ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เมื่อลูกน้อยเผชิญภาวะไข้สูงลอยและไม่ยอมทานอาหาร: ความจริงทางการแพทย์ที่พ่อแม่ต้องรู้

อาการตัวร้อนหรือไข้ (Fever หรือ Pyrexia) ในเด็ก เป็นปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายเมื่อเกิดการติดเชื้อหรือการอักเสบ ทว่าในกรณีที่เด็กมีอาการ "ไข้สูงลอย" (Persistent High Fever) ซึ่งหมายถึงอุณหภูมิร่างกายสูงตั้งแต่ 38.5 องศาเซลเซียสขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง และไข้มักไม่ลดลงแม้จะรับประทานยาลดไข้หรือเช็ดตัวแล้ว ร่วมกับอาการไม่ยอมรับประทานอาหาร ดื่มน้ำหรือนมน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ภาวะนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตที่ผู้ปกครองไม่ควรรอดูอาการที่บ้านเป็นอันขาด เนื่องจากอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงแก่ชีวิตได้

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็กทารกแรกเกิดถึงอายุ 3 เดือน ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่, เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่มีประวัติชักจากไข้สูง (Febrile Convulsion), และเด็กที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคหอบหืด หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง การทำความเข้าใจกลไกของโรคและสัญญาณเตือนอันตรายจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการช่วยชีวิตและลดอัตราความพิการของลูกน้อย

สาเหตุและกลไกการเกิดภาวะไข้สูงลอยในเด็ก (Causes and Pathophysiology)

กลไกการเกิดไข้เกิดจากการที่เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายและกระตุ้นให้เซลล์เม็ดเลือดขาวหลั่งสารก่อไข้ (Pyrogens) สารเหล่านี้จะเดินทางผ่านกระแสเลือดไปกระตุ้นสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ให้ปรับเกณฑ์อุณหภูมิ (Thermostatic Set Point) สูงขึ้น ร่างกายจึงพยายามสร้างความร้อนเพิ่มขึ้นผ่านการหดตัวของหลอดเลือดและการสั่นของกล้ามเนื้อ

สาเหตุหลักของภาวะไข้สูงลอยในเด็กแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่:

  • การติดเชื้อไวรัส (Viral Infections):
    • โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza): มักทำให้มีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดเมื่อยตามตัว และไอแห้ง
    • โรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus: RSV): ก่อให้เกิดไข้สูง หลอดลมฝอยอักเสบ และเสมหะอุดตันทางเดินหายใจ
    • โรคไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever): มีลักษณะเด่นคือไข้สูงลอย 2 ถึง 7 วัน หน้าแดง ตัวแดง และตรวจพบเกล็ดเลือดต่ำ
    • โรคติดเชื้อไวรัสอะดีโน (Adenovirus): ไข้สูงยาวนาน ร่วมกับมีตาแดง ต่อมน้ำเหลืองโต และเจ็บคอมาก
    • โรคพยาธิสภาพในช่องปาก เช่น โรคมือ เท้า ปาก (Hand, Foot, and Mouth Disease) หรือ แผลในปากจากเชื้อเริม (Herpetic Gingivostomatitis): ทำให้เด็กเจ็บปากอย่างรุนแรงจนปฏิเสธการกลืนอาหารและน้ำ
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Infections):
    • โรคปอดอักเสบ (Pneumonia): การติดเชื้อในเนื้อปอดทำให้ไข้สูง ไอหอบ และหายใจลำบาก
    • โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis): เป็นภาวะวิกฤตที่มีไข้สูง ร่วมกับคอแข็ง ซึม อาเจียนพุ่ง หรือชัก
    • การติดเชื้อในกระแสเลือด (Septicemia): เชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายทั่วร่างกาย ส่งผลให้เกิดภาวะช็อกจากการติดเชื้อ (Septic Shock)
    • การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection: UTI): มักพบในเด็กเล็กที่มีไข้สูงโดยไม่มีอาการทางเดินหายใจ

ระยะการดำเนินโรคและการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด (Disease Progression)

การดำเนินโรคในเด็กที่มีไข้สูงและทานอาหารไม่ได้สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ดังนี้:

1. ระยะเริ่มแรก (Prodromal Stage): เด็กจะเริ่มมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว อ่อนเพลีย งอแง อุณหภูมิร่างกายเริ่มไต่ระดับสูงขึ้น มือเท้าอาจเย็นเนื่องจากหลอดเลือดส่วนปลายหดตัวเพื่อเก็บกักความร้อน

2. ระยะไข้สูงเฉียบพลัน (Chill and Flush Stage): อุณหภูมิร่างกายคงระดับสูงลอย (38.5 ถึง 40 องศาเซลเซียส) ผิวหนังจะร้อนและแดง อัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจจะเร็วขึ้นตามอุณหภูมิที่สูงขึ้น ในระยะนี้เด็กจะเริ่มปฏิเสธการรับประทานอาหารเนื่องจากอาการเจ็บป่วย อ่อนเพลีย หรือมีแผลในช่องปาก

3. ระยะขาดน้ำและแทรกซ้อน (Dehydration and Complication Stage): หากเด็กไม่สามารถทานอาหารหรือดื่มน้ำชดเชยการสูญเสียเหงื่อจากไข้สูงได้ ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะขาดน้ำอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ปริมาณเลือดในร่างกายลดลง ความดันโลหิตต่ำลง และอาจเกิดภาวะช็อกหรือไตวายเฉียบพลันได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: การที่เด็กมีไข้สูงร่วมกับทานอาหารไม่ได้ จะทำให้ร่างกายขาดพลังงานและสารน้ำอย่างรวดเร็ว เด็กเล็กมีปริมาณน้ำสำรองในร่างกายน้อยกว่าผู้ใหญ่มาก จึงเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration) ได้ง่ายและรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

สัญญาณเตือนอันตรายขั้นวิกฤต (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากลูกน้อยมีอาการไข้สูงร่วมกับอาการแสดงข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ผู้ปกครองต้องนำส่งโรงพยาบาลหรือแผนกฉุกเฉินทันทีโดยห้ามรอดูอาการที่บ้าน:

  • มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด (Lethargy): เด็กไม่ร่าเริง ไม่ยอมเล่น นอนซม ปลุกตื่นยาก หรือไม่สบตา
  • สัญญาณของการขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration): ปากแห้ง ผิวแห้งและขาดความยืดหยุ่น เบ้าตาลึก ร้องไห้ไม่มีน้ำตา กระหม่อมหน้าบุ๋มลง (ในเด็กทารก) และไม่มีปัสสาวะหรือผ้าอ้อมไม่เปียกนานเกิน 6 ชั่วโมง
  • ระบบหายใจล้มเหลวหรือทำงานหนักเกินไป (Respiratory Distress): หายใจเร็วกว่าปกติ หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม (Intercostal Retraction) ปีกจมูกบานขณะหายใจ หรือมีเสียงหายใจดังวี๊ด
  • อาการชักจากไข้สูง (Febrile Seizure): ตัวเกร็ง กระตุก ตาค้าง หมดสติ หรือมีอาการชักซ้ำภายใน 24 ชั่วโมง
  • มีผื่นหรือจุดเลือดออกตามตัว (Petechiae / Purpura): มีจุดแดงเล็กๆ คล้ายรอยยุงกัดกระจายตามผิวหนัง แต่เมื่อใช้นิ้วกดแล้วรอยแดงนั้นไม่จางหายไป ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดหรือไข้เลือดออก
  • อาเจียนอย่างรุนแรงหรืออาเจียนพุ่ง (Projectile Vomiting): ไม่สามารถประคองน้ำหรืออาหารให้อยู่ในกระเพาะได้เลย ป้อนน้ำแล้วอาเจียนออกหมดทันที
  • ทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือนมีไข้: ทารกในวัยนี้ที่มีอุณหภูมิกายตั้งแต่ 38.0 องศาเซลเซียสขึ้นไป ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์เสมอ เนื่องจากติดเชื้อรุนแรงได้ง่าย

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)

เมื่อเดินทางมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะดำเนินการประเมินความเร่งด่วนและตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบ ดังนี้:

1. การซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด (Clinical Evaluation): แพทย์จะประเมินสัญญาณชีพ (Vital Signs) ได้แก่ อุณหภูมิร่างกาย อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ และความดันโลหิต พร้อมทั้งตรวจร่างกายเพื่อหาแหล่งกำเนิดของการติดเชื้อ เช่น ตรวจหู คอ จมูก ตรวจการทำงานของปอดและหัวใจ และตรวจความตึงตัวของผิวหนังเพื่อประเมินภาวะขาดน้ำ

2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเป็น (Laboratory Investigations):

  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC): ช่วยจำแนกว่าเป็นการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย และประเมินความเข้มข้นของเลือด
  • การตรวจคัดกรองเชื้อก่อโรคอย่างรวดเร็ว (Rapid Antigen Test / Swab Test): ตรวจหาเชื้อไข้หวัดใหญ่ (Influenza), ไวรัสอาร์เอสวี (RSV), หรือเชื้ออะดีโนไวรัส (Adenovirus)
  • การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): เพื่อหาภาวะติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
  • การตรวจหาสารบ่งชี้การอักเสบ (C-Reactive Protein: CRP หรือ Procalcitonin): เพื่อช่วยวินิจฉัยภาวะติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง
  • การเพาะเชื้อจากเลือด (Blood Culture): ทำในรายที่สงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด

3. การตรวจภาพถ่ายทางรังสี (Radiological Imaging): การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) จะดำเนินการเมื่อตรวจพบเสียงปอดผิดปกติ หรือเด็กมีอาการไอ หอบเหนื่อย เพื่อวินิจฉัยภาวะปอดอักเสบ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน

การดูแลเบื้องต้นอย่างถูกต้องมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันไม่ให้อาการของลูกน้อยแย่ลง โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องดังนี้:

1. การให้ยาลดไข้อย่างปลอดภัย

ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นยาลดไข้ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็ก โดยต้องคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวของเด็กเป็นหลัก ไม่ควรคำนวณตามอายุเพียงอย่างเดียว

สูตรคำนวณขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้อง: ให้ยาในปริมาณ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัมต่อครั้ง สามารถให้ซ้ำได้ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ และห้ามให้เกิน 5 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมงเพื่อป้องกันพิษต่อตับ ตัวอย่างเช่น เด็กน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ควรได้รับยาพาราเซตามอลปริมาณ 100 ถึง 150 มิลลิกรัมต่อครั้ง

2. วิธีเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Tepid Sponge)

การเช็ดตัวลดไข้เป็นการใช้หลักการพาความร้อน (Convection) ออกจากร่างกาย ซึ่งได้ผลเร็วกว่าการใช้ยาลดไข้เพียงอย่างเดียว ขั้นตอนที่ถูกต้องมีดังนี้:

  1. เตรียมน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (ห้ามใช้น้ำเย็นหรือน้ำแข็งเด็ดขาด)
  2. ถอดเสื้อผ้าของเด็กออกในห้องที่ไม่มีลมโกรกแรง
  3. ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำบิดหมาด เช็ดผิวหนังโดยออกแรงกดเบาๆ ย้อนทิศทางรูขุมขน (เช็ดจากปลายมือปลายเท้าเข้าหาลำตัว) เพื่อช่วยเปิดรูขุมขนระบายความร้อน
  4. วางผ้าชุบน้ำพักไว้บริเวณที่มีเส้นเลือดใหญ่ผ่าน เช่น ซอกคอ รักแร้ ข้อพับแขน และขาหนีบ เปลี่ยนผ้าบ่อยๆ ทุก 2 ถึง 3 นาที
  5. เช็ดตัวอย่างต่อเนื่องประมาณ 15 ถึง 20 นาที จากนั้นซับตัวเด็กให้แห้งสนิท สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อบางเบา ระบายอากาศได้ดี

3. การประคับประคองภาวะโภชนาการและการป้องกันการขาดน้ำ

  • ป้อนน้ำเกลือแร่สำหรับเด็ก (Oral Rehydration Salts: ORS): แนะนำให้ผสมผงเกลือแร่อย่างถูกต้อง และใช้ช้อนเล็กๆ ตักป้อนทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง (Sip feeding) ทุก 5 ถึง 10 นาที เพื่อไม่ให้กระตุ้นการอาเจียน ห้ามให้ดื่มน้ำเกลือแร่สำหรับผู้เสียเหงื่อจากการออกกำลังกายเนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลสูงเกินไป
  • อาหารที่เหมาะสม: ควรเน้นอาหารเหลวที่ย่อยง่ายและมีพลังงานสูง เช่น โจ๊กเหลว น้ำซุปกระดูกหมู ซุปไก่ หรือนม (แช่เย็นเล็กน้อยจะช่วยให้เด็กเจ็บปากน้อยลงและยอมกลืนง่ายขึ้น)

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Contraindications)

การรักษาที่ผิดวิธีอาจทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ผู้ปกครองควรตระหนักถึงข้อห้ามทางการแพทย์ต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด:

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) เด็ดขาด: ในเด็กที่มีไข้จากการติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่หรืออีสุกอีใส การได้รับยาแอสไพรินอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งก่อให้เกิดตับวายและสมองอักเสบเฉียบพลัน มีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาในกลุ่มเอนเสด (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): หากยังไม่ได้ผลตรวจยืนยันที่แน่นอนว่าเด็กไม่ได้เป็นโรคไข้เลือดออก เนื่องจากยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดและระคายเคืองกระเพาะอาหาร ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารอย่างรุนแรงและช็อกในผู้ป่วยไข้เลือดออก
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) หรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเอง: ไข้ส่วนใหญ่ในเด็กเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะซึ่งออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียจึงไม่มีประโยชน์ในการรักษาโรคติดเชื้อไวรัส ซ้ำยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยาและอาการแพ้ยา
  • ห้ามใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัดเช็ดตัว: เนื่องจากน้ำเย็นจะกระตุ้นให้หลอดเลือดฝอยที่ผิวหนังหดตัว ร่างกายจะไม่สามารถระบายความร้อนออกมาได้ และจะกระตุ้นให้เด็กเกิดอาการหนาวสั่น ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย (Core Temperature) สูงขึ้นไปอีก

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว (Prevention & Immunization)

การป้องกันและส่งเสริมสุขภาพเชิงรุกเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องลูกน้อยจากโรคติดเชื้อรุนแรง:

  • การเข้ารับวัคซีนตามเกณฑ์และวัคซีนทางเลือก: นอกเหนือจากวัคซีนพื้นฐานแล้ว ควรพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันโรคทางเลือก เช่น วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี (Influenza Vaccine) ซึ่งสามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป, วัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมค็อกคัส (IPD Vaccine) เพื่อป้องกันปอดอักเสบและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ, และวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก (Dengue Vaccine) ตามคำแนะนำของกุมารแพทย์
  • การสร้างสุขอนามัยที่ดี: ฝึกสอนให้เด็กหมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ หลีกเลี่ยงการนำมือไปสัมผัสใบหน้า ตา จมูก ปาก
  • การรักษาระยะห่างและหลีกเลี่ยงแหล่งชุมชน: ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ควรหลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปในสถานที่แออัด และงดการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น

กล่องสรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่เมื่อลูกไข้สูงและทานไม่ได้

เมื่อลูกเริ่มมีอาการไข้สูงลอยและไม่ยอมทานอาหาร ให้ผู้ปกครองปฏิบัติตามขั้นตอน (Checklist) ต่อไปนี้อย่างเป็นลำดับขั้นตอน:

  1. วัดอุณหภูมิร่างกายทางรักแร้หรือทางหู: บันทึกค่าอุณหภูมิและเวลาทุกครั้ง เพื่อเก็บเป็นข้อมูลให้แพทย์ประเมิน
  2. ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลทันที: ป้อนยาตามปริมาณน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง (10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม)
  3. เช็ดตัวลดไข้ทันที: เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นนาน 15 ถึง 20 นาทีเพื่อเร่งการระบายความร้อน
  4. ประเมินการรับประทานและการขับถ่าย: ตวงปริมาณน้ำหรือนมที่เด็กดื่ม และนับจำนวนครั้งที่เด็กปัสสาวะในรอบวัน
  5. สังเกตสัญญาณอันตราย (Red Flags): ตรวจสอบว่าเด็กมีอาการหายใจหอบ ซึมลง หรือมีจุดเลือดออกหรือไม่ หากมีอาการเหล่านี้แม้เพียงข้อเดียว ให้รีบพาลูกส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอยาออกฤทธิ์
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down