาไม่เต็มที่ เชื้อไวรัสชนิดนี้มีความสามารถในการกระตุ้นให้ร่างกายของเด็กผลิตสารคัดหลั่งหรือเสมหะออกมาในปริมาณที่มากกว่าปกติหลายเท่าตัว เสมหะที่เหนียวข้นเหล่านี้จะไปอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนต้นและส่วนปลาย ส่งผลให้เด็กไม่สามารถขับออกได้ด้วยตนเอง นำไปสู่อาการไอถี่ ไอกลืน และที่น่ากลัวคืออาการสำลักเสมหะจนอาเจียนออกมา ซึ่งนอกจากจะทำให้เด็กอ่อนเพลียและขาดสารอาหารแล้ว ยังเสี่ยงต่อการที่เสมหะจะไหลย้อนกลับเข้าไปอุดตันในหลอดลมและปอดจนเกิดภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวได้ บทความชิ้นนี้จึงถูกเรียบเรียงขึ้นโดยกุมารแพทย์ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องรอบด้าน พร้อมแนวทางการจัดการ เคาะปอด และดูดน้ำมูกอย่างถูกวิธีและปลอดภัยที่สุดสำหรับลูกรัก
กลไกการเกิดโรคและสาเหตุที่ทำให้ลูกสำลักเสมหะจนอาเจียน
โรคอาร์เอสวี (RSV) เป็นการติดเชื้อไวรัสระบบทางเดินหายใจที่ติดต่อได้ง่ายมากผ่านทางการสัมผัสสารคัดหลั่ง น้ำมูก น้ำลาย หรือละอองฝอยจากการไอจาม เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายของเด็ก มันจะเข้าไปทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และมีการสร้างเมือกหรือเสมหะออกมาจำนวนมากเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม
สาเหตุหลักที่ทำให้เด็กเกิดอาการสำลักเสมหะและอาเจียนในช่วงที่เป็นโรคอาร์เอสวี (RSV) มีดังนี้
- ปริมาณเสมหะที่เหนียวข้นและมีจำนวนมากเกินกว่าที่ร่างกายจะกลืนหรือขับออกได้ตามปกติ
- กลไกการไอในเด็กเล็กยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เด็กมักจะไอติดต่อกันหลายครั้งเพื่อพยายามขับเสมหะออกจากคอหอย
- ความระคายเคืองในลำคอจากการไอเรื้อรังไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมการอาเจียนในสมอง (Vomiting Center)
- เมื่อเด็กไออย่างรุนแรงร่วมกับการมีเสมหะติดค้าง จะทำให้เกิดอาการพะอืดพะอมและอาเจียนออกมา ซึ่งมักจะมีเสมหะปนกับนมหรืออาหารที่เพิ่งรับประทานเข้าไป
ลำดับอาการและการดำเนินโรคของอาร์เอสวี (RSV) ที่พ่อแม่ต้องสังเกต
การเข้าใจระยะเวลาและลักษณะอาการของโรคจะช่วยให้พ่อแม่สามารถประเมินความรุนแรงและให้การดูแลเบื้องต้นได้อย่างทันท่วงที อาการของโรคอาร์เอสวี (RSV) จะแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้
ระยะเริ่มต้น (วันที่หนึ่งถึงวันที่สาม)
เด็กจะมีอาการคล้ายโรคไข้หวัดธรรมดา ได้แก่ มีไข้ต่ำหรือไข้สูง น้ำใส ไอน้อย คัดจมูก และเจ็บคอ ในเด็กทารกอาจมีอาการซึมลงหรือดูดนมน้อยลงร่วมด้วย
ระยะลุกลามและมีอาการเด่นชัด (วันที่สี่ถึงวันที่เจ็ด)
เป็นระยะที่เชื้อไวรัสลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง อาการไอจะรุนแรงมากขึ้นและมีเสมหะมาก เด็กอาจมีเสียงหายใจผิดปกติ เช่น เสียงหวีด (Wheezing) หรือเสียงคร่อกแคร่กในลำคอ ช่วงเวลานี้มักเป็นช่วงที่เกิดอาการสำลักเสมหะและอาเจียนบ่อยที่สุด
ระยะฟื้นตัว (สัปดาห์ที่สองเป็นต้นไป)
อาการไอและเสมหะจะค่อยๆ ลดลง พละกำลังและการรับประทานอาหารเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ แต่อาการไอแห้งอาจยังหลงเหลืออยู่ได้อีกระยะหนึ่ง
สัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที
แม้การดูแลที่บ้านจะมีความสำคัญ แต่พ่อแม่ต้องสังเกตสัญญาณเตือนวิกฤตที่บ่งบอกว่าเด็กมีอาการรุนแรงและต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางทันที ดังนี้
- หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง หายใจเร็วผิดปกติ อกบุ๋ม ท้องบุ๋ม หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ
- ริมฝีปาก ปลายมือ และปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) อันเนื่องมาจากร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
- ซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือหมดสติ
- มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้งสนิท กระหม่อมบุ๋มลึกในทารก และไม่ปัสสาวะนานเกินหกถึงแปดชั่วโมง
- ไข้สูงมากติดต่อกันเกินสามวัน หรือไข้ไม่ยอมลดแม้จะให้ยาลดไข้แล้วก็ตาม
- อาเจียนทุกครั้งที่รับประทานอาหารหรือน้ำ ไม่สามารถเก็บรักษาอะไรไว้ในท้องได้เลย
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ในสถานพยาบาล
เมื่อพาเด็กมาพบกุมารแพทย์ แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อยืนยันโรคและประเมินระดับความรุนแรง โดยมีขั้นตอนสำคัญดังนี้
- การซักประวัติอย่างละเอียด เกี่ยวกับลักษณะอาการ ระยะเวลาการป่วย และประวัติการสัมผัสผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ
- การตรวจร่างกาย ฟังเสียงปอดและหัวใจด้วยเครื่องตรวจฟังเสียง (Stethoscope) เพื่อประเมินเสียงลมหายใจผิดปกติและปริมาณเสมหะในปอด
- การตรวจคัดกรองหาเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Rapid Antigen Test for RSV) โดยใช้วิธีแยงสำลีก้านนิ่มเข้าไปในโพรงจมูกเพื่อเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่ง ทราบผลได้รวดเร็ว
- การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) ในรายที่มีอาการหอบเหนื่อยรุนแรง เพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบ (Pneumonia) หรือถุงลมแฟบจากการอุดตันของเสมหะ
- การตรวจเลือดเพิ่มเติม ในกรณีที่แพทย์ต้องการประเมินการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนหรือภาวะเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติจากการอาเจียน
การรักษาทางการแพทย์และการดูแลรักษาที่บ้านอย่างถูกวิธี
เนื่องจากโรคอาร์เอสวี (RSV) เป็นการติดเชื้อไวรัส ปัจจุบันยังไม่มีon-specific antiviral drug หรือยาฆ่าเชื้อไวรัสนี้โดยตรง การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายเด็กฟื้นตัวได้เอง
การรักษาตามอาการโดยแพทย์
แพทย์อาจพิจารณาให้ยาขยายหลอดลม ยาลดไข้ ยาละลายเสมหะ หรือพ่นยาพ่นน้ำเกลือความเข้มข้นสูง (Hypertonic Saline) ผ่านเครื่องพ่นละอองยา เพื่อช่วยลดความเหนียวข้นของเสมหะและช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น ในกรณีที่มีอาการรุนแรงจำเป็นต้องได้รับออกซิเจนเสริมหรือสารน้ำทางหลอดเลือดดำ
วิธีเคาะปอดที่ถูกต้องและปลอดภัย
การเคาะปอดช่วยให้เสมหะที่เกาะอยู่ตามผนังหลอดลมหลุดร่วงลงมาสู่ทางเดินหายใจส่วนใหญ่ เพื่อให้เด็กไอขับออกมาได้ง่ายขึ้น มีขั้นตอนและข้อควรปฏิบัติที่สำคัญดังนี้
- ควรทำขณะที่ท้องว่าง หรือทำก่อนมื้ออาหารอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง เพื่อป้องกันอาการอาเจียนจากการกดทับบริเวณหน้าท้อง
- จัดท่าทางของเด็กให้เหมาะสมตามตำแหน่งของปอดที่มีเสมหะ เช่น ท่านอนคว่ำหนุนหมอนให้สะโพกสูงกว่าศีรษะ (สำหรับกลีบล่าง) หรือท่านั่งโน้มตัวไปข้างหน้า
- ทำมือให้โค้งลักษณะเหมือนอุ้งมือ (Cup Hand) เหมือนเวลากวักน้ำ โดยให้นิ้วชิดกัน
- ใช้ข้อมือในการเคาะอย่างนุ่มนวลและสม่ำเสมอ ลงน้ำหนักด้วยความเหมาะสมตามช่วงวัยของเด็ก ไม่เคาะแรงจนเกิดรอยฟกช้ำหรือทำให้เด็กเจ็บ
- เคาะบริเวณหลังช่วงซี่โครง ไล่จากส่วนล่างขึ้นมาส่วนบน หลีกเลี่ยงบริเวณกระดูกสันหลัง กระดูกก้นกบ และบริเวณไต
- ภายหลังการเคาะปอด ควรทำการดูดน้ำมูกหรือกระตุ้นให้เด็กไอเพื่อขับเสมหะออกทันที
วิธีดูดน้ำมูกและเคลียร์ทางเดินหายใจที่ถูกต้อง
การดูดน้ำมูกช่วยลดปริมาณสารคัดหลั่งในโพรงจมูกและคอหอย ป้องกันการไหลย้อนของเสมหะและการสำลัก
- ใช้น้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline Solution) หยอดจมูกข้างละสองถึงสามหยด เพื่อช่วยละลายน้ำมูกและเสมหะที่แห้งกรังให้มีความอ่อนนุ่ม
- ใช้ลูกยางซิโคนหรือเครื่องดูดน้ำมูกแบบแรงดันไฟฟ้าชนิดปรับระดับได้สอดเข้าไปในรูจมูกด้วยความระมัดระวัง ไม่ควรสอดลึกจนเกินไป
- บีบลูกยางให้แบนก่อนสอด หรือเปิดเครื่องดูดด้วยแรงดันที่เหมาะสม แล้วค่อยๆ คลายมือหรือปิดจังหวะเพื่อให้เครื่องดูดน้ำมูกและเสมหะออกมา
- ทำความสะอาดอุปกรณ์ดูดน้ำมูกทุกครั้งหลังการใช้งานด้วยน้ำอุ่นและน้ำยาล้างขวดนม จากนั้นนำไปนึ่งฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรค
สำหรับการดูแลด้านโภชนาการและการให้สารน้ำ ควรให้เด็กดื่มนมหรือน้ำสะอาดในปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยลดความเหนียวข้นของเสมหะ หากเด็กอาเจียนหลังดื่มนม ควรอุ้มนอนศีรษะสูงหรือจับเรอให้เรียบร้อย และรอสักครู่จึงค่อยป้อนนมใหม่ปริมาณทีละน้อย
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลเด็กป่วย
การดูแลเด็กที่เป็นโรคอาร์เอสวี (RSV) มีข้อห้ามและข้อควรระวังทางการแพทย์ที่เคร่งครัด ดังนี้
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้เด็กรับประทานเองเด็ดขาด เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษา และอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาได้
- ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กที่มีไข้เด็ดขาด เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ (Reye Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนทางสมองและตับที่อันตรายถึงชีวิต
- การใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ต้องคำนวณขนาดยาให้ถูกต้องตามน้ำหนักตัวของเด็กเสมอ คือขนาดสิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้
- ห้ามใช้ยากลุ่มกดอาการไอ (Antitussives) ในเด็กเล็กที่มีเสมหะมากๆ โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพราะจะทำให้เด็กไม่สามารถไอขับเสมหะออกมาได้ ส่งผลให้เสมหะตกค้างและอุดตันทางเดินหายใจรุนแรงยิ่งขึ้น
วิธีป้องกันการติดเชื้อและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว
การป้องกันการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) เป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องลูกน้อย เนื่องจากโรคนี้สามารถกลับมาติดซ้ำได้อีกแม้จะเคยป่วยมาแล้วก็ตาม มีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้
- รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ ทั้งตัวผู้ปกครองและเด็ก
- หลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือบริเวณที่มีผู้คนพลุกพล่านในช่วงที่มีการระบาดของโรค
- งดการให้บุคคลที่มีอาการป่วยเป็นหวัด ไอ จาม เข้าใกล้ชิดหรือสัมผัสตัวเด็กทารก
- ทำความสะอาดของเล่น พื้นผิวสัมผัส และเสื้อผ้าของเด็กด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเป็นประจำ
- ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เนื่องจากนมแม่มีสารภูมิต้านทานโรค (Antibodies) ที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันทางเดินหายใจตามธรรมชาติให้กับทารก
- ในปัจจุบัน มีการใช้วัคซีนภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Monoclonal Antibody) สำหรับฉีดป้องกันโรคอาร์เอสวี (RSV) ในกลุ่มเด็กกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กคลอดก่อนกำหนด หรือเด็กที่มีโรคหัวใจและโรคปอดเรื้อรัง พ่อแม่ควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลในการรับมือเมื่อลูกสำลักเสมหะ
1. ตั้งสติให้มั่นคง อุ้มเด็กขึ้นในท่าศีรษะสูงหรือคว่ำหน้าบนตักเพื่อให้เสมหะไหลออกทางปากได้สะดวก
2. ใช้ผ้าสะอาดเช็ดทำความสะอาดช่องปากและลำคออย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กสำลักเสมหะหรืออาเจียนซ้ำลงสู่หลอดลม
3. หยอดน้ำเกลือและทำการดูดน้ำมูกเพื่อเคลียร์ทางเดินหายใจส่วนบนให้โล่ง
4. สังเกตอาการหายใจอย่างใกล้ชิด หากมีอาการหอบเหนื่อย อกบุ๋ม หรือซึมลง ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
5. บันทึกความถี่ของการอาเจียนและปริมาณสารน้ำที่เด็กรับประทาน เพื่อรายงานให้กุมารแพทย์ทราบในการรักษา