ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความสำคัญและสถานการณ์ของโรคติดเชื้ออาร์เอสวีในเด็กเล็ก

โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีหรือที่รู้จักกันในชื่อทางการแพทย์ว่า Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่สร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ที่มีบุตรหลานวัยทารกและเด็กเล็กเป็นอย่างมาก เนื่องจากในเด็กกลุ่มนี้โดยเฉพาะเด็กแรกเกิดถึงสองขวบ ระบบทางเดินหายใจและภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้เมื่อได้รับเชื้อเข้าไปแล้ว มีโอกาสเกิดอาการรุนแรงได้มากกว่าเด็กโตหรือผู้ใหญ่ เชื้อนี้สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่ และมักระบาดในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวของประเทศไทย

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคเมื่อทารกรับเชื้อ

ไวรัสอาร์เอสวีเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุตา จมูก หรือปาก เมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง เชื้อจะเข้าไปทำลายเซลล์เยื่อบุหลอดลม ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และมีการสร้างเมือกเหนียวข้นจำนวนมากอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนเล็กๆ (Bronchiolitis) ส่งผลให้เด็กเกิดภาวะหลอดลมฝอยอักเสบ ปอดบวม (Pneumonia) และมีปัญหาเรื่องการแลกเปลี่ยนออกซิเจน เด็กทารกคลอดก่อนกำหนด เด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือโรคปอดเรื้อรัง จะมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษในการเกิดอาการรุนแรง

อาการสำคัญและลำดับพัฒนาการของโรค

การสังเกตอาการในระยะเริ่มต้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากในช่วง 1 ถึง 3 วันแรก อาการจะมีความคล้ายคลึงกับไข้หวัดธรรมดาเป็นอย่างมาก

  • ระยะเริ่มต้น: มีอาการไอ จาม น้ำูกไหล คัดจมูก เจ็บคอ และอาจมีไข้ต่ำๆ
  • ระยะลุกลาม (วันที่ 3 ถึง 5): อาการไอจะรุนแรงมากขึ้น ไอมีเสมหะมาก หายใจเร็ว หายใจมีเสียงครืดคราด หรือมีเสียงวีด (Wheezing) ในอก เด็กจะเริ่มเพลีย งอแง และรับประทานนมน้อยลง
  • ระยะฟื้นตัว: หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 7 ถึง 14 วัน แต่ อาการไออาจหลงเหลืออยู่ได้อีกระยะหนึ่ง

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากพบอาการเหล่านี้ในเด็กเล็ก ควรรีบนำส่งแพทย์ฉุกเฉินทันที เพราะอาจเกิดภาวะหายใจล้มเหลวได้
  • หายใจหอบแรงจนหน้าอกบุ๋ม ท้องบุ๋ม หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ
  • ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) จากภาวะขาดออกซิเจน
  • ซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดูดนมหรือดื่มน้ำ มีภาวะขาดน้ำ เช่น ปัสสาวะไม่อยมากกว่า 6 ชั่วโมง หรือร้องไห้ไม่มีน้ำตา
  • ไข้สูงมากเกิน 39องศาเซลเซียส หรือมีอาการชักร่วมด้วย

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงสถานพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด ประเมินลักษณะการหายใจ ฟังเสียงปอดด้วยหูฟังทางการแพทย์ ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธี Rapid Antigen Test จากการป้ายจมูก (Nasal Swab) เพื่อยืนยันโรค และอาจมีการเอกซเรย์ปอดเพื่อประเมินระดับความรุนแรงของการอักเสบหรือภาวะปอดบวมร่วมด้วย

วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี

สำหรับการรักษาโรคนี้ ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการเนื่องจากยังไม่มีon-specific antiviral drug ที่ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัสนี้โดยตรง

  • การให้ยาลดไข้: ให้รับประทานยาพาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง (10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้) ห้ามให้ยาแอสไพรินเด็ดขาด
  • การจัดการเสมหะ: หยอดจมูกด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อเพื่อช่วยละลายน้ำมูก และใช้ลูกยางแดงหรือเครื่องดูดน้ำมูกออกอย่างเบามือ
  • การดื่มน้ำและนม: ให้ทารกดูดนมแม่บ่อยขึ้น หรือให้เด็กโตจิบน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อช่วยให้เสมหะไม่เหนียวข้น
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) มาให้เด็กรับประทานเองอย่างเด็ดขาด เนื่องจากโรคนี้เกิดจากไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่ช่วยรักษาและอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาได้

มาตรการป้องกันเชิงรุกและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

การป้องกันไม่ให้เด็กรับเชื้อถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุด เนื่องจากภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อตามธรรมชาติไม่สามารถป้องกันการติดซ้ำได้

  • ล้างมือบ่อยๆ: สบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์ ก่อนสัมผัสทารกทุกครั้ง
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่แออัด: งดพาเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบไปห้างสรรพสินค้า งานอีเวนต์ หรือสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านในช่วงที่มีการระบาด
  • การแยกตัวผู้ป่วย: หากมีคนในครอบครัวเป็นหวัด ควรสวมหน้ากากอนามัยและล้างมือก่อนอุ้มเด็ก หรือแยกบริเวณดูแล
  • การฉีดวัคซีนและภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป: ปรึกษากุมารแพทย์เรื่องการรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Monoclonal Antibody) สำหรับทารกกลุ่มเสี่ยงสูง

สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ดูแล

  • สังเกตอาการระบบทางเดินหายใจอย่างใกล้ชิดในช่วงที่มีไข้หวัด
  • รักษาความสะอาดของบ้าน ของเล่น และสิ่งของรอบตัวเด็กเสมอ
  • ปรึกษาแพทย์ทันทีเมื่อเด็กมีอาการหายใจผิดปกติ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down