ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

รับมืออย่างไรเมื่อลูกน้อยเผชิญภาวะไอจนอาเจียนจากเสมหะอุดกั้น

เสียงไออย่างรุนแรงของลูกน้อยจนพยุงตัวไม่อยู่ตามมาด้วยการสำรอกเอาทั้งนมและเสมหะเหนียวข้นออกมา เป็นภาพที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับพ่อแม่ได้เสมอ ในทางการแพทย์กุมารเวชศาสตร์ อาการ ทารกไอจนอาเจียน มักเกิดขึ้นเนื่องจากระบบทางเดินหายใจของเด็กทารกยังพัฒนาไม่เต็มที่ ช่องทางเดินหายใจมีขนาดเล็กและแคบมาก เมื่อมีอาการหวัดลงคอ ร่างกายจะสร้างเสมหะขึ้นมาเพื่อดักจับเชื้อโรค แต่ทารกยังไม่มีความสามารถในการไอเอาเสมหะออกได้เองเหมือนผู้ใหญ่ เสมหะที่เหนียวข้นจึงไหลลงไปสะสมบริเวณคอหอยและกระตุ้นการทำงานของรีเฟล็กซ์การขย้อน ส่งผลให้ทารกไอติดต่อกันเป็นชุดจนกระทั่งอาเจียนออกมาในที่สุด

การดูแลรักษาทารกที่มีเสมหะและไออย่างปลอดภัยจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้อง เนื่องจากร่างกายของเด็กวัยนี้มีความบอบบางและไวต่อสิ่งกระตุ้นสูง การรู้วิธีระบายเสมหะที่ถูกต้องโดยไม่พึ่งพายาเคมีจึงเป็นทักษะสำคัญที่พ่อแม่ทุกคนควรเรียนรู้

ทำไมยาแก้ไอและยาละลายเสมหะบางชนิดจึงอันตรายต่อเด็กทารก

เมื่อลูกมีอาการไอ สิ่งแรกที่พ่อแม่มักนึกถึงคือการซื้อยาแก้ไอหรือยาละลายเสมหะมารับประทาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) และสมาคมกุมารแพทย์ต่างๆ ทั่วโลก มีข้อแนะนำที่ตรงกันคือ ไม่ควรใช้ยาแก้ไอและยาบรรเทาอาการหวัดกับเด็กทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี โดยไม่มีข้อบ่งชี้และคำสั่งจากแพทย์โดยเด็ดขาด ด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้

  • ยากดอาการไอ (Cough Suppressants): ยลกลุ่มนี้จะออกฤทธิ์กดศูนย์ควบคุมการไอในสมอง ซึ่งแท้จริงแล้วการไอเป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกายในการขับเสมหะและสิ่งแปลกปลอมออกจากปอด หากไปกดอาการไอไว้ จะทำให้เสมหะคั่งค้างอยู่ในหลอดลมและปอดมากขึ้น ส่งผลให้เสมหะอุดกั้นทางเดินหายใจและเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจนกลายเป็นปอดอักเสบได้
  • ยาละลายเสมหะกลุ่มอนุพันธ์บางชนิด (Mucolytics): ยาในกลุ่มนี้บางประเภท เช่น ยากลุ่ม acetylcysteine หรือ carbocysteine อาจออกฤทธิ์กระตุ้นให้มีการหลั่งสารคัดหลั่งเพิ่มขึ้นในช่วงแรก เพื่อทำให้เสมหะที่เหนียวข้นนั้นเจือจางลง ทว่าในเด็กทารกที่ยังไม่มีแรงไอขับเสมหะ ปริมาณเสมหะที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้อาจเข้าไปท่วมและอุดกั้นทางเดินหายใจที่แคบอยู่แล้ว ทำให้เด็กหายใจลำบากยิ่งขึ้น
  • ผลข้างเคียงต่อระบบประสาทและหัวใจ: ยาแก้ไอและยาลดน้ำมูกหลายชนิดอาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลางของทารก ทำให้เกิดอาการซึม ผิดปกติในการนอนหลับ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หรือในรายที่รุนแรงอาจส่งผลต่อการกดการหายใจที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
คำแนะนำทางการแพทย์: การบรรเทาอาการไอและระบายเสมหะในเด็กทารก จึงควรเน้นการใช้วิธีทางกายภาพบำบัดและการปรับสภาพแวดล้อมเป็นหลัก ซึ่งมีความปลอดภัยสูงและไม่มีสารเคมีตกค้างในร่างกายของลูกน้อย

วิธีใช้ไอน้ำอุ่นและการปรับท่าทางเพื่อช่วยระบายเสมหะเหนียวข้น

น้ำและไอน้ำเป็นตัวละลายเสมหะตามธรรมชาติที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดสำหรับทารก การเพิ่มความชื้นในทางเดินหายใจจะช่วยลดความเหนียวหนืดของเสมหะ ทำให้ร่างกายขับออกได้ง่ายขึ้น โดยมีแนวทางการปฏิบัติที่ปลอดภัยดังนี้

1. การทำห้องสตรีมบำบัดส่วนตัว (Steam Room)

หากไม่มีเครื่องพ่นไอน้ำอุ่น สามารถประยุกต์ใช้ห้องน้ำในบ้านได้ โดยการเปิดเครื่องทำน้ำอุ่นให้มีไอน้ำฟุ้งกระจายทั่วห้องน้ำ จากนั้นพาลูกน้อยเข้าไปนั่งอุ้มในห้องน้ำนั้นประมาณ 10-15 นาที ไอน้ำอุ่นจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแก่เยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้เสมหะที่แห้งกรังและเหนียวข้นบริเวณโพรงจมูกและคอหอยอ่อนตัวลง ช่วยให้หายใจสะดวกขึ้นอย่างรวดเร็ว

2. การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ

สำหรับทารกแรกเกิดถึง 6 เดือน ให้ใช้หยดน้ำเกลือหยอดรูจมูกข้างละ 1-2 หยด เพื่อให้น้ำมูกเหนียวๆ อ่อนตัวลง แล้วใช้ลูกยางแดงหรืออุปกรณ์ดูดน้ำมูกช่วยดูดออกเบาๆ ส่วนในเด็กที่โตขึ้นมาหน่อยสามารถใช้สเปรย์น้ำเกลือพ่นจมูกเพื่อช่วยระบายเสมหะที่ไหลลงคอได้ดีขึ้น

3. การปรับท่าทางขณะนอนและทำกิจกรรม

การนอนราบจะทำให้เสมหะและน้ำมูกไหลลงไปสะสมที่บริเวณลำคอ กระตุ้นให้เกิดอาการไออย่างรุนแรงจนอาเจียนในช่วงเวลากลางคืน ควรปรับเปลี่ยนท่าทางดังนี้

  • ยกระดับศีรษะให้สูงขึ้น: ใช้ผ้าขนหนูหรือหมอนหนุนสอดไว้ใต้ฟูกที่นอนตรงบริเวณศีรษะของลูก เพื่อปรับให้ที่นอนมีความลาดเอียงประมาณ 15-30 องศา (หลีกเลี่ยงการใช้หมอนหนุนศีรษะของทารกโดยตรงเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจเฉียบพลันขณะหลับ)
  • อุ้มลูกในแนวตั้ง: หลังจากทานนมเสร็จ ควรอุ้มลูกในแนวตั้งแนบกับอกนานอย่างน้อย 20-30 นาที เพื่อป้องกันการไหลย้อนกลับของนมและเสมหะ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ทารกไอจนอาเจียน

เทคนิคการเคาะปอดเบื้องต้นภายใต้คำแนะนำของกุมารแพทย์

การเคาะปอด (Chest Percussion) เป็นเทคนิคทางกายภาพบำบัดทรวงอกที่ช่วยแรงสั่นสะเทือนผ่านผนังทรวงอกไปถึงแขนงหลอดลม ทำให้เสมหะที่เกาะติดอยู่ตามผนังหลอดลมหลุดออกและเคลื่อนตัวขึ้นมาที่หลอดลมใหญ่ ซึ่งง่ายต่อการขับออกหรือกลืนลงไป โดยมีขั้นตอนปฏิบัติที่ถูกต้องดังนี้

ขั้นตอนการเตรียมตัวและการจัดท่าทาง

  1. ควรทำขณะที่ท้องว่าง คือทำก่อนมื้อนมหรืออาหาร หรืออย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงหลังมื้ออาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้ทารกอาเจียนเอาอาหารออกมา
  2. จัดท่าทางของทารกโดยการให้ลูกนอนคว่ำพาดบนตักของพ่อแม่ โดยให้ศีรษะของลูกต่ำกว่าส่วนสะโพกเล็กน้อย (ใช้หมอนหรือผ้าหนุนใต้หน้าอกและหน้าท้องของลูก) หรือจัดให้นอนตะแคง

วิธีการเคาะปอดที่ถูกต้อง

  • ลักษณะมือ: พ่อแม่ต้องทำมือให้เป็นลักษณะอุ้งมือคล้ายถ้วย (Cupping) โดยห่อข้อนิ้วมือและปลายนิ้วเข้าหากัน ไม่ใช่การตบด้วยฝ่ามือแบนราบ การเคาะที่ถูกต้องจะมีเสียงคล้าย "ป๊อป ป๊อป" ซึ่งเกิดจากแรงลมด้านในอุ้งมือ ไม่ทำให้ลูกเจ็บ
  • ตำแหน่งที่เคาะ: เครบริเวณทรวงอกด้านหลังตรงส่วนของปอด (หลีกเลี่ยงบริเวณกระดูกสันหลัง กระดูกสะบัก และบริเวณบั้นเอวเหนือชายโครงซึ่งเป็นตำแหน่งของไต)
  • จังหวะและความแรง: เคาะด้วยแรงที่พอดี สม่ำเสมอ ไม่เบาหรือแรงจนเกินไป เป็นจังหวะคงที่ประมาณ 1-3 นาทีในแต่ละท่า และทำสลับซ้ายขวา

ข้อควรระวัง: พ่อแม่ควรได้รับการสาธิตและฝึกปฏิบัติจากกุมารแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดก่อนเริ่มทำด้วยตนเองที่บ้าน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและป้องกันการบาดเจ็บต่ออวัยวะภายในของทารก

สัญญาณเตือนภัย: เมื่อไหร่ที่เสมหะเริ่มอุดกั้นทางเดินหายใจของลูก

แม้ว่าอาการไอและอาเจียนจะเป็นกลไกการขับเสมหะของร่างกาย แต่ในบางครั้งเสมหะที่เหนียวข้นมากอาจเข้าไปอุดกั้นทางเดินหายใจ จนทำให้เกิดภาวะพร่องออกซิเจนได้ พ่อแม่จึงต้องสังเกตอาการของลูกน้อยอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้ ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอ

  • หายใจเร็วผิดปกติ (Tachypnea): อัตราการหายใจเร็วกว่าเกณฑ์มาตรฐานตามช่วงอายุ (เด็กอายุน้อยกว่า 2 เดือน หายใจมากกว่า 60 ครั้งต่อนาที, อายุ 2-11 เดือน หายใจมากกว่า 50 ครั้งต่อนาที, อายุ 1 ปีขึ้นไป หายใจมากกว่า 40 ครั้งต่อนาทีขณะหลับหรือสงบ)
  • หายใจลำบากและใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ: สังเกตเห็นปีกจมูกบานเข้าออกตามจังหวะหายใจ ผิวหนังบริเวณซี่โครง คอ หรือใต้ลิ้นปี่บุ๋มลึกเข้าไปทุกครั้งที่สูดลมหายใจ (Chest Retractions)
  • มีเสียงหายใจผิดปกติ: ได้ยินเสียงหวีด (Wheezing) หรือเสียงครืดคราดดังชัดเจนจากลำคอและหน้าอก แม้จะช่วยดูดน้ำมูกและเสมหะส่วนบนออกแล้วก็ตาม
  • ภาวะขาดออกซิเจน: สีผิวบริเวณรอบริมฝีปาก ปลายมือ ปลายเท้า เริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ ซีด หรือเขียวหม่น
  • อาการทางระบบประสาทและพฤติกรรม: ลูกมีอาการซึมลงมาก ไม่ยอมดูดนม ร้องไห้ไม่มีเสียง หรือกระสับกระส่ายงอแงผิดปกติเนื่องจากเหนื่อยจากการหายใจ

ความห่วงใยและการสังเกตอย่างมีสติของพ่อแม่คือหัวใจสำคัญในการดูแลรักษาอาการป่วยของลูกน้อย การใช้แนวทางธรรมชาติบำบัดด้วยการระบายเสมหะอย่างถูกวิธี ร่วมกับการให้ลูกดื่มน้ำอุ่นหรือนมแม่บ่อยๆ เพื่อช่วยละลายเสมหะ จะช่วยให้กระบวนการฟื้นตัวของระบบทางเดินหายใจเป็นไปอย่างปลอดภัยและยั่งยืนที่สุด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down