ความสำคัญทางการแพทย์และภาพรวมของโรคในเด็ก
อาการผิดปกติในระบบปัสสาวะของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเด็กทารก เด็กเล็ก หรือเด็กโต เป็นเรื่องที่พ่อแม่และผู้ปกครองต้องให้ความใส่ใจอย่างใกล้ชิด เนื่องจากระบบทางเดินปัสสาวะในเด็กยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ การติดเชื้อหรือการมีความผิดปกติใด ๆ อาจลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดหรือไตได้อย่างรวดเร็ว โดยโรคที่พบได้บ่อยและสร้างความสับสนให้กับผู้ปกครองเป็นอย่างมากคือ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection) และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในเด็กจากการติดเชื้อหนองใน (Gonorrhea) ซึ่งมีความรุนแรงและมีแนวทางการดูแลรักษาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การแยกโรคให้ออกจึงเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยชีวิตและป้องกันภาวะแทรกซ้อนระยะยาว
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคทางการแพทย์
การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็กส่วนใหญ่เกิดจากการที่แบคทีเรียจากลำไส้ เช่น เชื้อเอสเชอริเชีย โคไล (Escherichia coli) เล็ดลอดเข้าสู่ท่อปัสสาวะและเดินทางขึ้นไปสู่กระเพาะปัสสาวะหรือไต ปัจจัยเสี่ยงสำคัญได้แก่ การอั้นปัสสาวะ ความผิดปกติแต่กำเนิดของระบบทางเดินปัสสาวะ หรือสุขอนามัยที่ไม่เหมาะสม ส่วนการติดเชื้อหนองในในเด็ก (Pediatric Gonorrhea) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียไนสซีเรีย โกโนร์เรียอี (Neisseria gonorrhoeae) ซึ่งในเด็กเล็กมักเกิดจากการติดเชื้อจากมารดาในระหว่างตั้งครรภ์หรือคลอดบุตร หรือในกรณีของเด็กโตอาจเกิดจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งเป็นประเด็นที่แพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องสอบสวนอย่างละเอียดและระมัดระวังเป็นพิเศษ
อาการสำคัญและการดำเนินของโรคที่ต้องสังเกต
การแสดงออกของอาการในเด็กแต่ละช่วงวัยมีความแตกต่างกันอย่างมาก ในทารกแรกเกิดและเด็กเล็ก อาจไม่มีอาการเฉพาะเจาะจง มักมีไข้สูงโดยไม่ทราบสาเหตุ ร้องกวน งอแง ไม่ยอมดูดนม อาเจียน หรือน้ำหนักตัวไม่เพิ่มตามเกณฑ์ สำหรับเด็กที่โตพอจะสื่อสารได้ จะเริ่มมีอาการปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะมีกลิ่นฉุนผิดปกติ มีเลือดปน หรือปัสสาวะกะปริบกะปรอย ในกรณีของการติดเชื้อหนองใน เด็กจะมีอาการตกขาวผิดปกติหรือมีหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะอย่างชัดเจน ร่วมกับอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะที่รุนแรงกว่าการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะทั่วไป
สัญญาณเตือนอันตรายขั้นวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที
- ไข้สูงมากและไม่ยอมลดลงแม้จะเช็ดตัวและให้ยาลดไข้แล้ว
- เด็กซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก ไม่ตอบสนองต่อสิ่งรอบข้าง
- อาเจียนรุนแรง ไม่สามารถรับประทานน้ำหรือนมได้เลย
- มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้ง ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา และไม่มีปัสสาวะเลยนานเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง
- อาการปวดท้องรุนแรงหรือปวดหลังส่วนล่างบริเวณไต
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อมาถึงสถานพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดและตรวจร่างกาย รวมถึงตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันโรค การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) และการเพาะเชื้อปัสสาวะ (Urine Culture) เป็นขั้นตอนมาตรฐานเพื่อหาชนิดของเชื้อแบคทีเรีย ในกรณีที่สงสัยโรคหนองใน แพทย์จะทำการเก็บบสิ่งส่งตรวจบริเวณท่อปัสสาวะหรือช่องคลอดเพื่อตรวจหาเชื้อด้วยวิธีที่จำเพาะ นอกจากนี้ อาจมีการอัลตร้าซาวด์ไตและกระเพาะปัสสาวะ (Ultrasound) เพื่อค้นหาความผิดปกติทางโครงสร้างของระบบทางเดินปัสสาวะในเด็กด้วย
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและการติดเชื้อหนองในจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น โดยแพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ที่ตรงกับชนิดของเชื้อแบคทีเรีย ห้ามผู้ปกครองซื้อยาปฏิชีวนะให้เด็กรับประทานเองเด็ดขาดเนื่องจากอาจทำให้เชื้อดื้อยา การดูแลที่บ้านร่วมกับการรักษาของแพทย์ได้แก่ การให้เด็กดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อช่วยขับเชื้อโรค การเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นเมื่อมีไข้ และการให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามขนาดค่าน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง (10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง)
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะเดิมที่เหลืออยู่จากคนอื่นหรือครั้งก่อนหน้ามาให้เด็กรับประทานเองเด็ดขาด ห้ามละเลยอาการปัสสาวะผิดปกติในเด็กเพราะอาจนำไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรังในอนาคต และในกรณีที่แพทย์หรือพยาบาลสงสัยว่าเด็กอาจมีความเสี่ยงจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ผู้ปกครองต้องเปิดใจและให้ความร่วมมือกับทีมแพทย์และนักสังคมสงเคราะห์อย่างเต็มที่เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของตัวเด็กเอง
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะสามารถทำได้โดยการฝึกให้เด็กดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน ฝึกสุขอนามัยในการขับถ่ายที่ดี เช่น การทำความสะอาดจากหน้าไปหลังในเด็กผู้หญิงเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากแบคทีเรียในลำไส้ และไม่ควรปล่อยให้เด็กอั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน ส่วนการป้องกันการติดเชื้อหนองในในเด็กเล็ก เริ่มต้นจากการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในหญิงตั้งครรภ์อย่างสม่ำเสมอ