ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกเป็นต่อมทอนซิลอักเสบ บ่อยแค่ไหนถึงควรผ่าตัด และสัญญาณเตือนที่พ่อแม่ต้องรู้

ต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis) เป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนที่พบได้บ่อยมากในเด็ก โดยเฉพาะในช่วงวัยเรียนและวัยเด็กตอนต้น ต่อมทอนซิลมีหน้าที่เป็นด่านหน้าของระบบภูมิคุ้มกันในการดักจับเชื้อโรคที่เข้าทางปากและจมูก แต่เมื่อเด็กมีภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ เชื้อโรคเหล่านี้จึงทำให้ต่อมทอนซิลบวมแดง อักเสบ และมีหนองได้ง่าย การที่ลูกเจ็บคอและเป็นทอนซิลอักเสบบ่อยครั้งสร้างความกังวลใจให้คุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก คำถามที่พบบ่อยคือ ลูกเป็นต่อมทอนซิลอักเสบบ่อยแค่ไหนถึงควรตัดสินใจผ่าตัด และมีเกณฑ์ทางการแพทย์อย่างไรบ้างที่ใช้พิจารณา

เกณฑ์มาตรฐานทางการแพทย์ในการพิจารณาผ่าตัดต่อมทอนซิลในเด็ก (Paradigm for Tonsillectomy) ไม่ได้ดูแค่จำนวนครั้งที่ป่วยในหนึ่งปีเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาร่วมกับความรุนแรงและผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวม โดยเกณฑ์สากลหรือที่รู้จักกันในชื่อ Paradise Criteria ระบุว่าเด็กควรได้รับการผ่าตัดเมื่อมีอาการต่อมทอนซิลอักเสบตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ มีการอักเสบอย่างน้อยเจ็ดครั้งในหนึ่งปี หรืออย่างน้อยห้าครั้งต่อปีติดต่อกันเป็นเวลาสองปี หรืออย่างน้อยสามครั้งต่อปีติดต่อกันเป็นเวลาสามปี นอกจากนี้ยังรวมถึงกรณีที่ต่อมทอนซิลโตมากจนไปอุด ทางเดินหายใจ ทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea) มีเสียงกรนดังสะดุด สำ Gลักขณะนอนหลับ หายใจลำบาก หรือมีภาวะต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังที่ทำให้เกิดหนองในเนื้อเยื่อรอบต่อมทอนซิล (Peritonsillar Abscess) ซึ่งไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคต่อมทอนซิลอักเสบในเด็ก

การอักเสบของต่อมทอนซิลเกิดได้จากสองสาเหตุหลักคือ การติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย โดยการติดเชื้อไวรัสพบบ่อยที่สุดในเด็กเล็ก เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) และไวรัสอะดีโน (Adenovirus) ส่วนการติดเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อยและต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือ เชื้อแบคทีเรียกลุ่มเอสเตรปโตคอคคัส (Group A Streptococcus หรือ GAS) ซึ่งมักพบในเด็กอายุตั้งแต่สามปีขึ้นไป

การติดต่อเกิดขึ้นผ่านการสัมผัสละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการใช้สิ่งของร่วมกัน เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ลำคอจะทำให้ต่อมทอนซิลตอบสนองด้วยการอักเสบ บวม แดง และสร้างเม็ดเลือดขาวมาต่อสู้กับเชื้อโรค ทำให้เด็กมีอาการเจ็บคอ กลืนน้ำลายหรืออาหารลำบาก มีไข้ และมีต่อมน้ำเหลืองที่คอโต หากเป็นเชื้อแบคทีเรีย อาการมักจะรุนแรงกว่า มีจุดหนองสีขาวหรือเหลืองบนต่อมทอนซิล และมักไม่มีอาการน้ำมูกไหลหรือไอร่วมด้วยเหมือนการติดเชื้อไวรัส

อาการสำคัญและลำดับการดำเนินโรคของต่อมทอนซิลอักเสบ

การดำเนินโรคของต่อมทอนซิลอักเสบมักเริ่มจากอาการระคายคอเล็กน้อยในวันแรก ก่อนจะพัฒนาไปสู่อาการเด่นชัดในวันที่สองและสาม และค่อยๆ ดีขึ้นหากได้รับการรักษาที่ถูกต้อง การสังเกตอาการในแต่ละระยะช่วยให้พ่อแม่ดูแลลูกได้อย่างใกล้ชิด

  • ระยะเริ่มแรก (Early Stage): เด็กจะเริ่มมีอาการเจ็บคอ ระคายคอ กลืนอาหารแล้วเจ็บเล็กน้อย มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย ไม่อยากอาหาร และอาจมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย
  • ระยะอาการเด่นชัด (Acute Stage): เป็นช่วงที่ต่อมทอนซิลบวมแดงมากและอาจมีคราบหนอง เด็กจะมีไข้สูง ตัวร้อนจัด เจ็บคอมากจนไม่ยอมกลืนน้ำลายหรือกลืนน้ำ นํ้าลายยืดเพราะกลืนไม่ลง เสียงเปลี่ยน (มีเสียงอู้อี้ในคอ) ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น และคลำพบต่อมน้ำเหลืองโตใต้กรามหรือบริเวณลำคอ
  • ระยะฟื้นตัว (Recovery Stage): หากได้รับการรักษาด้วยยาที่เหมาะสม อาการไข้จะเริ่มลดลงภายในสองถึงสามวัน อาการเจ็บคอทุเลาลง และเด็กสามารถกลับมารับประทานอาหารอ่อนได้ตามปกติภายในหนึ่งสัปดาห์

สัญญาณเตือนอันตรายและภาวะวิกฤตที่ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด (Red Flag Symptoms)

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีอาการในกลุ่มสัญญาณเตือนอันตรายเหล่านี้ ห้ามรอดูอาการเด็ดขาด ต้องพาไปโรงพยาบาลทันทีเพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

ในบางกรณี ต่อมทอนซิลอักเสบอาจลุกลามหรือทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง พ่อแม่จึงต้องสังเกตอาการเตือนวิกฤตที่ต้องรีบพาเด็กพบแพทย์ฉุกเฉินทันที

  • ไข้สูงไม่ลดเกินสามวัน: หรือไข้สูงมากจนมีอาการชักจากไข้ (Febrile Seizure) ซึ่งเป็นภาวะที่สมองไวต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • หายใจลำบาก หอบเหนื่อย: สังเกตเห็นซี่โครงบุ๋ม ไหปลาร้าบุ๋ม หายใจมีเสียงดังหวีดหรือเสียงครืดคราด หายใจแรง หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง: ปากแห้ง แตก ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา และปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะเป็นสีเหลืองเข้มเกินหกชั่วโมง
  • ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด: ปลุกตื่นยาก ไม่ตอบสนองต่อสิ่งรอบตัว หงุดหงิดกระสับกระส่ายผิดปกติ
  • ไม่สามารถกลืนน้ำลายหรืออาหารได้เลย: มีน้ำลายไหลยืดตลอดเวลาเพราะไม่สามารถกลืนน้ำลายลงคอได้

ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ต้องระวัง

การปล่อยให้เด็กเป็นต่อมทอนซิลอักเสบบ่อยครั้ง หรือไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง

  • ฝีรอบต่อมทอนซิล (Peritonsillar Abscess): การติดเชื้อลุกลามจนกลายเป็นหนองบริเวณรอบต่อมทอนซิล ทำให้เด็กเจ็บคอข้างเดียวอย่างรุนแรง อ้าปากได้จำกัด และเสียงเปลี่ยนชัดเจน
  • โรคไข้รูมาติก (Rheumatic Fever): เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มเอสเตรปโตคอคคัสที่ไม่ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างครบถ้วน ส่งผลให้เกิดการอักเสบที่ข้อ หัวใจ และระบบประสาท
  • โรคหน่วยไตอักเสบหลังติดเชื้อสตรัปโตคอคคัส (Post-streptococcal Glomerulonephritis): ส่งผลให้การทำงานของไตผิดปกติ มีอาการบวมที่ใบหน้าและขา และปัสสาวะเป็นเลือด

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อพาเด็กมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อให้ทราบสาเหตุที่แท้จริง

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามระยะเวลาและลักษณะของอาการ ตรวจดูช่องปากและลำคอด้วยไม้กดลิ้นเพื่อประเมินความบวม แดง และลักษณะของหนองที่ต่อมทอนซิล รวมถึงคลำต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอ
  • การตรวจหาเชื้อสตรัปโตคอคคัสแบบรวดเร็ว (Rapid Strep Test): ใช้ไม้พันสำลีป้ายบริเวณต่อมทอนซิลเพื่อตรวจหาแอนติเจนของเชื้อแบคทีเรีย ทราบผลได้ภายในสิบหนาที
  • การเพาะเชื้อจากลำคอ (Throat Culture): ในกรณีที่จำเป็น แพทย์อาจส่งตัวอย่างเชื้อไปห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันชนิดของเชื้อและเลือกยาปฏิชีวนะที่ตรงจุดที่สุด
  • การตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ: เช่น การตรวจเลือดเพื่อดูค่าการอักเสบ (CBC) หรือการเอกซเรย์คอในกรณีที่สงสัยว่ามีภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นหรือมีฝีหนองลึก

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการดูแลที่บ้าน

คำแนะนำจากคุณหมอ: การดูแลเด็กที่เป็นทอนซิลอักเสบที่บ้านต้องเน้นความชุ่มชื้นของลำคอและการให้ยาตามขนาดน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ หากเป็นการติดเชื้อไวรัส แพทย์จะให้การรักษาตามอาการ แต่หากเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะจ่ายยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ซึ่งพ่อแม่ต้องให้ลูกรับประทานติดต่อกันจนหมดตามกำหนดแม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการดื้อยาและป้องกันโรคแทรกซ้อน

  • การให้ยาลดไข้แก้ปวด: ให้รับประทานยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดยาที่ถูกต้องคือน้ำหนักตัวคูณสิบถึงสิบห้าสิลลิกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้หรือเจ็บคอ ข้อควรระวังสำคัญ: ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye syndrome) ซึ่งเป็นภาวะตับและสมองอักเสบรุนแรงถึงชีวิต
  • การเช็ดตัวลดไข้ (Tepid Sponge): ใช้น้ำอุณหภูมิห้องเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อน โดยใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดเช็ดตามซอกพับ หน้าผาก และลำตัว
  • การดื่มน้ำอุ่นและของเหลว: กระตุ้นให้เด็กจิบน้ำอุ่นหรือน้ำสะอาดบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้ชุ่มคอ สำหรับเด็กโตสามารถให้บ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ
  • โภชนาการที่เหมาะสม: อาหารควรเป็นอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสชาติไม่จัด เช่น โจ๊กอุ่นๆ ซุป ข้าวต้ม หรือไอศกรีมรสผลไม้เพื่อช่วยลดอาการเจ็บคอและเพิ่มความสดชื่น

วิธีดูแลความสะอาดช่องปากเด็กเพื่อป้องกันต่อมทอนซิลอักเสบ

การรักษาสุขอนามัยในช่องปากและฟันเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยลดการสะสมของเชื้อโรคและลดความถี่ในการเป็นต่อมทอนซิลอักเสบ

  • การแปรงฟันอย่างถูกวิธี: สอนให้เด็กแปรงฟันอย่างน้อยวันละสองครั้ง นานครั้งละสองนาที พร้อมทำความสะอาดลิ้นเพื่อลดการสะสมของแบคทีเรีย
  • การเลือกใช้แปรงสีฟันที่เหมาะสม: เปลี่ยนแปรงสีฟันทุกๆ สามเดือน หรือหลังจากเด็กหายจากอาการป่วย เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำจากเชื้อโรคที่ตกค้างบนแปรง
  • การฝึกนิสัยล้างมือ: สอนให้เด็กหมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือเจลแอลกอฮอล์ก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  • การหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกัน: เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม ผ้าเช็ดหน้า เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคในครอบครัวหรือโรงเรียน

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ (Parent Actionable Checklist)

  • สังเกตอาการเจ็บคอ ไข้สูง และความยากลำบากในการกลืนอาหารของลูก
  • ตรวจสอบสัญญาณเตือนวิกฤต เช่น หายใจหอบเหนื่อย ซึมลง หรือมีน้ำลายไหลยืด
  • ให้ยาลดไข้ตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด และห้ามใช้ยาแอสไพริน
  • กระตุ้นให้ลูกดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ และรับประทานอาหารอ่อน
  • ดูแลสุขอนามัยช่องปากและสอนให้ลูกล้างมือสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down