ไขข้อข้องใจ ตรวจตั้งครรภ์หลังมีเพศสัมพันธ์กี่วันถึงชัวร์
การตรวจตั้งครรภ์ให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและถูกต้องตามหลักการแพทย์ จำเป็นต้องเข้าใจวงจรการตกไข่และการฝังตัวของตัวอ่อนในโพรงมดลูกอย่างถ่องแท้ หลังจากมีเพศสัมพันธ์ อสุจิสามารถมีชีวิตอยู่ในร่างกายผู้หญิงได้นานถึง 3 ถึง 5 วัน และหากมีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ร่างกายต้องใช้เวลาเดินทางและฝังตัวประมาณ 6 ถึง 12 วัน จึงจะเริ่มสร้างฮอร์โมน Human Chorionic Gonadotropin หรือที่เรียกว่าฮอร์โมนตั้งครรภ์ (hCG) ออกมาเข้าสู่กระแสเลือดและปัสสาวะ ดังนั้น ระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการตรวจปัสสาวะเพื่อหาการตั้งครรภ์คือ 14 วัน หรือประมาณ 2 สัปดาห์หลังมีเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุด เพื่อให้ระดับฮอร์โมนสูงพอที่ชุดตรวจจะตรวจจับได้ หากตรวจเร็วเกินไปอาจพบผลลบปลอม (False Negative) เนื่องจากฮอร์โมนยังน้อยเกินไป ทำให้ต้องเสียเวลาตรวจซ้ำ
กลไกการเกิดฮอร์โมนตั้งครรภ์และความแม่นยำของชุดตรวจ
ฮอร์โมน hCG ถูกสร้างขึ้นจากเซลล์ที่จะพัฒนาไปเป็นรกหลังจากการปฏิสนธิ ระดับของฮอร์โมนนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุกๆ 48 ถึง 72 ชั่วโมงในระยะแรกของการตั้งครรภ์ การตรวจปัสสาวะด้วยชุดตรวจตั้งครรภ์ทั่วไป (Pregnancy Test Strip) อาศัยหลักการทางภูมิคุ้มกันวิทยาในการตรวจจับฮอร์โมน hCG หากมีความเข้มข้นถึงระดับที่ชุดตรวจกำหนด (โดยทั่วไปมักอยู่ที่ 20 ถึง 25 mIU/mL ขึ้นไป) แถบแสดงผลจะปรากฏขึ้น 2 ขีด ความแม่นยำของการตรวจจะสูงสุดเมื่อตรวจในปัสสาวะแรกของวัน เนื่องจากมีความเข้มข้นของฮอร์โมนสูงสุด ส่วนการตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ (Serum hCG Test) สามารถตรวจพบการตั้งครรภ์ได้เร็วกว่าการตรวจปัสสาวะ โดยมักจะตรวจพบได้ตั้งแต่ 10 ถึง 11 วันหลังการปฏิสนธิ เนื่องจากมีความไวต่อฮอร์โมนสูงกว่ามาก
สัญญาณเตือนอันตรายและอาการแทรกซ้อนรุนแรงที่ต้องระวัง
ในสตรีที่มีผลตรวจตั้งครรภ์เป็นบวก หรืออยู่ในช่วงสงสัยว่าตั้งครรภ์ อาการบางอย่างไม่ใช่เพียงอาการแพ้ท้องทั่วไป แต่เป็นสัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อนทางนรีเวชที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งผู้ป่วยและผู้ดูแลต้องสังเกตอย่างใกล้ชิดและห้ามรอสังเกตอาการอยู่ที่บ้านเด็ดขาด
ภาวะท้องนอกมดลูกและภาวะแทรกซ้อนระยะแรก
ภาวะท้องนอกมดลูกเกิดขึ้นเมื่อไข่ที่ปฏิสนธิแล้วไปฝังตัวอยู่นอกโพรงมดลูก โดยส่วนใหญ่มักเกิดที่ท่อน้ำไข่ เมื่อตัวอ่อนเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้ท่อน้ำไข่อุดตันและฉีกขาดในที่สุด ส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องน้อยรุนแรงเฉียบพลัน มักปวดข้างใดข้างหนึ่งอย่างรุนแรง ร่วมกับมีเลือดออกทางช่องคลอดกะปริบกะปรอยสีคล้ำ หากปล่อยทิ้งไว้จนท่อน้ำไข่แตก จะทำให้เกิดภาวะตกเลือดภายในช่องท้อง ความดันโลหิตต่ำ ช็อกหมดสติ และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ยังมีภาวะการแท้งคุกคาม (Threatened Abortion) หรือการแท้งไม่ครบ (Incomplete Abortion) ที่ทำให้มีเลือดออกมากและปวดบิดเกร็งบริเวณท้องน้อยอย่างรุนแรง
วิธีตรวจเช็กความเร่งด่วนและการนำส่งโรงพยาบาล
เมื่อพบอาการผิดปกติในสตรีตั้งครรภ์ระยะแรก การประเมินความเร่งด่วนเพื่อนำส่งโรงพยาบาลอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ทันท่วงที หากมีอาการดังต่อไปนี้ถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องไปห้องฉุกเฉินทันที
- อาการปวดท้องน้อยรุนแรงมากจนไม่สามารถยืนหรือเดินได้ โดยเฉพาะอาการปวดแปลบขึ้นไปที่หัวไหล่ ซึ่งเป็นสัญญาณของการมีเลือดออกในช่องท้อง
- มีเลือดออกทางช่องคลอดปริมาณมากชุ่มผ้าอนามัยภายในหนึ่งชั่วโมง หรือมีลิ่มเลือดขนาดใหญ่หลุดออกมา
- มีอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม เหงื่อแตกตัวเย็น ตัวซีดขาว ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะช็อกจากการเสียเลือด
- มีไข้สูงหนาวสั่นร่วมด้วย ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อในโพรงมดลูก
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยสงสัยตั้งครรภ์หรือมีอาการผิดปกติ แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบ ดังนี้
- การซักประวัติประจำเดือนครั้งสุดท้าย ระยะเวลาที่มีเพศสัมพันธ์ และลักษณะของอาการปวดท้องหรือเลือดออก
- การตรวจระดับฮอร์โมน hCG ในเลือด เพื่อยืนยันการตั้งครรภ์และดูอัตราการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมน
- การตรวจอัลตร้าซาวด์ทางช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound) เพื่อดูตำแหน่งการฝังตัวของตัวอ่อน ว่าอยู่ในโพรงมดลูกหรือไม่
- การตรวจร่างกายทั่วไปและการตรวจภายในเพื่อประเมินขนาดของมดลูกและความเจ็บปวดบริเวณปีกมดลูก
วิธีดูแลสุขภาพและการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
สำหรับผู้ที่มีผลตรวจตั้งครรภ์เป็นบวกและอยู่ในภาวะปกติ ควรได้รับการดูแลฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อประเมินสุขภาพแม่และเด็ก การรับประทานกรดโฟลิก (Folic Acid) เป็นประจำตามแพทย์สั่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันความพิการแต่กำเนิดของระบบประสาททารก งดการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และการใช้ยาที่ไม่ปรึกษาแพทย์ หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือการออกกำลังกายอย่างหักโหม และหากพบอาการผิดปกติดังกล่าวข้างต้นต้องรีบพบแพทย์ทันที