ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจโรคติดเชื้ออาร์เอสวีในเด็กเล็ก

โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี หรือที่เรียกกันทางการแพทย์ว่า ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus: RSV) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันร่างกายและทางเดินหายใจยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ โรคนี้มีความสำคัญทางการแพทย์เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) และโรคปอดบวม (Pneumonia) ในเด็กเล็ก ซึ่งอาจมีความรุนแรงถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล

ในกลุ่มเด็กทารกแรกเกิด เด็กคลอดก่อนกำหนด หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือโรคปอดเรื้อรัง จะถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง (High-Risk Group) ที่มีโอกาสเกิดอาการรุนแรงมากกว่าเด็กปกติทั่วไป คุณพ่อคุณแม่จึงจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการสังเกตอาการและการดูแลรักษา เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคอาร์เอสวี

เชื้อไวรัสอาร์เอสวีเป็นไวรัสที่มีการติดต่อได้ง่ายและรวดเร็วมากผ่านทางสารจากร่างกายของผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ หรือละอองฝอยจากการไอและการจาม โดยเชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุตา จมูก หรือปากโดยตรง หรือผ่านการสัมผัสพื้นผิว วัตถุ หรือของเล่นที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อนอยู่

คำแนะนำจากคุณหมอ: ไวรัสอาร์เอสวีสามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวเรียบ เช่น โต๊ะ ลูกบิดประตู หรือของเล่น ได้นานหลายชั่วโมง การล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์อย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นมาตรการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ มันจะเข้าไปโจมตีเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนปลาย ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และมีการสร้างเมือกหรือเสมหะจำนวนมากมาอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนเล็กๆ ทำให้เด็กเกิดอาการหายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีด (Wheezing) และร่างกายขาดออกซิเจนได้ง่าย

อาการแสดงสำคัญและระยะของโรค

อาการของการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีในเด็กเล็กมักจะเริ่มต้นคล้ายกับโรคไข้หวัดธรรมดา แต่จะมีความรุนแรงและมีลักษณะเฉพาะตัว โดยแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

ระยะเริ่มต้น (วันที่ 1 ถึง 3)

  • มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกใสไหล
  • เจ็บคอ คอแห้ง งอแงมากกว่าปกติ
  • รับประทานนมน้อยลง ซึมลงเล็กน้อย

ระยะลุกลามและอาการเด่นชัด (วันที่ 4 ถึง 7)

  • อาการไอจะรุนแรงมากขึ้นและมีเสมหะมาก
  • หายใจเร็ว หายใจแรง หรือหายใจมีเสียงดังหวีด
  • ซี่โครงบาน ท้องกระเพื่อม หรือมีลักษณะหายใจอกบุ๋ม
  • ไม่ยอมดื่มนมและน้ำ ปัสสาวะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

ระยะฟื้นตัว

หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 7 ถึง 14 วัน แต่อาการไออาจยังคงหลงเหลืออยู่ได้อีกประมาณ 1 ถึง 2 สัปดาห์ เนื่องจากเยื่อบุหลอดลมยังอยู่ในระหว่างการฟื้นฟู

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

ในเด็กเล็ก อาการของโรคสามารถเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าระวังสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) อย่างใกล้ชิด หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

  • หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง หายใจมีเสียงดังผิดปกติ หรือหายใจลำบากจนซี่โครงยุบและอกบุ๋ม
  • ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) ซึ่งแสดงว่าร่างกายขาดออกซิเจน
  • ซึมมาก ปลุกตื่นยาก หรือหมดสติ
  • มีอาการชัก
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา กระหม่อมยุบ หรือไม่ปัสสาวะนานเกิน 6 ชั่วโมง
  • ไข้สูงเกิน 39 สามสิบเก้าองศาเซลเซียส หรือไข้ไม่ลดลงเลยแม้จะให้ยาลดไข้และเช็ดตัวแล้ว

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด รวมถึงอาจพิจารณาใช้วิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมเพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แม่นยำ

  • การตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยชุดตรวจสำเร็จรูป (Rapid Antigen Test) จากการป้ายน้ำ ภายในโพรงจมูก (Nasopharyngeal Swab) ซึ่งรู้ผลได้รวดเร็ว
  • การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบหรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ
  • การเจาะเลือดเพื่อตรวจดูเม็ดเลือดขาวและภาวะการติดเชื้อ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

เนื่องจากโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีเกิดจากเชื้อไวรัส จึงยังไม่มีขาจำเพาะในการฆ่าเชื้อไวรัสนี้โดยตรง การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ (Symptomatic Treatment) และการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายเด็กสามารถต่อสู้กับโรคได้เอง

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้เด็กรับประทานเองเด็ดขาด เนื่องจากยาปฏิชีวนะใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ การใช้ยาโดยไม่จำเป็นอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาและเป็นอันตรายต่อเด็ก
  • การพ่นยาขยายหลอดลมหรือพ่นน้ำเกลือเข้มข้น (Hypertonic Saline) เพื่อช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งและขับเสมหะได้ง่ายขึ้น
  • การดูดเสมหะออกจากโพรงจมูกและลำคอในกรณีที่มีเสมหะเหนียวข้นมาก
  • การให้ออกซิเจนเสริมในเด็กที่มีภาวะหายใจลำบากหรือระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ
  • การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำในเด็กที่มีภาวะขาดน้ำหรือไม่สามารถดื่มนมหรือน้ำได้เอง
  • การให้ยาลดไข้ ยาแก้ไอ และยาละลายเสมหะตามอาการภายใต้คำแนะนำของแพทย์

การดูแลและพยาบาลเด็กที่บ้าน

สำหรับการดูแลเด็กที่มีอาการไม่รุนแรงและแพทย์อนุญาตให้กลับมาดูแลที่บ้านได้ คุณพ่อคุณแม่สามารถปฏิบัติได้ดังนี้

  • ให้นมแม่หรือน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อช่วยละลายเสมหะและป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาดเช็ดตัวลดไข้ และให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง
  • ทำความสะอาดโพรงจมูกด้วยน้ำเกลือหยอดจมูกเพื่อช่วยให้ลูกหายใจสะดวกขึ้น
  • จัดให้นอนในท่าที่ศีรษะสูงเล็กน้อยเพื่อช่วยลดอาการอึดอัดเวลาหายใจ
  • แยกของใช้ส่วนตัวของเด็กเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

การใช้ยาในเด็กเล็กต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย

  • ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาด เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะตับและสมองอักเสบรุนแรง
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ไอประเภทกดอาการไอในเด็กเล็ก เนื่องจากจะทำให้เด็กไม่สามารถขับเสมหะออกมาได้ เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจมากยิ่งขึ้น
  • ขนาดยาพาราเซตามอลสำหรับเด็กต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีที่ดีที่สุดคือการสร้างสุขอนามัยที่ดีและการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ ทั้งตัวผู้ดูแลและตัวเด็ก
  • หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน เช่น ห้างสรรพสินค้า ในช่วงที่มีการระบาด
  • งดให้ผู้ที่มีอาการป่วยหรือเป็นหวัดเข้าใกล้เด็กทารก
  • สวมหน้ากากอนามัยและทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวสัมผัสอย่างสม่ำเสมอ
  • ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะนมแม่มีสารภูมิต้านทานโรคที่ช่วยปกป้องระบบทางเดินหายใจของลูกน้อย

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

ขั้นตอนปฏิบัติที่ทำตามได้ทันที:
  • สังเกตอาการหายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม หรือซึมอย่างใกล้ชิด
  • ล้างมือก่อนสัมผัสเด็กทุกครั้งเพื่อป้องกันการนำเชื้อโรคเข้าสู่ตัวเด็ก
  • หากมีไข้ให้ใช้ยาลดไข้ตามน้ำหนักและเช็ดตัวอย่างถูกวิธี
  • งดนำเด็กไปสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาดของโรค
  • รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีหากพบสัญญาณอันตราย
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down