ทำไมต้องปัญหาทารกท้องอืดและร้องกวนหลังดื่มนมแม่
ภาวะทารกท้องอืด มีลมในท้องมาก และร้องกวนไม่ยอมนอนหลังดื่มนมแม่ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมากในเวชปฏิบัติกุมารเวชศาสตร์ ทารกแรกเกิดถึงวัยสามเดือนมักมีระบบทางเดินอาหารที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ กล้ามเนื้อหูรูดส่วนต่างๆ รวมถึงการทำงานของเอนไซม์ย่อยอาหารยังไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดแก๊สสะสมในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ง่าย แม้ว่านมแม่จะเป็นอาหารที่ดีที่สุดและย่อยง่ายที่สุดสำหรับทารก แต่เทคนิคการให้นมที่ไม่ถูกต้อง หรือภาวะความผิดปกติบางประการ ก็อาจทำให้ทารกเกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง และร้องไห้งอแงอย่างรุนแรงจนพ่อแม่กังวลใจได้
ในฐานะแพทย์เฉพาะทางด้านกุมารเวชศาสตร์ สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ อาการร้องกวนจากท้องอืดทั่วไปมักจะสงบลงได้หลังจากการอุ้มเรอ การนวดท้อง หรือการผายลม แต่หากทารกมีอาการร้องกวนต่อเนื่องไม่หยุด หน้าท้องแข็งตึงร่วมกับมีสัญญาณเตือนอันตรายอื่นๆ อาการเหล่านั้นอาจไม่ใช่แค่เรื่องแก๊สในท้องธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะวิกฤตทางศัลยกรรมหรืออายุรกรรมในเด็กที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์โดยด่วนที่สุด ห้ามรอดูอาการอยู่ที่บ้านเด็ดขาด
สาเหตุและกลไกการเกิดอาการท้องอืดและร้องกวนในทารกที่กินนมแม่
การเข้าใจกลไกการเกิดอาการท้องอืดในทารกที่ดื่มนมแม่ ช่วยให้พ่อแม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการให้นมเพื่อป้องกันอาการได้ดีขึ้น สาเหตุหลักสามารถแบ่งออกได้เป็นปัจจัยทางสรีรวิทยาและปัจจัยทางพยาธิวิทยา ดังนี้
กลไกการกลืนอากาศเกินความจำเป็น
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการเกิดลมในทางเดินอาหารของทารก คือการกลืนอากาศเข้าไปในขณะดูดนม ซึ่งเกิดขึ้นได้จากท่าอุ้มให้นมที่ไม่ถูกต้อง ทารกอมหัวนมไม่ลึกพอจนทำให้มีช่องว่างให้อากาศรั่วเข้าไป หรือทารกที่หิวนมจัดแล้วดูดนมอย่างรวดเร็วและตะกละ นอกจากนี้การที่ทารก ร้องไห้งอแงเป็นเวลานานก่อนมื้อนม ก็ทำให้ทารกกลืนอากาศเข้าไปสะสมในทางเดินอาหารจำนวนมากเช่นกัน
ความไม่สมดุลของน้ำนมแม่
ในน้ำนมแม่จะมีส่วนประกอบของน้ำนมส่วนหน้า ซึ่งมีน้ำและน้ำตาลแลคโตสสูง กับน้ำนมส่วนหลังที่มีไขมันสูง หากคุณแม่ที่มีน้ำนมพุ่งแรงปล่อยให้ลูกดูดนมสั้นๆ แล้วเปลี่ยนข้างเร็วเกินไป ทารกจะได้รับน้ำตาลแลคโตสปริมาณมากในขณะที่เอนไซม์แลคเตสในลำไส้ยังทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้เกิดการหมักของน้ำตาลแลคโตสโดยแบคทีเรียในลำไส้ เกิดเป็นแก๊สปริมาณมาก ท้องอืด และอาจทำให้ทารกถ่ายอุจจาระเหลวมีฟองได้
อาหารที่มารดารับประทาน
โปรตีนบางชนิดจากอาหารที่คุณแม่รับประทานเข้าไป เช่น โปรตีนจากนมวัว ผลิตภัณฑ์จากนม อาหารรสจัด หรืออาหารที่ทำให้เกิดแก๊ส อาจซึมผ่านน้ำนมแม่และส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหารอันบอบบางของทารก ทำให้เกิดอาการแพ้ระคายเคือง ท้องอืด และปวดท้องรุนแรงได้
อาการสำคัญและลักษณะการร้องกวนที่ต้องสังเกต
ทารกในช่วงวัยแรกเกิดถึงสามเดือนมักมีช่วงเวลาที่ร้องกวนในช่วงเย็นหรือค่ำเป็นปกติที่เรียกว่าภาวะโคลิก แต่หากอาการร้องกวนมีความรุนแรงและมีลักษณะเฉพาะที่บ่งบอกถึงความเจ็บปวดจากโรคทางกาย ผู้ดูแลต้องสังเกตลักษณะอาการดังต่อไปนี้อย่างใกล้ชิด
- ทารกร้องไห้เสียงแหลมสูงต่อเนื่องยาวนานเกินกว่าสองถึงสามชั่วโมงโดยปลอบอย่างไรก็ไม่หยุด
- มีการงอขาเข้าหาหน้าอก ขาสั่นเกร็ง หรือกำมือแน่น ซึ่งเป็นท่าทางที่แสดงถึงอาการปวดเกร็งในช่องท้อง
- หน้าท้องป่องตึง เมื่อเคาะเบื้องต้นจะมีเสียงโปร่งเหมือนกลอง
- ปฏิเสธการดื่มนม อาเจียนพุ่ง หรืออาเจียนออกมาเป็นน้ำสีเขียวปนน้ำดี
- นอนหลับยากสะดุ้งตื่นด้วยความเจ็บปวดตลอดเวลา
สัญญาณเตือนอันตรายขั้นวิกฤตที่ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด
ในฐานะแพทย์ สิ่งที่กังวลมากที่สุดคือการที่พ่อแม่เข้าใจว่าอาการร้องกวนและท้องอืดเป็นเพียงอาการโคลิกทั่วไปตามวัย ทำให้ละเลยสัญญาณเตือนอันตรายที่บ่งบอกถึงภาวะวิกฤต หากทารกที่กินนมแม่แล้วท้องอืด ร้องกวนไม่ยอมนอน มีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย จำเป็นต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที
- ซึมลง ปลุกตื่นยาก: ทารกไม่ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น ไม่มีแรงดูดนม ตาโรย หรือนอนหลับนานผิดปกติโดยปลุกไม่ค่อยตื่น ซึ่งเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือภาวะช็อก
- อาเจียนพุ่งหรืออาเจียนเป็นสีเขียว: อาการอาเจียนที่พุ่งออกมาแรงหรือมีน้ำย่อยสีเขียวปน เป็นสัญญาณเตือนคลาสสิกของภาวะลำไส้อุดตัน ภาวะลำไส้กลืนกัน หรือความผิดปกติแต่กำเนิดของทางเดินอาหารที่ต้องได้รับการผ่าตัดฉุกเฉิน
- หน้าท้องแข็งเป็ก กดยุบไม่ลง: ทารกแสดงอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงเมื่อมีผู้สัมผัสบริเวณหน้าท้อง หน้าท้องตึงแข็งมาก ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะลำไส้เน่าตายหรือการทะลุของทางเดินอาหาร
- ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสด หรือมีมูกเลือดปน: อาการถ่ายอุจจาระมีเลือดปนไม่ว่าจะลักษณะใดก็ตาม อาจเกิดจากภาวะลำไส้กลืนกัน ภาวะลำไส้ขาดเลือด หรือการอักเสบติดเชื้ออย่างรุนแรงในลำไส้
- ไข้สูงเกินสามสิบแปดองศาเซลเซียสในทารกอายุน้อยกว่าสามเดือน: ทารกวัยนี้หากมีไข้ร่วมกับท้องอืดและร้องกวน ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์สูงสุดเนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อรุนแรง
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง: สังเกตจากกระหม่อมยุ๋มลึก ตาโหลแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้งสนิท และไม่มีปัสสาวะนานเกินหกชั่วโมง
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ในโรงพยาบาล
เมื่อทารกถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการท้องอืดและร้องกวนรุนแรง กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจประเมินอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง โดยขั้นตอนการวินิจฉัยอาจประกอบด้วย
การซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับลักษณะการให้นม ระยะเวลาและรูปแบบการร้องกวน ประวัติการขับถ่าย และลักษณะอุจจาระร่วมกับการตรวจร่างกายอย่างละเอียด แพทย์จะทำการคลำหน้าท้องเพื่อประเมินความตึงตัวของกล้ามเนื้อหน้าท้อง ตรวจฟังเสียงการทำงานของลำไส้ และประเมินภาวะขาดน้ำ
ในกรณีที่สงสัยว่ามีภาวะวิกฤตทางศัลยกรรมหรือการติดเชื้อ แพทย์อาจพิจารณา ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การเจาะเลือดเพื่อดูเม็ดเลือดขาวและภาวะกรดด่างในเลือด การเอกซเรย์ช่องท้องเพื่อดูปริมาณแก๊สในลำไส้ ลำไส้อุดตัน หรือลมรั่วในช่องท้อง และการอัลตราซาวนด์ช่องท้องในกรณีที่สงสัยภาวะลำไส้กลืนกัน
วิธีดูแลรักษาและการปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ได้รับการวินิจฉัย หากเป็นอาการท้องอืดจากแก๊สในทางเดินอาหารทั่วไป แพทย์จะให้คำแนะนำในการปรับพฤติกรรมและการดูแลที่บ้าน แต่หากพบภาวะวิกฤต ทารกจะได้รับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตเด็กทันที
- การปรับเทคนิคการให้นม: ปรับท่าอุ้มให้นมให้ศีรษะทารกอยู่สูงกว่าลำตัวเล็กน้อย จัดให้ริมฝีปากของทารกอมลานหัวนมให้มิดเพื่อป้องกันการกลืนอากาศ และต้องอุ้มเรอทารกนานสิบถึงสิบห้านาทีหลังมื้อนมทุกครั้ง
- การนวดท้องลดแก๊ส: ใช้ฝ่ามือนวดวนตามเข็มนาฬิกาเบาๆ บริเวณหน้าท้องทารก หรือใช้ท่าปั่นจักรยานอากาศเพื่อช่วยไล่ลมออก
- การใช้ยาภายใต้คำแนะนำของแพทย์: ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาให้ยาลดแก๊สซิเมทิโคน หรือยาหยอดปรับสมดุลลำไส้ แต่ห้ามซื้อยาขับลมหรือยาปฏิชีวนะให้ทารกกินเองเด็ดขาด
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทารก ผู้ดูแลควรยึดถือข้อควรระวังทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด ดังนี้
- ห้ามให้ทารกอายุต่ำกว่าหกเดือนดื่มน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มอื่นใดนอกจากนมแม่เด็ดขาด เพราะจะทำให้ไตทำงานหนักและเสี่ยงต่อภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ
- ห้ามใช้วิธีการสวนทวารหรือใช้อุปกรณ์ใดๆ สอดใส่ทวารหนักของทารกเพื่อขับลมด้วยตนเอง เพราะอาจทำให้ลำไส้ทะลุหรือเกิดแผลติดเชื้อได้
- ห้ามละเลยอาการร้องกวนที่แปลกไปจากเดิม โดยเฉพาะการร้องกวนที่รุนแรงและมีอาการซึมร่วมด้วย
- ห้ามให้ยาลดไข้หรือยาแก้ปวดใดๆ แก่ทารกแรกเกิดเองโดยไม่มีคำสั่งจากกุมารแพทย์
การป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพทางเดินอาหารระยะยาว
การป้องกันอาการท้องอืดและร้องกวนในทารกที่กินนมแม่ สามารถทำได้โดยการสร้างสิ่งแวดล้อมที่สงบในขณะให้นม หลีกเลี่ยงการให้ลูกหิวนมจัดจนเกินไปเพราะจะทำให้ดูดนมเร็วและกลืนลมเข้าท้อง คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ย่อยง่าย ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ และดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อคุณภาพของน้ำนมที่ดีที่สุดในการเจริญเติบโตของทารก