ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

บทนำและภาพรวมของภาวะไอแห้งมีเสียงหวีดในทารกแรกเกิด

อาการไอในทารกแรกเกิดและเด็กเล็กเป็นอาการที่สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ดูแลอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปรากฏร่วมกับเสียงหายใจหวีด (Wheezing) หรือลักษณะไอแห้งๆ ถี่ๆ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าเกิดการตีบแคบหรืออุดกั้นของระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ในกลุ่มทารกแรกเกิดถึงเด็กวัยทารก (อายุต่ำกว่า 1 ปี) ระบบทางเดินหายใจยังมีขนาดเล็กและแคบมาก ช่องทางเดินลมหายใจส่วนล่างจึงเกิดการอุดกั้นจากเสมหะและการอักเสบได้ง่ายกว่าเด็กโต

สาเหตุอันดับหนึ่งที่พบบ่อยที่สุดของอาการนี้คือ การติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus: RSV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดภาวะหลอดลมฝอยอักเสบ (Acute Bronchiolitis) และปอดบวม (Pneumonia) ในเด็กเล็ก จากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า เด็กเกือบทุกคนจะเคยได้รับเชื้อ RSV อย่างน้อยหนึ่งครั้งเมื่ออายุครบ 2 ปี และกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคระบาดรุนแรงคือ ทารกคลอดก่อนกำหนด (Premature infants) ทารกที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital heart disease) โรคปอดเรื้อรัง (Chronic lung disease) และทารกแรกเกิดอายุต่ำกว่า 6 เดือน เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Causes & Pathophysiology)

อาการไอแห้งและเสียงหวีดในอกเกิดจากกลไกทางพยาธิวิทยาที่ซับซ้อนภายในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง เมื่อเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสอาร์เอสวี (RSV), ไวรัสไรโน (Rhinovirus), ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus) หรือ ไวรัสเอชเอ็มพีวี (Human Metapneumovirus: hMPV) เข้าสู่ร่างกายผ่านทางละอองฝอยการไอ จีฮัด หรือการสัมผัสสิ่งคละคล้องที่มีเชื้อ แล้วสัมผัสกับเยื่อบุตา นาสิก หรือช่องปาก เชื้อจะเดินทางลงสู่เซลล์บุเยื่อทางเดินหายใจ (Ciliated Epithelial Cells) ของหลอดลมฝอย (Bronchioles)

กลไกการอุดกั้นของทางเดินหายใจ: เมื่อเกิดการติดเชื้อ เซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจจะเกิดการบวม (Edema) จากการอักเสบ ร่วมกับการหลั่งเมือกมูก (Mucus Hypersecretion) ที่เหนียวข้น และการหลุดร่วงของเซลล์ที่ตายแล้ว (Cellular Debris) เข้าไปอุดตันในรูหลอดลมฝอย ส่งผลให้หลอดลมแคบลง ลมไม่สามารถระบายออกได้ตามปกติ เกิดภาวะดักลม (Air Trapping) และเสียงหวีด (Wheezing) ขณะหายใจออก

การถ่ายทอดเชื้อเกิดขึ้นได้ง่ายมากผ่านทางหยดน้ำมูก น้ำลาย (Respiratory Droplets) และสามารถมีชีวิตอยู่บนสิ่งของเครื่องใช้ เช่น ของเล่น ลูกบิดประตู หรือมือของผู้ดูแลได้นานหลายชั่วโมง ทำให้ทารกแรกเกิดมักได้รับเชื้อจากพี่วัยเรียน หรือผู้ใหญ่ในบ้านที่มีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดาแต่พาหะนำเชื้อมาสู่ทารก

อาการสำคัญและระยะการดำเนินโรค (Symptoms & Disease Progression)

การติดเชื้อ RSV และโรคทางเดินหายใจส่วนล่างในทารก มีระยะเวลาดำเนินโรคโดยเฉลี่ย 7-14 วัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระยะสำคัญดังนี้:

1. ระยะเริ่มต้น (Early Stage: วันที่ 1-3)

ทารกจะมีอาการคล้ายไข้หวัดไอธรรมดา ได้แก่ มีน้ำมูกใส จาม ไอเล็กน้อย อาจมีไข้ต่ำๆ หรือไม่มีไข้ก็ได้ ในระยะนี้ทารกยังคงดื่มนมได้ตามปกติ แต่อาจเริ่มมีอาการงอแงกวนมากกว่าปกติเล็กน้อย

2. ระยะรุนแรงสูงสุด (Peak Stage: วันที่ 3-5)

เชื้อไวรัสเริ่มลุกลามลงสู่หลอดลมฝอย อาการไอจะเปลี่ยนเป็นไอแห้งถี่ๆ หรือไอมีเสมหะลึกๆ หายใจเร็วขึ้น เริ่มได้ยินเสียงหวีด (Wheezing) หรือเสียงครืดคราดในอกขณะหายใจ ทารกจะเริ่มมีภาวะหายใจลำบาก (Respiratory Distress) ดื่มนมลดลงเนื่องจากเหนื่อยขณะดูดนม และไข้บางรายอาจสูงขึ้น

3. ระยะฟื้นตัว (Recovery Stage: วันที่ 7-14)

หากได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ร่างกายจะค่อยๆ กำจัดเชื้อและซ่อมแซมเยื่อบุทางเดินหายใจ อาการหายใจหอบเหนื่อยและเสียงหวีดจะลดลง แต่อาจยังมีอาการไอเรื้อรังต่อเนื่องได้อีก 1-2 สัปดาห์ เนื่องจากทางเดินหายใจยังคงมีความไวต่อสิ่งกระตุ้น (Airway Hyperresponsiveness)

สัญญาณเตือนอันตรายวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

เนื่องจากทารกแรกเกิดสามารถเกิดภาวะระบบหายใจล้มเหลว (Respiratory Failure) ได้อย่างรวดเร็ว ผู้ดูแลต้องเฝ้าระวังและนำส่งโรงพยาบาลทันทีหากพบสัญญาณอันตราย (Red Flags) ต่อไปนี้:

  • ภาวะหายใจลำบากและหอบเหนื่อย (Respiratory Distress): สังเกตได้จากปีกจมูกขยับบานขณะหายใจ (Nasal Flaring), ชายโครงบุ๋ม (Intercostal Retractions), อกบุ๋ม ก หรืออกและท้องขยับไม่สัมพันธ์กัน (Paradoxical Breathing)
  • เสียงหายใจผิดปกติ: ได้ยินเสียงครางฮึดๆ ในคอขณะถอนหายใจ (Grunting sound) หรือได้ยินเสียงหวีดดังชัดเจนโดยไม่ต้องใช้หูฟังตรวจ
  • ภาวะตัวเขียวคล้ำ (Cyanosis): ริมฝีปาก ลิ้น หรือปลายมือปลายเท้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือเล็บม่วง ซึ่งแสดงถึงภาวะขาดออกซิเจนในเลือดขั้นรุนแรง
  • ภาวะหยุดหายใจ (Apnea): ทารกหยุดหายใจนานเกิน 15-20 วินาที หรือหยุดหายใจเป็นช่วงๆ ร่วมกับหน้าซีดหรือตัวเขียว พบได้บ่อยในทารกคลอดก่อนกำหนดที่ติดเชื้อ RSV
  • อาการซึม ไม่กินนม: ทารกซึมลงมาก ร้องไห้ไม่มีเสียง ไม่ยอมดูดนม หรือกินนมได้น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณปกติ
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Dehydration): กระหม่อมบุ๋ม ปากแห้ง ตาร่อง ปัสสาวะออกน้อย (ผ้าอ้อมแห้งนานเกิน 6 ชั่วโมง) ไม่มีน้ำตาเวลาร้องไห้
เตือนภัยวิกฤต: หากพบทารกมีอาการอกบุ๋ม หายใจมีเสียงคราง หรือริมฝีปากเขียว ให้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ต้องนำส่งโรงพยาบาลที่มีแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินกุมารเวชกรรมทันที ห้ามรอสังเกตอาการที่บ้าน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)

การตรวจวินิจฉัยโดยกุมารแพทย์จะประกอบด้วยขั้นตอนหลักดังต่อไปนี้:

1. การซักประวัติและการตรวจร่างกาย (History & Physical Examination)

แพทย์จะสอบถามประวัติการสัมผัสผู้ป่วย ระยะเวลาที่มีอาการ ประวัติการคลอด และประวัติโรคประจำตัว จากนั้นจะทำการประเมินสัญญาณชีพ (Vital Signs) อัตราการหายใจ (Respiratory Rate) โดยอัตราการหายใจที่ปกติในทารกแรกเกิดคือน้อยกว่า 60 ครั้งต่อนาที และทารกอายุ 2-12 เดือนคือน้อยกว่า 50 ครั้งต่อนาที พร้อมทั้งใช้หูฟังตรวจปอด (Auscultation) เพื่อฟังเสียง Wheezing, Rhonchi หรือ Crepitation

2. การวัดระดับออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry)

เป็นการใช้อุปกรณ์หนีบที่ปลายเท้าหรือมือของทารกเพื่อวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2) ค่าปกติควรมากกว่าหรือเท่ากับ 95-96% หากต่ำกว่า 95% ในอากาศปกติ ถือว่ามีภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ (Hypoxemia)

3. การตรวจหาเชื้อไวรัส (Rapid Antigen Test / RT-PCR)

การใช้ไม้สวอป (Swab) เก็บป้ายสิ่งคั่งหลั่งบริเวณป้ายโพรงจมูกด้านหลัง (Nasopharyngeal Swab) เพื่อตรวจหาเชื้อ RSV หรือไวรัสทางเดินหายใจอื่นๆ ซึ่งสามารถทราบผลได้รวดเร็ว ช่วยในการวินิจฉัยและแยกโรค

4. การถ่ายภาพเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray)

พิจารณาทำในกรณีที่สงสัยภาวะปอดบวมแทรกซ้อน (Bacterial Superinfection) มีภาวะปอดแฟบ (Atelectasis) หรืออาการไม่ดีขึ้นตามลำดับ ภาพถ่ายรังสีจะแสดงลักษณะปอดขยายตัวเกิน (Hyperinflation), หลอดลมหนาตัว (Peribronchial Thickening) หรือมีรอยฝ้าขาวในเนื้อปอด

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment & Home Care)

ปัจจุบันยังไม่อย่ายาต้านไวรัสที่มีฤทธิ์รักษาเชื้อ RSV โดยตรงในเด็กทั่วไป การรักษาหลักจึงเป็นการรักษาตามอาการ (Symptomatic Treatment) และการรักษาพยุงชีพ (Supportive Care) เพื่อรอให้ร่างกายกำจัดเชื้อไปเอง

1. การรักษาในโรงพยาบาล (Hospitalization)

หากทารกมีภาวะขาดออกซิเจน หายใจลำบาก หรือขาดน้ำ แพทย์จะให้นอนพักรักษาในโรงพยาบาลโดยมีการดูแลดังนี้:

  • การให้ออกซิเจน (Oxygen Therapy): ให้ผ่านทางสายให้ออกซิเจนทางจมูก (Nasal Cannula) หรือใช้เครื่องให้ออกซิเจนแรงดันสูง (High-Flow Nasal Cannula: HFNC) เพื่อช่วยลดการทำงานในการหายใจ
  • การดูดเสมหะ (Suctioning): การทำความสะอาดทางเดินหายใจส่วนบนโดยการหยดน้ำเกลือและดูดเสมหะออกจากจมูกและลำคออย่างนุ่มนวลก่อนการกินนม
  • การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (IV Fluids): ในกรณีที่ทารกไม่สามารถกินนมได้เองเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะขาดน้ำ
  • การพ่นยา (Nebulization): แพทย์อาจพิจารณาทดลองพ่นยาขยายหลอดลม (Bronchodilator) หรือน้ำเกลือความเข้มข้นสูง (Hypertonic Saline 3%) ในผู้ป่วยบางรายที่มีข้อบ่งชี้

2. การดูแลและพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี (Home Care Guidance)

สำหรับทารกที่อาการไม่รุนแรงและแพทย์อนุญาตให้ดูแลที่บ้าน ผู้ดูแลควรปฏิบัติดังนี้:

  • การล้างจมูกและหยดน้ำเกลือ: หยดน้ำเกลือหยดจมูก (Normal Saline Drops) ข้างละ 2-3 หยด เพื่อให้น้ำมูกที่เหนียวอ่อนตัวลง แล้วใช้ลูกยางแดง (Bulb Syringe) หรือเครื่องดูดน้ำมูกดูดออกเบาๆ ก่อนการให้นมและก่อนนอน
  • การจัดท่านอน: หนุนศีรษะและลำตัวทารกให้สูงขึ้นเล็กน้อย (ประมาณ 15-30 องศา) เพื่อช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น
  • การจัดสิ่งแวดล้อม: ใช้เครื่องเพิ่มความชื้น (Humidifier) ในห้องนอน หลีกเลี่ยงการเปิดพัดลมจ่อตัวทารกตรงๆ และห้ามสัมผัสควันบุหรี่หรือฝุ่นละออง PM 2.5
  • การให้นมและสารน้ำ: ป้อนนมแม่หรือนมผงทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง (Small, frequent feedings) เพื่อไม่ให้ทารกเหนื่อยเกินไปขณะดูดนม
ขั้นตอนการเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponge):
1. ใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำผสมแอลกอฮอล์เด็ดขาด)
2. ชุบผ้าถูย้อนรูขุมขน โดยเช็ดเน้นบริเวณข้อพับ ซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ และลำตัว เพื่อระบายความร้อน
3. เช็ดต่อเนื่องเป็นเวลา 15-20 นาที แล้วเช็ดตัวให้แห้งก่อนใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
4. วัดไข้ซ้ำหลังจากเช็ดตัวเสร็จ 30 นาที

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)

การดูแลทารกแรกเกิดที่ป่วยมีข้อควรระวังทางกฎเกณฑ์ทางการแพทย์ที่เข้มงวด เนื่องจากการใช้ยาผิดประเภทอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้:

1. การใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) อย่างปลอดภัย

การให้ยาพาราเซตามอลลดไข้ ต้องคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวของเด็กอย่างเคร่งครัด:

  • ขนาดยาที่ถูกต้อง: 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม ต่อ การกินหนึ่งครั้ง
  • ระยะเวลา: ให้ยาได้ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้ (ห้ามให้เกิน 5 ครั้งใน 24 ชั่วโมง)
  • ตัวอย่างการคำนวณ: ทารกน้ำหนัก 4 กิโลกรัม ควรได้รับยาพาราเซตามอลขนาด 40-60 มิลลิกรัมต่อครั้ง (หากใช้ยาดรอปสำหรับทารกความเข้มข้น 60 mg/0.6 mL ให้กินปริมาณ 0.4-0.6 mL)

2. ข้อห้ามใช้ยาและการรักษาที่ผิดวิธี (Strict Contraindications)

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาด เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งทำให้ตับและสมองอักเสบเฉียบพลันถึงชีวิต และห้ามใช้ไอบูโพรเฟนในทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือน หรือผู้ป่วยที่ยังไม่ได้คัดกรองโรคไข้เลือดออก
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) รับประทานเอง: เนื่องจากโรค RSV เกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน จะทำให้เกิดเชื้อดื้อยาและผลข้างเคียงต่อลำไส้ทารก
  • ห้ามใช้ยาแก้ไอ ยากดการไอ หรือยาขยายหลอดลมชนิดรับประทานเอง: ยาแก้ไอหลายชนิดมีฤทธิ์กดการทำงานของสมองและระบบหายใจ ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ห้ามซื้อยากลุ่มนี้รับประทานเองโดยเด็ดขาด

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว (Prevention & Immunization)

เนื่องจากโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนใหญ่ไม่มีการรักษาเฉพาะทาง การป้องกันจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการปกป้องทารกแรกเกิด:

1. สุขอนามัยในครอบครัว

  • การล้างมือ: ผู้ดูแลและทุกคนในบ้านต้องล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์นานอย่างน้อย 20 วินาที ก่อนสัมผัสทารก อุ้มทารก หรือชงนม
  • การสวมหน้ากากอนามัย: หากผู้ใหญ่หรือคนในบ้านมีอาการหว็ด ต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และงดการหอมแก้ม จูบ หรืออุ้มทารกโดยไม่จำเป็น
  • การทำความสะอาดของใช้: ทำความสะอาดของเล่น ของใช้ และพื้นผิวสัมผัสร่วมภายในบ้านเป็นประจำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
  • หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด: งดนำทารกแรกเกิดไปในสถานที่ที่มีคนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาด หรือการจัดงานเลี้ยง ในช่วงที่มีการระบาดของ RSV

2. โภชนาการและการสร้างภูมิคุ้มกัน

การให้นมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนแรก (Exclusive Breastfeeding) นมแม่มีภูมิคุ้มกันชนิดอิมมูโนโกลบูลินเอ (Secretory IgA) และสารชีวภาพมากมายที่ช่วยปกป้องเยื่อบุทางเดินหายใจของทารกจากการติดเชื้อ

3. นวัตกรรมวัคซีนและภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Vaccines & Immunization)

ในปัจจุบัน มีความก้าวหน้าทางการแพทย์ในการป้องกัน RSV ดังนี้:

  • ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปชนิดออกฤทธิ์ยาว (Long-acting Monoclonal Antibody - Nirsevimab): เป็นการให้ภูมิคุ้มกันฉีดเข้ากล้ามเนื้อแก่ทารกแรกเกิดและทารกในฤดูกาลระบาด ซึ่งช่วยลดอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจาก RSV ได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • วัคซีน RSV สำหรับหญิงตั้งครรภ์: การฉีดวัคซีน RSV ให้แก่คุณแม่ในช่วงอายุครรภ์ 32-36 สัปดาห์ เพื่อส่งผ่านภูมิคุ้มกันข้ามรกไปคุ้มครองทารกตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 เดือน
  • วัคซีนตามตารางมาตรฐาน: ทารกควรได้รับวัคซีนพื้นฐานตามตารางของกระทรวงสาธารณสุขและสมาคมกุมารแพทย์ เช่น วัคซีนไอคอน วัคซีนฮิป (Hib) และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ (เมื่ออายุ 6 เดือนขึ้นไป) เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้อนทับ

คู่มือเช็กลิสต์ด่วนสำหรับผู้ดูแล (Parent Actionable Checklist)

ประเมินอาการของลูกน้อยด้วยเช็กลิสต์ปฏิบัติด่วนเพื่อการตัดสินใจอย่างถูกต้อง:

เช็กลิสต์การประเมินอาการทารกไอแห้ง / เสียงหวีด:
การหายใจ: อัตราการหายใจเร็วกว่าปกติหรือไม่? (นับตอนหลับ เกิน 60 ครั้ง/นาที ให้พบแพทย์)
การสังเกตชายโครง: มีรอยบุ๋มที่อกหรือซอกคอเวลาหายใจหรือไม่?
สีผิวและริมฝีปาก: ริมฝีปากเป็นสีชมพูปกติ หรือมีสีซีด/เขียวคล้ำ?
การดูดนม: กินนมได้มากกว่า 50% ของปริมาณปกติหรือไม่?
จำนวนผ้าอ้อม: ปัสสาวะออกอย่างน้อย 4-6 ครั้งต่อวันหรือไม่?
ระดับการรู้สึกตัว: ตื่นดี ร้องเสียงดังปกติ หรือซึม ปลุกยาก ปลุกไม่ตื่น?

สรุปคำแนะนำทางการแพทย์: อาการไอแห้งและมีเสียงหวีดในทารกแรกเกิดเป็นภาวะที่ไม่ควรมองข้าม การสังเกตสัญญาณอันตรายภาวะหายใจลำบากอย่างใกล้ชิด และการนำส่งโรงพยาบาลอย่างทันท่วงที คือปัจจัยสำคัญที่สุดในการลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนและรักษาชีวิตของลูกน้อยได้อย่างปลอดภัย

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down