ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความสำคัญทางการแพทย์และภาพรวมของภาวะชักจากไข้สูงในเด็ก

ภาวะชักจากไข้สูง (Febrile Seizure หรือ Febrile Convulsion) เป็นหนึ่งในภาวะฉุกเฉินทางกุมารเวชศาสตร์ที่สร้างความตื่นตระหนกและวิตกกังวลให้กับพ่อแม่และผู้ดูแลมากที่สุด อาการเกร็งกระตุก ตาเหลือก และการหมดสติของลูกน้อยเป็นภาพที่น่ากลัว อย่างไรก็ตาม ในทางการแพทย์แล้ว ภาวะนี้พบได้บ่อยในเด็กเล็กที่มีอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 5 ปี โดยมีสถิติการเกิดอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2 ถึง 5 ของเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรงทั่วไป และช่วงอายุที่พบอัตราการเกิดสูงที่สุดคือช่วง 12 ถึง 18 เดือน

แม้ว่าภาพอาการชักจะดูรุนแรงและน่าวิตก แต่สิ่งสำคัญที่ผู้ดูแลต้องตระหนักคือ อาการชักจากไข้สูงชนิดธรรมดาส่วนใหญ่ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสมอง ไม่ได้ส่งผลต่อระดับสติปัญญา พัฒนาการ หรือการเรียนรู้ของเด็กในระยะยาว และไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของโรคไข้สมองอักเสบ แต่การขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องและการประเมินสัญญาณอันตราย อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจากการปฐมพยาบาลอย่างผิดวิธี หรือการส่งรักษาที่ล่าช้าเกินไปได้

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Causes and Pathophysiology)

กลไกการเกิดภาวะชักจากไข้สูงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับพัฒนาการของระบบประสาทส่วนกลางในเด็กเล็ก (Immature Brain) สมองของเด็กในวัยนี้ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ โดยเฉพาะกระบวนการสร้างปลอกหุ้มเส้นประสาท (Myelination) ที่ยังไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เซลล์สมองมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้อุณหภูมิที่สูงเกินขีดจำกัด (Seizure Threshold) ไปกระตุ้นให้เกิดการปล่อยกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติและพร้อมกันในสมอง ส่งผลให้เกิดอาการเกร็งและกระตุกของกล้ามเนื้อตามมา

ปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญมีดังต่อไปนี้:

  • การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิร่างกายอย่างรวดเร็ว: อัตราความเร็วในการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิร่างกายมีความสำคัญมากกว่าระดับอุณหภูมิสูงสุดที่วัดได้ เด็กบางรายอาจชักขณะที่อุณหภูมิเพิ่งเริ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • การติดเชื้อในร่างกาย: ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) โรคติดเชื้อไวรัสสลับหัว (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) โรคหัดกุหลาบ (Roseola Infantum หรือ Exanthem Subitum ที่เกิดจากเชื้อ Human Herpesvirus 6) รวมถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น ต่อมทอนซิลอักเสบเฉียบพลัน (Acute Tonsillitis) หรือหูชั้นกลางอักเสบ (Otitis Media)
  • ปัจจัยทางพันธุกรรม (Genetic Predisposition): เด็กที่มีประวัติสมาชิกในครอบครัวสายตรง (พ่อ แม่ หรือพี่น้อง) เคยมีประวัติชักจากไข้สูง จะมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะนี้สูงกว่าเด็กทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
คำแนะนำจากคุณหมอ: วัคซีนบางชนิดอาจกระตุ้นให้เกิดไข้สูงหลังการฉีดได้ เช่น วัคซีนรวมหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) หรือวัคซีนป้องกันโรคไอกรน ซึ่งอาจทำให้เด็กที่มีแนวโน้มชักง่ายเกิดอาการชักได้ ผู้ดูแลจึงควรเฝ้าระวังและให้ยาลดไข้ตามคำแนะนำของกุมารแพทย์อย่างใกล้ชิดหลังรับวัคซีน

อาการสำคัญและการแบ่งประเภทของภาวะชักจากไข้สูง

ในทางการแพทย์จะจำแนกภาวะชักจากไข้สูงออกเป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพยากรณ์โรคและการวางแผนการรักษาของแพทย์:

1. อาการชักจากไข้แบบธรรมดา (Simple Febrile Seizure)

พบได้บ่อยที่สุดประมาณร้อยละ 70 ถึง 80 ของผู้ป่วยทั้งหมด โดยมีลักษณะอาการดังนี้:

  • เป็นการชักแบบเกร็งกระตุกทั่วทั้งตัว (Generalized Tonic-Clonic Seizure) เช่น ตาเหลือกเกร็ง แขนขาเหยียดเกร็งแล้วกระตุกพร้อมกันทั้งสองข้าง
  • ระยะเวลาที่ชักมักสั้นมาก ส่วนใหญ่ไม่เกิน 2 ถึง 5 นาที และต้องไม่เกิน 15 นาที
  • เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในการเจ็บป่วยครั้งนั้นๆ (ไม่มีอาการชักซ้ำภายใน 24 ชั่วโมง)
  • หลังหยุดชัก เด็กจะค่อยๆ รู้สึกตัวและตื่นเป็นปกติภายในระยะเวลาอันสั้น (ไม่มีอาการซึมต่อเนื่องยาวนาน)

2. อาการชักจากไข้แบบซับซ้อน (Complex Febrile Seizure)

เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นและต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมอย่างละเอียด โดยมีลักษณะอาการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้:

  • เป็นการชักแบบเฉพาะที่ (Focal Seizure) เช่น มีการกระตุกเฉพาะแขนหรือขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือหน้าเบี้ยวไปข้างหนึ่ง
  • ระยะเวลาที่ชักยาวนานต่อเนื่องกันเกิน 15 นาที (Prolonged Seizure)
  • มีอาการชักซ้ำมากกว่า 1 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมง หรือในการเจ็บป่วยรอบเดียวกัน (Recurrent Seizure)
  • หลังการชัก เด็กมีอาการอ่อนแรงของแขนหรือขาข้างใดข้างหนึ่งชั่วคราว (Todd's Paresis) หรือมีอาการซึมสับสนไม่ฟื้นสติเป็นปกติเป็นเวลานาน

สัญญาณอันตรายขั้นวิกฤต (Red Flags): อาการวิกฤตที่ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด

หากเด็กมีอาการชักร่วมกับสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ดังต่อไปนี้ ผู้ดูแลต้องรีบโทรศัพท์ติดต่อสายด่วนกู้ชีพ 1669 หรือนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น:

สัญญาณอันตรายขั้นวิกฤต (Red Flags) ที่ต้องพบแพทย์ทันที:
  • อาการชักดำเนินต่อเนื่องเกิน 5 นาที: ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางสมองที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะชักต่อเนื่องรุนแรง (Status Epilepticus) ซึ่งอาจทำให้สมองขาดออกซิเจนได้
  • หยุดชักแล้วแต่เด็กซึมมาก ไม่รู้สึกตัว หรือไม่ตอบสนองต่อการเรียกเกิน 30 นาที: แสดงถึงความผิดปกติของระบบประสาทที่อาจไม่ใช่เพียงแค่ระยะพักหลังชัก (Postictal State) ปกติ
  • มีอาการคอแข็งตึง (Stiff Neck) อาเจียนพุ่งรุนแรง หรือกระหม่อมหน้าโป่งตึง (Bulging Fontanelle) ในเด็กทารก: เป็นสัญญาณบ่งชี้ของการติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) หรือสมองอักเสบ (Encephalitis)
  • มีอาการหยุดหายใจ หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม หรือริมฝีปากและเล็บมือเล็บเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis)
  • มีอาการชักเกร็งกระตุกเฉพาะซีก หรือเกิดซ้ำหลายครั้งในวันเดียวกัน
  • มีไข้ร่วมกับจุดเลือดออกตามผิวหนัง (Petechiae) หรือผื่นม่วงคล้ำคล้ายรอยช้ำ

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis and Medical Tests)

เมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะดำเนินการประเมินและตรวจวินิจฉัยตามขั้นตอนมาตรฐานระดับสากลเพื่อหาสาเหตุของการเกิดไข้และแยกโรคที่เป็นอันตรายออกไป:

  • การซักประวัติอย่างละเอียด (History Taking): แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับลักษณะการชัก ระยะเวลาของการชัก ประวัติการเจ็บป่วย ประวัติวัคซีน ประวัติครอบครัว และพฤติกรรมก่อนเกิดอาการชัก
  • การตรวจร่างกายทั่วไปและระบบประสาท (Physical and Neurological Examination): เพื่อค้นหาตำแหน่งของการติดเชื้อที่เป็นสาเหตุของไข้ เช่น ตรวจหู คอ ปอด และประเมินสัญญาณของการระคายเคืองต่อเยื่อหุ้มสมอง (Meningeal Signs) เช่น Kernig's sign หรือ Brudzinski's sign
  • การเจาะน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture - LP): จะพิจารณาทำในกรณีที่สงสัยการติดเชื้อในสมองหรือเยื่อหุ้มสมอง โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 12 เดือนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนป้องกันเชื้อแบคทีเรียอย่างครบถ้วน หรือเด็กที่มีอาการซึม ไม่กินนม กระหม่อมโป่งตึง หรือมีอาการคอแข็งตึง
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Investigations): การตรวจความเข้มข้นและจำนวนเม็ดเลือดขาว (Complete Blood Count - CBC) การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) หรือการตรวจหาเชื้อไวรัสแบบรวดเร็ว (Rapid Antigen Test) เพื่อหาตำแหน่งติดเชื้อ
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalogram - EEG) และการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT/MRI): ไม่จำเป็นต้องทำในผู้ป่วยชักจากไข้สูงชนิดธรรมดา แต่จะพิจารณาทำในรายที่เป็นชักแบบซับซ้อน (Complex Febrile Seizure) หรือมีความผิดปกติทางระบบประสาทอย่างชัดเจน

ลูกชักจากไข้สูง ปฐมพยาบาลอย่างไรให้ปลอดภัย: ขั้นตอนปฏิบัติและวิธีเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง

เมื่อเกิดเหตุการณ์ลูกชักจากไข้สูงขึ้นที่บ้าน การปฐมพยาบาลอย่างมีสติและถูกวิธีคือสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันอันตรายต่อชีวิตของเด็ก โดยมีขั้นตอนปฏิบัติดังนี้:

ขั้นตอนการปฐมพยาบาลขณะเด็กกำลังชัก (First Aid During Seizure)

  1. ตั้งสติและจับเวลา: ผู้ดูแลต้องควบคุมความตื่นตระหนก และรีบดูเวลาเพื่อจับเวลาระยะเวลาที่เด็กเริ่มชักจนกระทั่งหยุดชัก ข้อมูลนี้มีความสำคัญต่อการรักษาของแพทย์อย่างมาก
  2. จัดท่าทางให้ปลอดภัย: ประคองเด็กให้นอนหงายบนพื้นราบที่โล่งและนุ่ม ห่างจากสิ่งของมีคมหรือเฟอร์นิเจอร์ที่อาจกระแทกโดนตัวเด็ก
  3. จัดท่านอนตะแคงกึ่งคว่ำ (Recovery Position): จับตัวเด็กให้นอนตะแคงไปด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง และป้องกันไม่ให้น้ำลาย เสมหะ หรือเศษอาหารอุดกั้นทางเดินหายใจ หรือสำลักลงสู่ปอด
  4. คลายเสื้อผ้าให้หลวม: ปลดกระดุมคอเสื้อ หรือเสื้อผ้าที่รัดแน่นรอบตัวเด็กออก เพื่อช่วยให้เด็กหายใจได้สะดวกยิ่งขึ้น
  5. ห้ามกดหรือบีบบังคับตัวเด็ก: ปล่อยให้เด็กชักไปตามธรรมชาติ ห้ามกดแขนหรือขาเพื่อพยายามหยุดการกระตุก เพราะอาจทำให้เกิดกระดูกหักหรือกล้ามเนื้อฉีกขาดได้

วิธีเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้องทางการแพทย์ (Tepid Sponge)

เมื่ออาการชักสงบลงแล้ว ให้รีบทำการเช็ดตัวลดไข้ทันทีเพื่อดึงความร้อนออกจากร่างกาย โดยใช้หลักการระเหยของน้ำ (Evaporative Coolness) ดังนี้:

  • เตรียมน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (ห้ามใช้น้ำแข็ง น้ำเย็นจัด หรือแอลกอฮอล์เช็ดตัวเด็ดขาด เพราะจะทำให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัว ร่างกายระบายความร้อนไม่ได้ และกระตุ้นให้อุณหภูมิแกนกลางของร่างกายสูงขึ้นจนชักซ้ำได้)
  • ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำบิดหมาดๆ เช็ดถูย้อนทิศทางการไหลเวียนของเลือด โดยเช็ดเข้าหาหัวใจเพื่อเปิดรูขุมขน
  • วางผ้าพักไว้ตามจุดศูนย์รวมความร้อนและหลอดเลือดใหญ่ เช่น หน้าผาก ซอกคอ รักแร้ทั้งสองข้าง และขาหนีบทั้งสองข้าง เปลี่ยนผ้าทุกๆ 2 ถึง 3 นาที
  • เช็ดตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 15 ถึง 20 นาที แล้วเช็ดตัวเด็กให้แห้งสนิทก่อนสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อบางเบาที่ระบายอากาศได้ดี

ข้อควรระวังสำคัญและพฤติกรรมต้องห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Contraindications)

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเด็กชักในอดีตมักก่อให้เกิดอันตรายรุนแรง ดังนั้น ผู้ดูแลต้องหลีกเลี่ยงพฤติกรรมต้องห้ามเหล่านี้โดยเด็ดขาด:

พฤติกรรมต้องห้ามทำเด็ดขาดเมื่อลูกชัก:
  • ห้ามนำสิ่งของใดๆ ใส่เข้าไปในปากเด็กเด็ดขาด: ไม่ว่าจะเป็นช้อน นิ้วมือ ผ้าเช็ดหน้า หรือสิ่งของอื่นๆ ด้วยความเชื่อผิดๆ ที่ว่าจะป้องกันเด็กกัดลิ้นตัวเอง ในความจริงแล้ว อาการชักจากไข้สูงแทบไม่พบกรณีเด็กกัดลิ้นตัวเองจนขาด แต่การใส่สิ่งของเข้าไปในปากมักทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจ ฟันหักตกลงไปในหลอดลมจนขาดอากาศหายใจเสียชีวิต หรือเกิดการบาดเจ็บรุนแรงในช่องปาก
  • ห้ามป้อนยาลดไข้หรือน้ำขณะเด็กกำลังชักหรือยังไม่ฟื้นสติสมบูรณ์: เพราะเด็กจะไม่สามารถกลืนได้ตามปกติ ส่งผลให้เกิดการสำลักยาหรือน้ำลงสู่หลอดลมและปอด นำไปสู่ภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก (Aspiration Pneumonia) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin): ในเด็กที่มีไข้จากการติดเชื้อไวรัสเด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงในการเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งทำให้เกิดตับวายและสมองบวมเฉียบพลันที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ทานเอง: ยาปฏิชีวนะไม่มีฤทธิ์ลดไข้และไม่มีผลต่อการรักษาการติดเชื้อไวรัส การใช้ยาโดยไม่มีข้อบ่งชี้จากแพทย์อาจทำให้เด็กแพ้ยาหรือเกิดเชื้อดื้อยาได้

ขนาดยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว

การให้ยาลดไข้พาราเซตามอลต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวของเด็กจริง ไม่ใช่ตามเกณฑ์อายุ โดยขนาดยาที่เหมาะสมคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัมต่อครั้ง และสามารถให้ซ้ำได้ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ โดยห้ามให้เกิน 5 ครั้งในรอบ 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันภาวะพิษต่อตับ (Hepatotoxicity)

ยกตัวอย่างเช่น เด็กน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ควรได้รับยาพาราเซตามอลขนาด 100 ถึง 150 มิลลิกรัมต่อครั้ง หากเป็นยาน้ำเชื่อมพาราเซตามอลสูตรมาตรฐานที่มีตัวยา 120 มิลลิกรัมต่อ 5 มิลลิลิตร (1 ช้อนชา) เด็กรายนี้ควรได้รับยาประมาณ 1 ช้อนชาต่อครั้ง

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

แม้ว่าเราจะไม่สามารถป้องกันการเกิดไข้ได้ทั้งหมด แต่สามารถลดโอกาสเกิดไข้สูงและการกลับมาชักซ้ำได้ด้วยแนวทางปฏิบัติดังนี้:

  • การวัดและติดตามอุณหภูมิร่างกายอย่างใกล้ชิด: เมื่อลูกเริ่มมีอาการซึม ตัวรุมๆ หรือมีอาการไข้ ควรใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดไข้ทางรักแร้หรือทางหูเป็นระยะๆ ห้ามใช้การสัมผัสด้วยมือเพียงอย่างเดียวเพราะอาจประเมินระดับความร้อนผิดพลาดได้
  • การรับวัคซีนป้องกันโรคตามเกณฑ์และวัคซีนเสริม: การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี วัคซีนป้องกันโรคไอพีดี (Invasive Pneumococcal Disease - IPD) และวัคซีนพื้นฐานอื่นๆ ช่วยลดโอกาสเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อรุนแรงที่เป็นสาเหตุของไข้สูงได้
  • การรักษาสุขอนามัยที่ดี: สอนให้เด็กหมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นหวัด และหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจ
  • โภชนาการที่เหมาะสม: ส่งเสริมให้เด็กรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอเมื่อมีไข้เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

กล่องสรุปแนวปฏิบัติสำหรับผู้ดูแล (Caregiver Actionable Checklist)

เช็กลิสต์ด่วนเมื่อลูกรักมีไข้และชัก

  • มีสติ: ไม่อุ้มวิ่ง ไม่เขย่าตัวเด็ก ดูนาฬิกาเพื่อจับเวลาการชักทันที
  • จัดท่า: นอนตะแคงบนพื้นราบที่ไม่มีสิ่งกีดขวาง ไม่มีสิ่งของคมรอบตัว เพื่อเปิดทางเดินหายใจ
  • ความปลอดภัย: ห้ามใส่อะไรเข้าไปในปากเด็กเด็ดขาด ห้ามงัดง้างปาก ห้ามป้อนน้ำหรือยาขณะชัก
  • ระบายความร้อน: รอจนอาการชักหยุดลง จากนั้นรีบเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นนาน 15 ถึง 20 นาที ทันที
  • ประเมินความเร่งด่วน: สังเกตว่าชักเกิน 5 นาทีหรือไม่ ชักซ้ำหรือไม่ หรือมีไข้ร่วมกับอาการซึม คอแข็งตึง หรือหายใจหอบเหนื่อยหรือไม่ หากมีให้โทร 1669 ทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down