เข้าใจโรคไข้หวัดใหญ่และระยะเวลาการดำเนินโรค
โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอน (Influenza Virus) ซึ่งมีความรุนแรงและแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าไข้หวัดธรรมดา (Common Cold) ทั่วไป โดยทั่วไปคำถามที่ผู้ป่วยและพ่อแม่มักสงสัยบ่อยที่สุดคือ เป็นไข้หวัดใหญ่กี่วันหาย โดยธรรมชาติแล้ว อาการไข้และอาการเฉียบพลันมักจะดีขึ้นภายในเจ็ดถึงสิบวัน แต่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง อาจใช้เวลานานกว่านั้นและมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้สูงมาก
สาเหตุและกลไกการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่
เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่หลักๆ แบ่งออกเป็นสายพันธุ์เอ (Influenza A) และสายพันธุ์บี (Influenza B) ซึ่งมีการกลายพันธุ์ได้ตลอดเวลา เชื้อนี้ติดต่อผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสาร secretions ของผู้ติดเชื้อ แล้วนำมาสัมผัสบริเวณตา จมูก หรือปากของตนเอง เชื้อไวรัสจะเข้าไปทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ ส่งผลให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง ระบบภูมิคุ้มกันจึงตอบสนองด้วยการหลั่งสารเคมีที่ก่อให้เกิดไข้สูง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลียอย่างรุนแรง
อาการสำคัญและลำดับการดำเนินของโรคไข้หวัดใหญ่
การสังเกตอาการในแต่ละระยะช่วยให้ประเมินความรุนแรงของโรคได้อย่างแม่นยำ อาการของไข้หวัดใหญ่มักเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ต่างจากไข้หวัดธรรมดาที่ค่อยๆ เริ่มมีอาการ
- ระยะเริ่มแรก (วันแรกถึงวันที่สาม): มีไข้สูงฉับพลัน (สามสิบเก้าถึงสี่สิบองศาเซลเซียส) หนาสั่น ปวดศีรษะรุนแรง ปวดเมื่อยตามตัวกล้ามเนื้ออย่างมาก อ่อนเพลีย อาการไอแห้งๆ และเจ็บคอ
- ระยะแสดงอาการเด่นชัด (วันที่สี่ถึงวันที่เจ็ด): ไข้เริ่มลดลงแต่ยังคงมีอาการไอมีเสมหะ น้ำูกไหล คัดจมูก อ่อนเพลียยังคงอยู่ บางรายอาจมีอาการระบบทางเดินอาหารร่วมด้วยเช่นคลื่นไส้ อาเจียน
- ระยะฟื้นตัว (วันที่แปดถึงวันที่สิบสี่): อาการทุกอย่างเริ่มดีขึ้นตามลำดับ แต่อาการอ่อนเพลียอาจหลงเหลืออยู่ได้อีกหนึ่งถึงสองสัปดาห์
สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ที่ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด
- ไข้สูงต่อเนื่องเกินสามวัน หรือไข้กลับมาสูงอีกครั้งหลังลดไปแล้ว
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน หรือซี่โครงบุ๋มเวลาหายใจ
- ซึมลง ปลุกตื่นยาก สับสน หรือมีอาการชักจากไข้
- ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเขียวคล้ำ (ภาวะพร่องออกซิเจน)
- เจ็บแน่นหน้าอก หรือไอมีเสมหะปนเลือด
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้งสนิท ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะไม่ออกหรือมีสีเข้มจัดนานเกินแปดชั่วโมง
วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์
เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด หากสงสัยการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ อาจมีการทำชุดตรวจวินิจฉัยความเร็ว (Rapid Antigen Test) จากการป้ายสารคัดหลั่งในโพรงจมูก เพื่อยืนยันเชื้อและพิจารณาให้ยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs) เช่น โอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) ซึ่งจะได้ผลดีที่สุดหากเริ่มให้ยาภายในสี่สิบแปดชั่วโมงแรกที่มีอาการ
การดูแลรักษาตามอาการและการพยาบาลที่บ้าน
การรักษาหลักเน้นการประคับประคองตามอาการ ควบคู่กับการพักผ่อนอย่างเต็มที่และการดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ
- รับประทานยาลดไข้พาราเซตามอลตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง (สิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง)
- ดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปอุ่นๆ
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่
การใช้ยาอย่างปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ มีข้อห้ามเด็ดขาดที่ผู้ดูแลต้องรู้เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย
- ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในเด็กที่สงสัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดออกเด็ดขาด เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye's syndrome) ซึ่งรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) รับประทานเอง เนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส และการใช้ยาพร่ำเพรื่อจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยา
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ชนิดสี่สายพันธุ์เป็นประจำทุกปี แนะนำให้ฉีดในกลุ่มเสี่ยงและทุกคนในครอบครัว รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลด้วยการล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่แออัด และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ