ไข้หวัดในทารกแรกเกิด ความกังวลใจครั้งใหญ่ของคุณพ่อคุณแม่มือใหม่
การเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ เช่น อาการไข้หวัดในทารกแรกเกิดและเด็กเล็ก ถือเป็นเรื่องที่สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ปกครองเป็นอย่างมาก เนื่องจากทารกในวัยนี้ยังมีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายที่พัฒนา (Immune System Development) ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อทางเดินหายใจอย่างรวดเร็วและการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง สถิติทางการแพทย์พบว่าทารกในช่วงขวบปีแรกมีโอกาสเป็นหวัดได้บ่อยเนื่องจากการสัมผัสเชื้อโรคในสิ่งแวดล้อม และข้อสงสัยที่พบบ่อยที่สุดคือ ไข้หวัดในทารกแรกเกิดต้องพ่นยาทุกครั้งหรือไม่ รวมถึงการที่แพทย์นัดติดตามอาการบ่อยครั้งนั้นจำเป็นจริงหรือ บทความนี้จะพาท่านไปทำความเข้าใจอย่างละเอียดถึงแนวทางการรักษาทางการแพทย์ที่ถูกต้องตามหลักกุมารเวชศาสตร์
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจในทารก
โรคไข้หวัดส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ไวรัสไรโน (Rhinovirus) ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) และไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เชื้อเหล่านี้ติดต่อผ่านทางการไอ จาม หรือการสัมผัสสาร secretions ของผู้ติดเชื้อ ในทารกแรกเกิด เนื่องจากช่องทางเดินหายใจมีขนาดเล็กมาก เยื่อบุทางเดินหายใจมีความบอบบางและสร้างสารคัดหลั่งได้ง่าย เมื่อเกิดการติดเชื้อ จะทำให้เกิดอาการบวมอักเสบ มีเสมหะปริมาณมาก และหลอดลมตีบแคบได้ง่ายกว่าในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ ส่งผลให้ทารกมีอาการหายใจลำบาก หายใจคร่อกแคร่ หรือมีเสียงหายใจผิดปกติ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้กุมารแพทย์ต้องพิจารณาการรักษาอย่างใกล้ชิดและระมัดระวังเป็นพิเศษ
ไข้หวัดในทารกแรกเกิดต้องพ่นยาทุกครั้งจริงหรือ
ความเข้าใจที่ว่าทารกเป็นหวัดจะต้องได้รับการพ่นยาทุกครั้งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ในทางการแพทย์ การพ่นยาขยายหลอดลมหรือการพ่นยาละลายเสมหะ (Nebulizer Treatment หรือ MDI with Spacer) จะถูกพิจารณาใช้ก็ต่อเมื่อแพทย์ตรวจร่างกายพบว่ามีภาวะหลอดลมตีบแคบ มีเสียงหายใจมีวี๊ด (Wheezing) หรือมีเสมหะเหนียวข้นตกค้างในทางเดินหายใจส่วนล่างที่ไม่สามารถขับออกได้เอง หากทารกเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา มีอาการคัดจมูก น้ำใส ไหลเล็กน้อย และไม่มีภาวะหายใจลำบาก การรักษาหลักจะเป็นการรักษาตามอาการ (Symptomatic Treatment) เช่น การหยอดจมูกด้วยน้ำเกลือ (Normal Saline Drops) เพื่อละลายน้ำมูก การดูดน้ำมูกออกอย่างถูกวิธี และการประคับประคองตามอาการ ไม่จำเป็นต้องได้รับยาพ่นทุกราย การใช้ยาพ่นเกินความจำเป็นอาจไม่มีประโยชน์และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายโดยใช่เหตุ
ไข้หวัดในทารกแรกเกิดต้องพ่นยาทุกครั้งไหม สัญญาณไหนบอกว่าหมอนัดถี่เกินจำเป็น
คำถามเรื่องการนัดหมายติดตามอาการที่ดูเหมือนจะถี่เกินไปในมุมมองของผู้ปกครอง แท้จริงแล้วเกิดจากความเปลี่ยนแปลงของโรคในทารกแรกเกิดที่สามารถเกิดขึ้นและลุกลามได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง กุมารแพทย์จึงมีความจำเป็นต้องนัดหมายเพื่อประเมินซ้ำ (Re-evaluation) อย่างใกล้ชิด เช่น การฟังเสียงปอดซ้ำ การประเมินอัตราการหายใจ และการเช็กปริมาณการดื่มนม หากคุณพ่อคุณแม่รู้สึกว่าการนัดหมายถี่เกินไป แนะนำให้ปรึกษากุมารแพทย์ผู้ดูแลเพื่อทำความเข้าใจถึงเหตุผลทางการแพทย์ในการติดตามอาการ แต่ห้ามงดการมาตามนัดเองหากแพทย์ยังคงมีความกังวลในตัวโรค
สัญญาณเตือนอันตรายและภาวะวิกฤตที่ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด
ผู้ปกครองต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ดังต่อไปนี้ จะต้องนำตัวทารกส่งโรงพยาบาลทันที ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด:
- หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง: สังเกตเห็นอัตราการหายใจเร็วผิดปกติ มีอาการหายใจ (Respiratory Distress) จนซี่โครงยุบ (Subcostal retraction) หน้าอกบุ๋ม หรือไหปลาร้าบุ๋มเวลาหายใจ
- ภาวะซึมและปลุกตื่นยาก: ทารกไม่ยอมตื่นมากินนม นอนซึมตลอดเวลา ไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียกหรือการสัมผัส
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Dehydration): ปัสสาวะไม่ออกเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง กระหม่อมยุ๋มลึก ตาโหล ปากแห้ง และไม่มีน้ำตาเวลา ร้องไห้
- ตัวเขียว (Cyanosis): ริมฝีปาก เล็บมือ เล็บเท้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงหรือเขียว ซึ่งแสดงถึงภาวะพร่องออกซิเจนอย่างรุนแรง
- ไข้สูงมากในทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือน: ทารกที่มีอายุต่ำกว่า 3 เดือน หากมีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการตรวจหาสการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบทันที
อาการแทรกซ้อนรุนแรงที่ต้องระวังในทารก
หากปล่อยให้ทารกมีอาการไข้หวัดลุกลามโดยไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น โรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ (Pneumonia) โรคหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) ซึ่งมักเกิดจากเชื้อไวรัส RSV ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) และภาวะหายใจล้มเหลว (Respiratory Failure) ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยเครื่องช่วยหายใจในหอผู้ป่วยวิกฤตเด็ก (Pediatric Intensive Care Unit - PICU)
วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์
เมื่อทารกมาพบแพทย์ด้วยอาการไข้หวัดและมีสัญญาณน่ากังวล แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด ประเมินสัญญาณชีพ และตรวจร่างกายอย่างครอบคลุม หากจำเป็น แพทย์อาจพิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจหาเชื้อไวรัสทางจมูกด้วยชุดตรวจเฉพาะ (Rapid Antigen Test for RSV / Influenza) การเอ็กซเรย์ปอดเพื่อดูภาวะปอดอักเสบ หรือการเจาะเลือดตรวจหาความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดและการติดเชื้อ
การดูแลรักษาและการพยาบาลทารกที่เป็นหวัดที่บ้าน
สำหรับทารกที่แพทย์อนุญาตให้กลับมาดูอาการต่อที่บ้าน มีแนวทางการดูแลที่ถูกต้องดังนี้:
- การให้นม: ให้ทารกดูดนมแม่หรือนมผสมบ่อยขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดความเหนียวของเสมหะ และป้องกันภาวะขาดน้ำ
- การทำความสะอาดโพรงจมูก: หยอดน้ำเกลือปราศจากเชื้อชนิดหยอดจมูก 1 ถึง 2 หยดในรูจมูกทั้งสองข้าง เพื่อช่วยให้น้ำมูกที่แห้งกรังอ่อนตัวลงและหลุดออกมาได้ง่ายขึ้น
- การเช็ดตัวลดไข้: หากมีไข้ต่ำ ให้ใช้น้ำอุณหภูมิห้องเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์เช็ดตัวเด็ดขาด
- การให้ยาลดไข้: หากจำเป็นต้องให้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ต้องคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้องแม่นยำ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น
การป้องกันการติดเชื้อและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว
การป้องกันไม่ให้ทารกแรกเกิดติดเชื้อไข้หวัดเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ผู้ปกครองควรปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด ได้แก่ การล้างมือให้สะอาดก่อนอุ้มหรือสัมผัสตัวทารก หลีกเลี่ยงการพาออกไปในสถานที่แออัดหรือมีอากาศถ่ายเทไม่สะดวก ควรงดให้ผู้มีอาการป่วยเข้าใกล้ทารก และสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เนื่องจากนมแม่มีภูมิคุ้มกันและสารอาหารสำคัญที่ช่วยปกป้องทารกจากการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ