ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจความต่างระหว่างเชื้อไวรัส RSV กับ ไข้หวัดใหญ่ เพื่อการดูแลที่ตรงจุด

การเจ็บป่วยในระบบทางเดินหายใจของเด็กเล็กและสมาชิกในครอบครัวเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลใจให้แก่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) และโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจที่พบบ่อยทั้งคู่ แต่มีรายละเอียด เชื้อโรค และความรุนแรงที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การทำความเข้าใจความแตกต่างนี้จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตอาการ และให้การดูแลเบื้องต้นได้อย่างถูกต้องก่อนพาไปพบแพทย์

ความแตกต่างทางด้านสาเหตุและลักษณะการแพร่ระบาด

โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งแบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลักคือเอและบี มีการระบาดตามฤดูกาลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ส่วนโรค RSV เกิดจากเชื้อไวรัสอาร์เอสวี ซึ่งสามารถแพร่ระบาดได้ตลอดทั้งปี แต่จะพบการระบาดสูงในช่วงฤดูฝนเช่นกัน เชื้อทั้งสองชนิดนี้ติดต่อผ่านทางการไอ จาม สารคัดหลั่ง และการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนเข้าทางตา จมูก หรือปาก โดยไวรัส RSV มีความพิเศษตรงที่สามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวแข็งได้นานหลายชั่วโมง ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายมากในเด็กเล็กที่มีการสัมผัสของเล่นร่วมกันในศูนย์เด็กเล็กหรือโรงเรียนอนุบาล

อาการเด่นชัดและการดำเนินโรคที่แตกต่าง

แม้ว่าอาการเริ่มต้นของทั้งสองโรคจะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือ มีไข้ ไอ น้ำูกไหล และเจ็บคอ แต่ลักษณะการดำเนินโรคและความรุนแรงของอาการจะมีจุดสังเกตที่สำคัญ ดังนี้

ลักษณะอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza)

ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่มักจะมีอาการเกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันทีทันใด โดยมีอาการไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัวมาก อ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด มีอาการปวดศีรษะ เจ็บคอ และไอแห้งๆ อาการไข้มักจะสูงอยู่ราวสองถึงสี่วันแล้วค่อยๆ ลดลง หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์ แต่ความอ่อนเพลียอาจหลงเหลืออยู่ได้อีกระยะหนึ่ง

ลักษณะอาการของโรคไวรัส RSV

ในผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส RSV อาการในเด็กโตหรือผู้ใหญ่อาจเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา แต่ในเด็กเล็กและทารกโดยเฉพาะกลุ่มที่มีอายุน้อยกว่าสองปี เชื้อนี้มักจะลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่างอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) หรือปอดบวม (Pneumonia) อาการเด่นที่ต้องระวังคือ อาการไอถี่รุนแรง มีเสมหะปริมาณมาก หายใจมีเสียงหวีด (Wheezing) หรือหายใจลำบาก ครอดแคระ และในเด็กบางรายอาจมีอาการหยุดหายใจชั่วขณะ ซึ่งอันตรายมาก

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วน
  • ไข้สูงมากติดต่อกันเกินสามวัน หรือไข้ไม่ยอมลดแม้ว่าจะเช็ดตัวและทานยาลดไข้แล้ว
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงยุบ หรือหน้าอกบุ๋ม หายใจจนปีกจมูกบาน
  • ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) อันเนื่องมาจากภาวะขาดออกซิเจน
  • มีอาการซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดื่มนม น้ำ หรืออาหารจนเกิดภาวะขาดน้ำ ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่มีปัสสาวะเลยนานเกินหกชั่วโมง
  • มีอาการชักเกร็งจากการที่มีไข้สูง

วิธีดูแลรักษาและพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี

การดูแลผู้ป่วยที่บ้านในกรณีที่อาการไม่รุนแรงและแพทย์อนุญาตให้อยู่บ้านได้ มุ่งเน้นไปที่การรักษาตามอาการเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วที่สุด ดังนี้

การจัดการไข้และการใช้ยาอย่างปลอดภัย

ให้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดยาที่ถูกต้องคือน้ำหนักตัวคูณด้วยสิบถึงสิบห้าสิลลิกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้ ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาดเนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ซินโดรม (Reye Syndrome) ซึ่งอันตรายถึงชีวิต และหลีกเลี่ยงการซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อมาทานเอง เนื่องจากโรคทั้งสองเกิดจากไวรัส การทานยาปฏิชีวนะจึงไม่ช่วยรักษาและยังทำให้เกิดเชื้อดื้อยาอีกด้วย

คำแนะนำจากคุณหมอ: การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้องควรใช้น้ำอุ่น ไม่ควรใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเช็ดตัว เพราะจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ความร้อนระบายออกไม่ได้ และอาจทำให้เด็กหนาวสั่นมากขึ้น

การจัดการเสมหะและการระบายทางเดินหายใจ

สำหรับเด็กที่เป็น RSV จะมีเสมหะเหนียวข้นจำนวนมาก การช่วยระบายเสมหะทำได้โดยการให้ดื่มน้ำอุ่นมากๆ เพื่อละลายเสมหะ (ในเด็กโต) หรือดื่มนมให้เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ การทำความสะอาดโพรงจมูกด้วยน้ำเกลือหยอดจมูกเพื่อช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น และในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาให้พ่นยาขยายหลอดลมร่วมด้วย

วิธีป้องกันและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อทั้งสองโรคนี้ทำได้โดยการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาด สวมหน้ากากอนามัย และทำความสะอาดของเล่นพื้นผิวสัมผัสอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ สำหรับโรคไข้หวัดใหญ่แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี ปีละหนึ่งครั้ง เพื่อลดความรุนแรงของโรคและลดอัตราการนอนโรงพยาบาล ส่วนในโรค RSV ปัจจุบันมีแนวทางการใช้วัคซีนหรือภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปในกลุ่มเด็กกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น เด็กคลอดก่อนกำหนด ตามคำแนะนำของกุมารแพทย์เฉพาะทาง

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down